- 17 พ.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถือเป็นดราม่าทางการเมืองที่เดินมาถึงจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง สำหรับการฟ้องร้องคดีระหว่างพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตรมว.กลาโหม กับ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากพล.อ.อ.สุกำพล ใช้อำนาจในฐานะรมว.กลาโหม สั่งปลดนายอภิสิทธิ์ ออกจากราชการ
เมื่อล่าสุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555 ของพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กระทรวงกลาโหมมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงไม่เห็นด้วยกับศาลชั้นต้น และมีคำสั่งให้กลับคำพิพากษาชั้นต้น โดยศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำสั่งกลาโหม ที่ใช้ปลดนายทหารได้นั้น ต้องเป็นเฉพาะทหารประจำการและทหารกองประจำการเท่านั้นที่ ไม่สามารถบังคับใช้กับทหารนอกราชการ
และเนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นทหารนอกราชการ โดยการพ้นราชการมาแล้ว 23 ปี ฉะนั้นการพิจารณาวินัยทหาร และลงโทษทางวินัยทหาร แก่นายอภิสิทธิ์ย้อนหลัง ด้วยการให้คำสั่งมีผลขณะที่นายอภิสิทธิ์รับราชการอยู่โดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ จึงไม่อาจกระทำได้ ดังนั้น พล.อ.อ. สุกำพล จึงไม่มีอำนาจสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ
ทั้งนี้จากผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ถือเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญในเชิงการเมือง เพราะทั้งพล.อ.อ.สุกำพลและนายอภิสิทธิ์มีกรณีพิพาทระหว่างกันหลายคดี รวมถึงถ้าท้ายสุดของกระบวนการยุติธรรมชี้ว่าคำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพลไม่ถูกต้อง อาจกลายเป็นว่าความผิดทั้งหมดจะย้อนกลับไปหาพล.อ.อ.สุกำพลในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบทันที
สำหรับคำสั่งคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ย. 2555 ระบุใจความสำคัญ ๆ ว่า จากกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ผ่านการเข้ารับเกณฑ์หาร ตามปรากฏข้อเท็จจริงและพยานเป็นที่ยุติว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2530 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สมัครเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โดยเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร หรือ เป็นนายทหารสัญญาบัตร ตามกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งของกระทรวงกลาโหม และของกองทัพบก
อันมีมูลเหตุมาจากนายอภิสิทธิ์ อายุ 23 ปี เป็นบุคคลที่ไม่ผ่านการรับราชการทหารกองประจำการ ไม่ผ่าน (ขาด) การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ โดยไม่ได้รับการผ่อนผันตามกฎหมาย ไม่มีเอกสารใบสำคัญทางทหาร หรือเอกสารการผ่อนผันที่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบการบรรจุและแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตร ได้ปกปิดข้อความอันเป็นจริง ซึ่งอันควรบอกให้แจ้ง และให้ข้อความไม่ถูกต้องในสาระสำคัญ หลอกลวงให้เจ้าหน้าที่ผิดหลงว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน และมีเอกสารใบสำคัญทางทหารที่ถูกต้องในการบรรจุ
คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการกรณีการบรรจุเข้ารับราชการขึ้นทะเบียนกองประจำการ และการแต่งตั้งยศทหารของ ร.ต.อภิสิทธิ์ ตามคำสั่ง กห.(เฉพาะ) ที่ 444/55 ลง 8 ต.ค. 2555 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาดำเนินการ กรณีการบรรจุเข้ารับราชการ การขึ้นทะเบียนกองประจำการและการแต่งตั้งยศทหารของ ร.ต.อภิสิทธิ์ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติแล้ว และได้ใช้ดุลยพินิจพิเคราะห์ถึงมูลเหตุ เจตนา ผลแห่งการกระทำ ข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงแบบธรรมเนียมทหารแล้วเห็นว่า คำสั่งในการบรรจุนายอภิสิทธิ์เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร และคำสั่งให้แต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ ข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรเป็นนายทหารสัญญาบัตรมียศ ว่าที่ ร.ต.เป็นคำสั่งที่ออกด้วยความผิดหลง และมีที่มาจากความไม่สุจริต จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ยังคงมีผลบังคับให้ผู้เกี่ยวข้องจำต้องปฏิบัติตามต่อไป
อีกทั้งสิทธิและหน้าที่ประโยชน์ที่ได้รับจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นยังคงมีอยู่ต่อไปถึงปัจจุบันและในอนาคต ทำให้รัฐและราชการของกระทรวงกลาโหมเสียหาย จึงมีความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวนั้น และ รมว.กลาโหมได้รับทราบรายงานของคณะกรรมการฯ ดังกล่าว และได้พิจารณาใช้ดุลยพินิจอันควรภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว เห็นชอบกับความเห็นและข้อเสนอของคณะกรรมการฯของ กห.
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ประกอบกับมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ยศทหาร พ.ศ. 2479 และข้อบังคับ กห.ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อนและลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พ.ศ. 2502 หมวด 1 ข้อ 4 (2) จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังต่อไปนี้
1.คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 720/30 ลง 7 ส.ค. 30 เรื่อง บรรจุบุคคลเข้ารับราชการเฉพาะในรายหมายเลข 1 นายอภิสิทธิ์ หมายเลขประจำตัว 6302030807 คุณวุฒิ Bachelor of Arts (Philosophy, Politics, and Economics) แห่ง University of Oxford ประเทศอังกฤษ เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่ง รร.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (ชกท.2701) (อัตรา พ.ต.) รับเงินเดือน ระดับ น.1 ชั้น 3 (2,765 บาท) นอกนั้นคงเดิม
2.คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 339/31 ลง 26 เม.ย. 31 เรื่องแต่งตั้งข้าราชการกลาโหมพลเรือนเป็นนายทหารสัญญาบัตร เฉพาะในรายหมายเลข 1 ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ หมายเลขประจำตัว 6302030807 รรก.อจ. ส่วนการศึกษา รร.จปร. (เหล่า สบ.) นอกนั้นคงเดิม
จากประเด็นดังกล่าวต่อมานายอภิสิทธิ์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้พิจารณาว่าคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 163/2555 ลงวันที่ 8 พ.ค. 2555 ว่าเป็นคำสั่งที่มีการดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ แต่ก็เกิดกรณีข้อโต้แย้งในเรื่องอำนาจของศาลในการพิจารณา ระหว่างผู้ร้อง หรือ นายอภิสิทธิ์ และ พล.อ..สุกำพล ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา จนท้ายสุดคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยว่า คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อพิพาทในคดีนี้ เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหารที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ต่อมาคดีดังกล่าวก็ดำเนินมาถึงจุดสำคัญ เมื่อศาลแพ่งได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2558 เห็นว่าคำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพล เป็นไปโดยชอบแล้วจึงไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าการปลดนนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ เนื่องจากเป็นผลมาจากการที่นายอภิสิทธิ์ขาดการตรวจเลือกทหาร แล้วนำใบสำคัญ (ใบสด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายอันเป็นเท็จ มาแสดงต่อสัสดีจังหวัดนครนายก ทำให้สัสดีจังหวัดนครนายกไม่ทราบความจริงว่านายอภิสิทธิ์ครบเวลาที่จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร จึงไม่ได้ระบุสถานะว่า เป็นผู้ขาดการเกณฑ์ทหาร เป็นเหตุให้สัสดีจังหวัดนครนายกออกใบสำคัญ สด.3 (ใบขึ้นทะเบียนกองประจำการ) ให้แก่นายอภิสิทธิ์
อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ไม่มีใบสด.41 ซึ่งเป็นเอกสารแสดงว่าได้รับการผ่อนผันกรณีศึกษาที่ต่างประเทศว่าไม่ต้องเข้ารับการตรวจเลือกทหาร นายอภิสิทธิ์จึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติที่จะบรรจุเข้ารับราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตรได้ การสมัครและบรรจุเป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร กับการแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตรฯ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมเป็นการไม่ชอบ คำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพลที่ให้ปลดนายอภิสิทธิ์ออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลย
กระทั่งล่าสุดเมื่อนายอภิสิทธิ์ยื่นร้องอุทธณ์คำพิพากษา ผลคำพิพากษาจึงออกมาว่ากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามเหตุลปรากฎโดยสังเขปดังนี้ ตามพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า “นายทหารสัญญาบัตรประจำการต้องขึ้นทะเบียนกองประจำการและรับราชการในกองประจำการจนครบตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กระทรวงกลาโหมจะสั่งปลดเป็นนายทหารประเภทอื่น ถ้าถูกถอดหรือออกจากยศสัญญาบัตร ก็ให้ปลดพ้นราชการทหารประเภทที่ 2
นอกจากนี้วรรคสองบัญญัติว่า “การแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตรนั้น แล้วแต่กระทรวงกลาโหมจะกำหนด” ทำให้เห็นว่านายทหารสัญญาบัติประจำการเป็นผู้รับราชการทหารตามพระราชบัญญัติดังกล่าวและอาจถูกสั่งปลดได้เท่านั้น รวมถึงยังมีข้อบังคับว่าด้วยการแบ่งนายทหารสัญญาบัตรว่าแตกต่างกับนายทหารประจำการอย่างไร ซึ่งกรณีของนายอภิสิทธิ์ไมมีตำแหน่งหน้าที่ราชการประจำในกระทรวงกลาโหม จึงมิได้เป็นข้าราชการทหารหรือทหารกองประจำการ
ประการสำคัญในการพิจารณาผู้มีอำนาจลงทัณฑ์และผู้รับทัณฑ์รวม 12 ขั้น ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้ถูกลงโทษทางวินัยต้องเป็นทหารประจำการหรือทหารกองประจำการที่รับราชการอยู่ แต่กรณีนี้ขณะที่พล.อ.อ.สุกำพลในฐานะจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการรับราชการทหารของโจทก์หนือนายอภิสิทธิ์และมีคำสั่งปลดออกจากราชการ โจทก์หรือนายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารนอกราชการ จึงเป็นกระบวนการลงโทษทางวินัยทหารหลังจากนายอภิสิทธิ์พ้นจากราชการนานแล้วถึง 23 ปีเศษ
ซึ่งแม้ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้ แต่การพิจารณาและลงโทษข้าราชการทางวินัยย่อมต้องพิจารณาและลงโทษในขณะที่บุคคลนั้นรับราชการอยู่ เพื่อมิให้บุคคลนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการต่อไป แต่หากบุคคลนั้นพ้นราชการแล้วย่อมไม่อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้อีก รวมถึงการพิจารณาวินัยทหารและลงโทษทางวินัยทหารแก่นายอภิสิทธิ์ในฐานะโจทก์ย้อนหลังให้มีผลขณะที่โจทก์รับราชการอยู่โดยไม่มีกฎหมายรองรับจึงไม่อาจกระทำได้
สรุปโดยรวมของบทคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็คือ พล.อ.อ.สุกำพลในฐานะจำเลยจึงไม่มีอำนาจสั่งปลดนายอภิสิทธิ์ ในฐานะโจทก์ออกจากราชการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยวินับทหาร พ.ศ. 2476 มาตรา 7 พิพากษากลับเป็นว่าให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1163/2555 เรื่องให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ ลงวันที่ 8 พ.ย. 2555
จากนี้ก็ต้องลุ้นระทึกเลยว่าท้ายสุดเมื่อคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาอออกมาอย่างไร เพราะโดยข้อเท็จจริงทีมด้านกฎหมายของพล.อ..สุกำพลคงยื่นเรื่อขอฎีกาคดีนี้อย่างแน่นอน ขณะเดียวกันถ้าผลคำพิพากษาออกยืนเป็นไปในทางทางเดียวกับศาลอุทธรณ์ เรื่องนี้ก็จะกลับกลายเป็นปัญหาสำหรับตัวพล.อ.อ.สุกำพลเอง ซึ่งนายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา เคยให้ความเห็นในเชิงข้อกฎหมายว่า คำสั่งของพล.อ.อ.สุกำพล โดยข้อเท็จจริงว่าด้วยการอ้างถึงกฎหมายเรื่องวินัยทหารไม่สามารถนำมาใช้ลงโทษนายอภิสิทธิ์ได้ และถือเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดเจน นอกเหนือจากการเซ็นต์คำสั่งที่ดูรีบเร่ง ขนาดพิมพ์ตำแหน่งตก จาก "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม" เป็น " รัฐมนตรีว่าการ...ทรวงกลาโหม" ???
เรียบเรียงโดย : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
