“ พล.อ.ไพบูลย์”โดนวางยา??? พลิก!!!อัยการไม่ใช่ตัวถ่วงคดี “พระธัมมชโย” ป๋าเปลวฟันโช๊ะที่แท้ดีเอสไอ???

ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th

จากประชาธิปไตยไปถึง 'จับสมีโย'

 

       คงเห็นกันแล้วนะ........ว่าประชาธิปไตย เป็นมายาภาพ ในโลกเป็นจริง!เป็นเพียงยาชนิดหนึ่งที่ "สังคมปกครองทุน" ปรุงขึ้นหลอนประสาท เป็นที่นิยมในหมู่ปัญญาชน บริโภคแล้วจะเห็นเขาโง้งบนหัว ว่าคือ "สิทธิ-เสรีภาพ"! ส่วนเผด็จการ มีอยู่จริง ในโลกเป็นจริง เป็นเครื่องมือใช้ควบคุม-กำจัดคนหมู่หนึ่งที่อ้างประชาธิปไตยประพฤติผิด-คิดมิชอบ และเอารัด-เอาเปรียบสังคม โดยเฉพาะ "ช่วยถอนพิษ" หมู่ปัญญาชน ให้รู้ตัวว่า....ที่งอกโง้งบนหัว นั่นคือ "เขา" อย่าได้เที่ยวเอาไปชูอวด-ชูสอนว่า นี้เป็น "สิทธิ-เสรีภาพ" ตามฤทธิ์ยาประชาธิปไตยหลอนประสาท! เมื่อทั้งประชาธิปไตยและเผด็จการ ต่างมีตำหนิ แล้วอะไรล่ะ ที่มนุษย์ควรมี-ควรใช้ บริหารสังคมชาติ-สังคมมนุษย์?

       ผมว่า "ระบบ-ระบอบ" มันก็แค่ "เครื่องมือ" เหมือนๆ กัน "คน" คือตัวผู้บริหารตะหาก ว่ามีคุณธรรมหรืออธรรมในการบริหาร ทั้งปฏิบัติเอง และทั้งสอนให้ชาวบ้านปฏิบัติด้วย "ฆราวาสธรรม ๔" คือหลักคุณธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้

เป็นหลักสร้างตัว สร้างสังคม สร้างชาติ เรียกว่า สังคมไหน-ชาติไหน-คนไหน ใช้หลัก "ฆราวาสธรรม" นำชีวิตแล้ว มีแต่ "สำเร็จ กับ เจริญ"!

       พระพุทธองค์ ถึงกับทรงท้าให้ไปถามผู้รู้ทั้งโลกว่า... "มีสิ่งใดในโลกนี้ สร้างเกียรติยศ และความเคารพจากผู้อื่นให้คนเรา ได้เท่ากับการมี 'สัจจะ' หรือไม่? มีสิ่งใดในโลกนี้ สร้างปัญญาให้คนเรา ได้เท่ากับการมี 'ทมะ' หรือไม่? มีสิ่งใดในโลกนี้ สร้างทรัพย์สมบัติให้คนเรา ได้เท่าการมี 'ขันติ' หรือไม่? มีสิ่งใดในโลกนี้ สร้างหมู่มิตรให้คนเรา ได้เท่าการมี 'จาคะ'หรือไม่?" เมื่อ ๕ เมษายน ๒๕๒๕...........ในพระราชพิธีบวงสรวง "สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า" ณ ครั้งสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ" มีพระราชดำรัสถึง ฆราวาสธรรม ว่าควรศึกษาและน้อมนำปฏิบัติ ความสรุปว่า

ประการแรก คือการรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

ประการที่สอง คือการรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น

ประการที่สาม คือการอดทน อดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด

ประการที่สี่ คือการรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตน เพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง

คุณธรรม ๔ ประการนี้.........ถ้าแต่ละคนปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้วจะช่วยให้ประเทศชาติเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์

“ พล.อ.ไพบูลย์”โดนวางยา??? พลิก!!!อัยการไม่ใช่ตัวถ่วงคดี “พระธัมมชโย” ป๋าเปลวฟันโช๊ะที่แท้ดีเอสไอ???

       ครับ....มองดูประชาธิปไตยในสหรัฐฯ กับเผด็จการบ้านเราเวลานี้ ในโลกเป็นจริงจะแบบไหน ไม่มีความหมายเท่าไหร่!

