อยากให้อ่าน!!! นักวิชาการชี้สังคมไทยเลี้ยงลูกผิดทาง เน้นอ่านออกเขียนได้ แต่ขาดการพัฒนาทักษะสมอง ส่งผลตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเจอสิ่งท้าทาย

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวภายหลังเปิดการประชุมวิชาการ EF Symposium 2016 ปลูกฝังทักษะสมอง บ่มเพาะเด็กไทยยุค 4.0 จัดโดย สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership ว่า ทักษะที่จำเป็นของคนไทยในยุค4.0ที่ทั่วโลกต้องการคือ การเรียนรู้ที่จะปรับตัว โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และกลุ่มวัยแรงงานที่ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคไอที ซึ่งการสร้างทักษะเหล่านี้ได้นั้นจำเป็นต้องวางรากฐานตั้งแต่ปฐมวัย คือช่วงอายุ0-6ปี โดยการพัฒนาทักษะสมองที่เรียกว่าExecutiveFunction หรือ EF ที่จะสามารถช่วยควบคุมอารมณ์ ความคิด และการกระทำ เพื่อกำกับตนเองให้เกิดพฤติกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย ช่วยให้เด็กคิดเป็น ทำงานเป็น เรียนรู้เป็น แก้ไขปัญหาเป็น อยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็น และหาความสุขเป็น
          "ขณะนี้สังคมไทยเกิดความเข้าใจผิดว่า จะต้องทำให้เด็กอ่านออกเขียนได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยทำให้เด็กเก่งและฉลาด จึงไปเน้นให้เด็กวัย 0-6 ขวบในเรื่องของการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งสุดท้ายจะไปกดทับทักษะด้านอื่นๆ ที่จำเป็น ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ วุฒิภาวะทางอารมณ์ และการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพ โดยมีการวิจัยทางด้านจิตวิทยาที่ชัดเจนแล้วว่า การพัฒนาทักษะสมองด้าน EF เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิต จะทำให้เด็กเป็นคนเก่ง ฉลาด และดีอีกด้วย ดังนั้น ในช่วง 0-6 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงในการสร้างและพัฒนาสมองของเด็กได้ดีที่สุด จึงควรเน้นการดูแลเด็กด้วยการให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เพื่อให้เด็กมีโอกาสฝึกคิด วางแผน แก้ไขปัญหา สำหรับผู้ปกครอง ครู หรือพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องมีการปรับตัวในการดูแลเด็ก ต้องปล่อยให้เด็กได้ออกไปเรียนรู้ตามธรรมชาติของเขา อยากเล่นอะไรอยากทำอะไร แล้วทำหน้าที่คอยดูพัฒนาการของเด็กว่าด้านไหนบกพร่องแล้วคอยช่วยเหลือกระตุ้นพัฒนาการ และต้องสอนให้เด็กรู้จักคิดเป็น รอคอยเป็น แก้ปัญหาเป็น จึงจะช่วยกระตุ้นทักษะสมองด้านดังกล่าวได้" นพ.วีระพันธ์ กล่าว

 

 

อยากให้อ่าน!!! นักวิชาการชี้สังคมไทยเลี้ยงลูกผิดทาง เน้นอ่านออกเขียนได้ แต่ขาดการพัฒนาทักษะสมอง ส่งผลตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเจอสิ่งท้าทาย

 

