จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

ถือเป็นดราม่าทางการเมืองที่เดินมาถึงจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง  สำหรับการฟ้องร้องคดีระหว่างพล.อ.อ.สุกำพล  สุวรรณทัต  อดีตรมว.กลาโหม  กับ นายอภิสิทธ์  เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  หลังจากพล.อ.อ.สุกำพล   ใช้อำนาจในฐานะรมว.กลาโหม   สั่งปลดนายอภิสิทธิ์  ออกจากราชการ  

 

เมื่อล่าสุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า   คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555  ของพล.อ.อ.สุกำพล   สุวรรณทัต    อดีต รมว.กระทรวงกลาโหมมิชอบด้วยกฎหมาย   ศาลอุทธรณ์จึงไม่เห็นด้วยกับศาลชั้นต้น  และมีคำสั่งให้กลับคำพิพากษาชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งกลาโหม ที่ใช้ปลดนายทหารได้นั้น  ต้องเป็นเฉพาะทหารประจำการและทหารกองประจำการเท่านั้นที่ ไม่สามารถบังคับใช้กับทหารนอกราชการ

 

และเนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นทหารนอกราชการ  โดยการพ้นราชการมาแล้ว 23 ปี  ฉะนั้นการพิจารณาวินัยทหาร และลงโทษทางวินัยทหาร  แก่นายอภิสิทธิ์ย้อนหลัง   ด้วยการให้คำสั่งมีผลขณะที่นายอภิสิทธิ์รับราชการอยู่โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้   จึงไม่อาจกระทำได้  ดังนั้น พล.อ.อ.  สุกำพล   จึงไม่มีอำนาจสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ

 

จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

 

ทั้งนี้จากผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว  ถือเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญในเชิงการเมือง เพราะทั้งพล.อ.อ.สุกำพลและนายอภิสิทธิ์มีกรณีพิพาทระหว่างกันหลายคดี  รวมถึงถ้าท้ายสุดของกระบวนการยุติธรรมชี้ว่าคำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพลไม่ถูกต้อง อาจกลายเป็นว่าความผิดทั้งหมดจะย้อนกลับไปหาพล.อ.อ.สุกำพลในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบทันที

 

 

สำหรับคำสั่งคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555   ลงวันที่  8 พ.ย.  2555    ระบุใจความสำคัญ ๆ ว่า     จากกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   ไม่ผ่านการเข้ารับเกณฑ์หาร  ตามปรากฏข้อเท็จจริงและพยานเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2530   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ได้สมัครเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า   โดยเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร   หรือ  เป็นนายทหารสัญญาบัตร ตามกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของกระทรวงกลาโหม และของกองทัพบก

 

อันมีมูลเหตุมาจากนายอภิสิทธิ์  อายุ  23 ปี    เป็นบุคคลที่ไม่ผ่านการรับราชการทหารกองประจำการ ไม่ผ่าน (ขาด) การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ โดยไม่ได้รับการผ่อนผันตามกฎหมาย ไม่มีเอกสารใบสำคัญทางทหาร หรือเอกสารการผ่อนผันที่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบการบรรจุและแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตร ได้ปกปิดข้อความอันเป็นจริง ซึ่งอันควรบอกให้แจ้ง และให้ข้อความไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ หลอกลวงให้เจ้าหน้าที่ผิดหลงว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน และมีเอกสารใบสำคัญทางทหารที่ถูกต้องในการบรรจุ

 

จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

 

คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการกรณีการบรรจุเข้ารับราชการขึ้นทะเบียนกองประจำการ และการแต่งตั้งยศทหารของ ร.ต.อภิสิทธิ์ ตามคำสั่ง กห.(เฉพาะ) ที่ 444/55 ลง 8 ต.ค. 2555 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการ กรณีการบรรจุเข้ารับราชการ การขึ้นทะเบียนกองประจำการและการแต่งตั้งยศทหารของ  ร.ต.อภิสิทธิ์   ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติแล้ว และได้ใช้ดุลยพินิจพิเคราะห์ถึงมูลเหตุ เจตนา ผลแห่งการกระทำ ข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

 

รวมถึงแบบธรรมเนียมทหารแล้วเห็นว่า คำสั่งในการบรรจุนายอภิสิทธิ์เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร และคำสั่งให้แต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ ข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรเป็นนายทหารสัญญาบัตรมียศ ว่าที่ ร.ต.เป็นคำสั่งที่ออกด้วยความผิดหลง และมีที่มาจากความไม่สุจริต จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ยังคงมีผลบังคับให้ผู้เกี่ยวข้องจำต้องปฏิบัติตามต่อไป

 

จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

 

อีกทั้งสิทธิและหน้าที่ประโยชน์ที่ได้รับจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นยังคงมีอยู่ต่อไปถึงปัจจุบันและในอนาคต ทำให้รัฐและราชการของกระทรวงกลาโหมเสียหาย จึงมีความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวนั้น และ รมว.กลาโหมได้รับทราบรายงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว และได้พิจารณาใช้ดุลยพินิจอันควรภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว เห็นชอบกับความเห็นและข้อเสนอของคณะกรรมการฯของ กห.

 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ประกอบกับมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ยศทหาร พ.ศ. 2479 และข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อนและลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. 2502 หมวด 1 ข้อ 4 (2) จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังต่อไปนี้

 

จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

 

1.คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 720/30 ลง 7 ส.ค. 30 เรื่อง บรรจุบุคคลเข้ารับราชการเฉพาะในรายหมายเลข 1 นายอภิสิทธิ์ หมายเลขประจำตัว 6302030807 คุณวุฒิ Bachelor of Arts (Philosophy, Politics, and Economics) แห่ง University of Oxford ประเทศอังกฤษ เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่ง รร.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (ชกท.2701) (อัตรา พ.ต.) รับเงินเดือน ระดับ น.1 ชั้น 3 (2,765 บาท) นอกนั้นคงเดิม

 

 

2.คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 339/31 ลง 26 เม.ย. 31 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการกลาโหมพลเรือนเป็นนายทหารสัญญาบัตร เฉพาะในรายหมายเลข 1 ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ หมายเลขประจำตัว 6302030807  รรก.อจ. ส่วนการศึกษา รร.จปร. (เหล่า สบ.) นอกนั้นคงเดิม

 

จากประเด็นดังกล่าวต่อมานายอภิสิทธิ์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง   เพื่อขอให้พิจารณาว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่  163/2555  ลงวันที่ 8  พ.ค. 2555  ว่าเป็นคำสั่งที่มีการดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่   แต่ก็เกิดกรณีข้อโต้แย้งในเรื่องอำนาจของศาลในการพิจารณา   ระหว่างผู้ร้อง หรือ  นายอภิสิทธิ์ และ พล.อ..สุกำพล  ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา  จนท้ายสุดคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยว่า   คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม   เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม  

 

ต่อมาคดีดังกล่าวก็ดำเนินมาถึงจุดสำคัญ เมื่อศาลแพ่งได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่  29  ธ.ค. 2558  เห็นว่าคำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพล  เป็นไปโดยชอบแล้วจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว   เนื่องจากเห็นว่าการปลดนนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ  เนื่องจากเป็นผลมาจากการที่นายอภิสิทธิ์ขาดการตรวจเลือกทหาร  แล้วนำใบสำคัญ (ใบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายอันเป็นเท็จ มาแสดงต่อสัสดีจังหวัดนครนายก  ทำให้สัสดีจังหวัดนครนายกไม่ทราบความจริงว่านายอภิสิทธิ์ครบเวลาที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร  จึงไม่ได้ระบุสถานะว่า เป็นผู้ขาดการเกณฑ์ทหาร เป็นเหตุให้สัสดีจังหวัดนครนายกออกใบสำคัญ สด.3 (ใบขึ้นทะเบียนกองประจำการ) ให้แก่นายอภิสิทธิ์

 

อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ไม่มีใบสด.41  ซึ่งเป็นเอกสารแสดงว่าได้รับการผ่อนผันกรณีศึกษาที่ต่างประเทศว่าไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร  นายอภิสิทธิ์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติที่จะบรรจุเข้ารับราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรได้ การสมัครและบรรจุเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร กับการแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตรฯ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพลที่ให้ปลดนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลย

 

กระทั่งล่าสุดเมื่อนายอภิสิทธิ์ยื่นร้องอุทธณ์คำพิพากษา  ผลคำพิพากษาจึงออกมาว่ากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามเหตุลปรากฎโดยสังเขปดังนี้  ตามพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497  ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน  ตามมาตรา 11   วรรคหนึ่งบัญญัติว่า  “นายทหารสัญญาบัตรประจำการต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการและรับราชการในกองประจำการจนครบตามพระราชบัญญัตินี้  เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะสั่งปลดเป็นนายทหารประเภทอื่น  ถ้าถูกถอดหรือออกจากยศสัญญาบัตร  ก็ให้ปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ 2 

 

นอกจากนี้วรรคสองบัญญัติว่า “การแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรนั้น  แล้วแต่กระทรวงกลาโหมจะกำหนด”  ทำให้เห็นว่านายทหารสัญญาบัติประจำการเป็นผู้รับราชการทหารตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและอาจถูกสั่งปลดได้เท่านั้น  รวมถึงยังมีข้อบังคับว่าด้วยการแบ่งนายทหารสัญญาบัตรว่าแตกต่างกับนายทหารประจำการอย่างไร  ซึ่งกรณีของนายอภิสิทธิ์ไมมีตำแหน่งหน้าที่ราชการประจำในกระทรวงกลาโหม  จึงมิได้เป็นข้าราชการทหารหรือทหารกองประจำการ

 

ประการสำคัญในการพิจารณาผู้มีอำนาจลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์รวม 12 ขั้น ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้ถูกลงโทษทางวินัยต้องเป็นทหารประจำการหรือทหารกองประจำการที่รับราชการอยู่  แต่กรณีนี้ขณะที่พล.อ.อ.สุกำพลในฐานะจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการรับราชการทหารของโจทก์หนือนายอภิสิทธิ์และมีคำสั่งปลดออกจากราชการ  โจทก์หรือนายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารนอกราชการ  จึงเป็นกระบวนการลงโทษทางวินัยทหารหลังจากนายอภิสิทธิ์พ้นจากราชการนานแล้วถึง 23  ปีเศษ 

 

ซึ่งแม้ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้ แต่การพิจารณาและลงโทษข้าราชการทางวินัยย่อมต้องพิจารณาและลงโทษในขณะที่บุคคลนั้นรับราชการอยู่ เพื่อมิให้บุคคลนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการต่อไป  แต่หากบุคคลนั้นพ้นราชการแล้วย่อมไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้อีก  รวมถึงการพิจารณาวินัยทหารและลงโทษทางวินัยทหารแก่นายอภิสิทธิ์ในฐานะโจทก์ย้อนหลังให้มีผลขณะที่โจทก์รับราชการอยู่โดยไม่มีกฎหมายรองรับจึงไม่อาจกระทำได้

 

จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

 

สรุปโดยรวมของบทคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็คือ พล.อ.อ.สุกำพลในฐานะจำเลยจึงไม่มีอำนาจสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ ในฐานะโจทก์ออกจากราชการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยวินับทหาร พ.ศ. 2476 มาตรา 7   พิพากษากลับเป็นว่าให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555  เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ ลงวันที่ 8 พ.ย. 2555   

 

จากนี้ก็ต้องลุ้นระทึกเลยว่าท้ายสุดเมื่อคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาอออกมาอย่างไร   เพราะโดยข้อเท็จจริงทีมด้านกฎหมายของพล.อ..สุกำพลคงยื่นเรื่อขอฎีกาคดีนี้อย่างแน่นอน  ขณะเดียวกันถ้าผลคำพิพากษาออกยืนเป็นไปในทางทางเดียวกับศาลอุทธรณ์  เรื่องนี้ก็จะกลับกลายเป็นปัญหาสำหรับตัวพล.อ.อ.สุกำพลเอง  ซึ่งนายชูชาติ ศรีแสง   อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา   เคยให้ความเห็นในเชิงข้อกฎหมายว่า  คำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพล  โดยข้อเท็จจริงว่าด้วยการอ้างถึงกฎหมายเรื่องวินัยทหารไม่สามารถนำมาใช้ลงโทษนายอภิสิทธิ์ได้  และถือเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน  นอกเหนือจากการเซ็นต์คำสั่งที่ดูรีบเร่ง ขนาดพิมพ์ตำแหน่งตก  จาก "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม"   เป็น " รัฐมนตรีว่าการ...ทรวงกลาโหม" ???

จากนี้พลาดชั้นฎีกาโดนฟ้องกลับแน่ๆ !!! เปิดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้คำสั่ง "สุกำพล"เกินลิมิตไม่มีอำนาจตรงปลด"ร.ต.อภิสิทธิ์" ซ้ำร้ายส่อเข้าข่ายผิดอาญาประพฤติมิชอบ??

 

เรียบเรียงโดย : ชัชรินทร์  สำนักข่าวทีนิวส์