แต่ถ้าผู้นำ เอาหลักฆราวาสธรรม ๔ ทั้งใช้เอง ทั้งบอกให้ชาวบ้านใช้ การสู่ศตวรรษที่ ๒๑ จะบริหาร-ปกครองแบบไหน สำคัญอะไร ถ้าภาครัฐ-ภาคประชาชน บริหารและดำรงชีวิต ด้วยพากันยึดหลัก "สัจจะ-ทมะ-ขันติ-จาคะ"! สังคมไทย เป็นสังคมเดินตาม สังคมเลียนแบบ ฉะนั้น คณะรัฐบาล คือภาครัฐ ต้องเป็น "นายแบบคุณธรรม" ให้เห็น "เกษตรสังคมใหม่" รัฐบาลลุงตู่ กำลังเป็นนายแบบ ชาวไร่-ชาวนา กำลังตื่นตัว-เปิดใจรับ เดินตาม แต่ด้านสัตย์ซื่อในหมู่ข้าราชการ ยังใช้เป็นนายแบบไม่ได้

       ก็ขนาด "ดีเอสไอ" ที่ชาวบ้านนึกว่า เมื่อเปลี่ยนยุคจะหวังได้ ด้านซื่อสัตย์-จริงใจ เจอเข้า ๔ กรณี ๔ สะอึกไปเลย..........

สะอึกแรก นายธวัชชัย อนุกูล อดีตที่ดินพังงา ผู้ต้องหาคดีออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบหลายแปลงใช้ถุงเท้าผูกคอตายในห้องขัง บนดีเอสไอ!

สะอึกสอง พบเงินหลายสิบล้าน จากการซื้อขายที่ดิน "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" เข้าบัญชีข้าราชการดีเอสไอ ๒ คน!

สะอึกสาม โอนย้ายดีเอสไอระดับสูง ๓ นาย ไปอยู่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ นัยว่า "ยึกๆ ยักๆ คดีธัมมชโย"!

สะอึกสี่ อัยการมีคำสั่ง “เลื่อนสั่งคดี 'ธัมมชโย' ฟอกเงิน-รับของโจร" เป็นครั้งที่ ๔ อ้าง "ต้องรอผลการสอบสวนเพิ่มเติมที่ครบถ้วนจากดีเอสไอ" นัดฟังคำสั่งครั้งต่อไป วันที่ ๓๐ พ.ย.๕๙

       ประเด็นนี้ ร้อนถึง "พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม นายใหญ่ของดีเอสไอ ถึงกับย้อนถามนักข่าว “ใครถ่วง พนักงานสอบสวน หรือ อัยการถ่วง........ผมเป็นรัฐมนตรี ก็มีหน้าที่คุมแค่นโยบาย เรียก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอมาสอบถามแล้ว ก็ได้รับรายงานว่า ในส่วนของดีเอสไอเรียบร้อยแล้ว ประเด็นใหญ่ที่เป็นประเด็นหลักนั้น สามารถสั่งฟ้องได้แล้ว แต่ถ้าจะไปมองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มนิดเพิ่มหน่อย มันไม่ใช่ปัจจัยหลักของข้อมูลที่ต้องมี หรือไม่มีก็ได้ ซึ่งสามารถไปว่ากันในชั้นศาลได้”

       เอาล่ะ...ในข้อเท็จจริง การทำคดีนี้ มีทั้งคนดีเอสไอและคนอัยการ "ทำร่วมกัน" ก่อนส่งสำนวนสอบสวนไปให้อัยการพิจารณาเพื่อสั่งคดีมา ๓-๔ เดือนแล้ว ว่า จะฟ้อง-ไม่ฟ้อง หรือ มีคำสั่งอื่นใด?ล่าสุด ๗ พ.ย. อัยการ "สั่งเลื่อนคดี" ไปอีก คือยังไม่มีคำสั่งไปทางใด-ทางหนึ่ง โดยอ้างเหตุ "ดีเอสไอยังสอบสวนเพิ่มเติมไม่ครบถ้วน"

แต่ทางพลเอกไพบูลย์ บอก......."ประเด็นใหญ่ที่เป็นประเด็นหลัก สามารถสั่งฟ้องได้แล้ว"! และท่านสรุปเป็นคำถาม ที่คนทั้งประเทศก็ถาม..."ตกลงใครถ่วง ดีเอสไอหรืออัยการถ่วง?"

“ พล.อ.ไพบูลย์”โดนวางยา??? พลิก!!!อัยการไม่ใช่ตัวถ่วงคดี “พระธัมมชโย” ป๋าเปลวฟันโช๊ะที่แท้ดีเอสไอ???

       เอาล่ะ ในเมื่อต่างฝ่าย-ต่างมีเหตุผล ถ้าเถียงกันไป มีแต่เสียด้วยกันทั้งหมด ทั้ง ความหวัง-ความศรัทธา-ความรู้สึก ของประชาชน ต่อภาครัฐ! ผมขอพูดอย่างนี้ก็แล้วกัน...........ในหลักปฏิบัติ เมื่อเจ้าพนักงานนำสำนวนสอบสวนส่งอัยการ ก็ต้องมีตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบให้อัยการพร้อมสำนวนด้วย และในหลักปฏิบัติ ถ้าอัยการสั่งฟ้อง ก็ต้องนำคดีพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งมอบต่อศาล แต่คดีร่วมฟอกเงิน-รับของโจรนี้ มีผู้ต้องหา ๕ คน ผู้ต้องหาที่ ๑ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร มีตัวอยู่ในคุก ด้วยคดียักยอกทรัพย์ ผู้ต้องหาที่ ๓ และที่ ๔ "นางศรัญญา มานหมัด, นางทองพิน กันล้อม" มอบตัวดีเอสไอ มาตรงตามนัดทุกครั้งเหลือผู้ต้องหาที่ ๒ ธัมมชโย กับที่ ๕ นางศศิธร โชคประสิทธิ์ ออกหมายจับแล้ว แต่ยังจับไม่ได้ก็จะเห็นว่า ดีเอสไอส่งสำนวนให้อัยการ แต่มีตัวผู้ต้องหาไม่ครบ ขาดธัมมชโยกับนางศศิธรตามหลักปฏิบัติอีกเช่นกัน ถึงผู้ต้องหาไม่ครบ ถ้าสั่งฟ้องเท่าที่มีตัว ก็สามารถนำคดีสู่ศาลได้

แต่ประเด็นต้องพิจารณา ที่ไม่ครบ เพราะอะไร? สำหรับนางศศิธร สรุปว่าหนี ดีเอสไออ้างได้ว่า ยังตามตัวไม่พบ

       แต่ธัมมชโยล่ะ ....ดีเอสไอจะใช้เหตุผลไหน ในการอ้างต่ออัยการ กระทั่งต่อศาล ในการที่ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาที่ ๒ คือธัมมชโยมาส่งมอบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการศาลได้? ในเมื่อ "ธัมมชโย" นอนกระดิกตีน "เย้ยกฎหมาย-เย้ยอำนาจบ้านเมือง" อยู่กลางบ้าน-กลางเมือง ณ อาณาจักรธรรมกาย เห็นทนโท่กันทั้งโลก! ดีเอสไอ อาจอ้างกับอัยการได้ว่า ........กลัวกองกำลังอาณาจักรธรรมกาย หรือเกรงใจคนหัวโล้น-ห่มเหลือง หรือด้วยอิทธิพล-บารมีอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ธัมมชโยได้สิทธิพิเศษ "อยู่เหนือกฎหมาย"

       คนทำคดีร่วมกันอยู่ ก็คงอ้างได้! แต่สมมุติอัยการสั่งฟ้อง นำคดีสู่ศาล เมื่อศาลถาม กับนางศศิธร มีเหตุผลให้จำหน่ายคดีไปก่อนได้ เนื่องจากหลบหนี อยู่ระหว่างตามจับ แต่กับผู้ต้องหาชื่อธัมมชโย อัยการจะกล้านำข้ออ้างนั้น อ้างกับศาลมั้ย?

ในเมื่อตัวผู้ต้องหา นอนแกว่งตีนเย้ยตาคนทั้งโลกให้เห็นอยู่!

       นี่แหละ ..........อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่อัยการต้องเลื่อนสั่งคดีถึง ๔ ครั้ง ๔ ครา และถ้าวันที่ ๓๐ พ.ย. ดีเอสไอยังไม่มีตัวผู้ต้องหาสำคัญไปส่งอัยการอีก ก็คงเลื่อนสั่งคดีไปอีกเป็นครั้งที่ ๕

       แล้วก็ต้องมาถามกันอีก..ตกลงใครถ่วง?ฉะนั้น พลเอกไพบูลย์ จะปล่อยให้ดีเอสไอ "วางยา" ลดต้นทุนทางสังคมเชื่อถือในตัวท่านไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ได้ ต้อง "จับธัมมชโย" ส่งอัยการ "วัดใจ-วัดคดี" ให้ได้ ก่อนวันที่ ๓๐ พฤศจิกา

 

“ พล.อ.ไพบูลย์”โดนวางยา??? พลิก!!!อัยการไม่ใช่ตัวถ่วงคดี “พระธัมมชโย” ป๋าเปลวฟันโช๊ะที่แท้ดีเอสไอ???