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

รศ.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการสำรวจพัฒนาการทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ (EF) ของเด็กวัย2-6ปี จากกลุ่มตัวอย่าง2,965คนทั่วประเทศ ช่วงปี2558-2559ด้วยแบบประเมินพัฒนาการด้านEFในเด็กปฐมวัยเพื่อประเมินพัฒนาการด้าน EF และปัญหาพฤติกรรมบกพร่องด้าน EFของเด็ก ใน 5 ด้าน ประกอบด้วย การหยุดหรือยับยั้งพฤติกรรมได้ การเปลี่ยนความคิดได้ ความจำขณะทำงาน การควบคุมอารมณ์ และการวางแผนจัดการงานง่ายๆ ให้เสร็จ โดยผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 30 มีพฤติกรรมบกพร่องของEF แบ่งเป็นเด็กที่มีความบกพร่องอย่างชัดเจน16%และบกพร่องเล็กน้อย14%ขณะที่ปัญหาพัฒนาการด้านEFล่าช้าพบประมาณ29%โดยเป็นเด็กที่มีพัฒนาการด้านEFต่ำกว่าเกณฑ์ชัดเจน14%และต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย15% ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจพัฒนาการล่าช้าเด็กไทยของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งอยู่ที่ประมษณ 30% เช่นกัน และยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นเด็กกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ทักษะสมองด้านEFที่เป็นปัญหามากเป็นอันดับ1คือปัญหาด้านการหยุด2.ปัญหาด้านความจำขณะทำงาน และ3.ปัญหาการควบคุมอารมณ์ซึ่งจะส่งผลด้านลบต่อความพร้อมและความสำเร็จทางการเรียนในระดับที่สูงขึ้นไป
          "การพัฒนาทักษะสมองด้าน EF จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาตั้งแต่ตั้งครรภ์เลย ซึ่งเมื่อฝึกทักษะให้เด็กรู้จักจำได้ หยุดได้ คิดได้ ในช่วงเด็กปฐมวัย ก็จะช่วยให้เขาควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ และกำกับตัวเองได้ดีในอนาคตเพื่อไปสู่ความสำเร็จ เมื่อเติบโตไปเมื่อเจอสิ่งที่ท้าทายในการตัดสินใจก็สามารถตัดสินใจได้ดี คิดเป็นเหตุเป็นผล คิดถึงผลกระทบต่อตนเองและคนอื่น จัดการปัญหาที่ซับซ้อนได้ ก็จะลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การติดยาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ความล้มเหลวในการเรียน เป็นต้น
          เรียกได้ว่า EF เป็นพื้นฐานที่จะเกิดวุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือ EQแต่ปัญหาขณะนี้คือ ครูและพ่อแม่ยังขาดความเข้าใจ โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอนวัยเด็กเล็กที่ขาดสมดุล มุ่งเน้นวิชาการ เร่งเรียนเขียนอ่านก่อนวัยดังนั้นการสอนและการประเมินเด็กวัยก่อนเรียนควรปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับพัฒนาการด้านการคิดด้วยสมองส่วนหน้าของเด็กเพราะความสามารถด้านวิชาการเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวยืนยันว่าเด็กจะประสบความสำเร็จเสมอไป" รศ.นวลจันทร์ กล่าว

 

 

 

อยากให้อ่าน!!! นักวิชาการชี้สังคมไทยเลี้ยงลูกผิดทาง เน้นอ่านออกเขียนได้ แต่ขาดการพัฒนาทักษะสมอง ส่งผลตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเจอสิ่งท้าทาย

 

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา

นพ.อุดม เพชรสังหารจิตแพทย์เด็กและเยาวชน กล่าวว่างานวิจัยการติดตามเด็กอัจฉริยะที่ทำมากว่า80ปี พบว่าIQไม่ได้การันตีความสำเร็จของมนุษย์ อีกทั้งโลกใหม่ในศตวรรษที่21ไม่ได้เน้นเรื่องความจำ แต่เน้นเรื่องการควบคุมตนเอง การมุ่งสู่เป้าหมาย และยืดหยุ่นในวิธีคิด โดยทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จหรือEFจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดเพราะเป็นฐานการควบคุมตนเองและจัดระเบียบตนเองเด็กที่มีEFสูงจะประสบความสำเร็จในชีวิต การทำงาน การเรียน ช่วยแก้ปัญหาด้านพฤติกรรมอาชญากรรม ยาเสพติด ติดโซเชียลมีเดีย การเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม หลายองค์กรในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย รวมถึงมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง อาทิ ฮาร์วาร์ด มอนทรีออล จอห์นฮอปกินส์ได้หันมาให้ความสนใจและเปลี่ยนวิธีคิด โดยนำEFเข้าไปปรับใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน ดังนั้น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาปฐมวัย หากไม่เริ่มต้นพัฒนาทักษะสมองตั้งแต่วัยนี้ เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นที่มีแรงอยากรู้ อยากเห็นเป็นตัวขับ โดยEFยังพัฒนาไม่เข้มแข็งพอ โอกาสที่วัยรุ่นจะเสียหายก็มีสูง
          ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ปาฐกถาพิเศษ "EF คือรากฐานอันแข็งแกร่งของการพัฒนามนุษย์" ตอนหนึ่งว่า ทุกวันนี้คนเข้าใจผิดว่าเด็กที่เก่งฉลาดคือสามารถเรียนรุ้ได้ดี อ่านออกเขียนได้ แต่ความเป็นจริงแล้วต้องปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ จริงๆ แล้วเด็กที่ฉลาดคือเด็กที่สามารถตัดสินใจได้ดี รู้จักยับยั้งชั่งใจตนเองได้ แก้ไขปัญหาได้ จึงต้องฝึกทักษะ EF ตั้งแต่เด็ก เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตที่ดีคือ สามารถกำกับตนเองได้เป็น

 

 

อยากให้อ่าน!!! นักวิชาการชี้สังคมไทยเลี้ยงลูกผิดทาง เน้นอ่านออกเขียนได้ แต่ขาดการพัฒนาทักษะสมอง ส่งผลตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเจอสิ่งท้าทาย

 

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหา