- 20 พ.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
สืบเนื่องจากการที่ นายคารม พลพรกลาง อายุ 53 ปี ทนายความนปช. ได้เข้าแจ้งความกรณีที่ "เบส-อรพิมพ์ รักษาผล" อายุ 26 ปี อาชีพนักพูด ข้อหาพูดหมิ่นประมาทคนอีสาน ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 326 ประกอบมาตรา 328 เนื่องจากมีการพูดคำพูดส่อเจตนาให้เข้าใจว่าคนอีสานทุกคนไม่เคารพในหลวง ไม่สำนึกในบุญคุณพระมหากษัตริย์ ( ผลงาน"ทนายคารม" ฟ้องเอาผิด "เบส-อรพิมพ์"พาดพิงคนอีสาน...อดีตผ่านงานสู้คดีให้คนอย่าง "อริสมันต์ ขู่เผาศิริราช-สุรชัย+สมยศ หมิ่นเบื้องสูง" มาแล้ว !!?!! http://deeps.tnews.co.th/contents/213740/ )
( มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะ ทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำ / มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท )
ล่าสุด นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลฎีกา ได้โพสต์เฟสบุ๊ก "Chuchart Srisaeng" แสดงมุมมองทางกฎหมายเพิ่มเติม จากกรณีที่ น.ส.อรพิมพ์ ไปขึ้นเวทีพูดเรื่อง "อยู่อย่างไทยหัวใจจงรักภักดี" ในโครงการสร้างการการรับรู้ในพระราชกรณียกิจของ ในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา โดยมีนักเรียน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 26 จังหวัดมหาสารคาม ทั้ง 35 โรงเรียนสถาบันการอาชีวะศึกษามหาสารคาม 4 สถาบัน รวมกว่า 3,000 คน ร่วมรับฟัง เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 59 ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญดังนี้
“.....ขอเพิ่มเติมกรณีทนายความคนหนึ่งไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่น้องผู้หญิงว่า หมิ่นประมาทคนอีสานนั้น
.....ในประเด็นเรื่องผู้เสียหายนี้ ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานตลอดมาว่า ถ้าเป็นการพูดกล่าวรวมๆ ถึงกลุ่มคนจำนวนมาก โดยไม่ได้ระบุเป็นการเฉพาะเจาะจงหรือชัดเจนว่าเป็นใคร ผู้ที่อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นคนใดคนหนึ่งไม่ใช่ผู้ที่เสียหายที่จะฟ้องหรือร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้พูดได้ เช่น
.....คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๖๓๖/๒๕๒๒
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์โดยกล่าวต่อสื่อมวลชนและบุคคลอื่นว่า "ราษฎรอำเภอบ้านกรวด อำเภอละหานทราย ที่อพยพมาอยู่เขากระโดง ล้วนแต่เป็นคอมมิวนิสต์" และ "ผมว่าพวกชาวบ้านพวกนั้นเป็น ผ.ก.ค. แน่ ๆ เพราะได้ข่าวว่ามีปืนถึง ๔๐ กระบอก และบางคนเคยมีประวัติเกี่ยวกับ ผ.ก.ค. มา"
.....ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ พ.ศ. ๒๕๑๙ ข้อ ๗ ข้อ ๘
.....ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
.....โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
.....ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
.....โจทก์ทั้งสองฎีกา
.....ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังมา เห็นว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวนั้นเป็นการกล่าวถึงคนหมู่มาก ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๔,๐๐๐ คน คนธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการกล่าวพาดพิงหรือใส่ความบุคคลใด เพียงแต่โจทก์ทั้งสองเป็นบุคคลที่รวมอยู่ในจำนวนคนเหล่านั้น จะว่าจำเลยใส่ความโจทก์ทั้งสองโดยตรงหาได้ไม่
.....การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖ อันจะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย
.....พิพากษายืน
.....ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว มีกลุ่มคนประมาณ ๔,๐๐๐ คน เท่านั้น ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า จะหาว่าจำเลยใส่ความโจทก์โดยตรงไม่ได้
.....แต่กรณีนี้ประชาชนในอีสานมีถึงประมาณ ๒๑ ล้านคน ย่อมต้องถือว่าน้องผู้หญิงคนนั้นใส่ความทนายความผู้ไปแจ้งความโดยตรงไม่ได้ จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทอันจะถือว่าทนายความคนนั้นเป็นผู้เสียหายเช่นเดียวกัน
.....คำพิพากษาศาลฎีกา : คุณ Kraisorn Mesomngam
และต่อมาได้มีผู้เข้าไปร่วมแสดงความเห็นต่อท้ายโพสต์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าการเข้าแจ้งความของนายคารมเป็นเพียงแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น
ก่อนหน้านั้น นายชูชาติ ได้โพสต์เฟสบุ๊ก ถึงกรณีเดียวกันนี้ว่าการเข้าแจ้งความของนายคารมมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหลายประการ ซึ่งต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน อาทิ
1. ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องพิจารณาข้อความที่พูดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบทั้งหมด ไม่ใช่ตัดตอนมาพิจารณาเฉพาะบางคำพูดบางตอนเท่านั้น เพราะถ้าฟังที่น้องเธอพูดทั้งหมดย่อมเห็นได้ว่าไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทบุคคลหนึ่งบุคคลใด
2. ในปัญหาข้อกฎหมาย อาทิ การพูดที่จังหวัดมหาสารคาม ถ้าการพูดนั้นเป็นความผิดก็มีการกระทำที่จังหวัดมหาสารคาม เป็นการพูดในห้องประชุมเท่านั้นจะถือว่าเหตุเกิดทั่วราชอาณาจักรไม่ได้ เมื่อเหตุเกิดที่จังหวัดมหาสารคาม การไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในจังหวัดนนทบุรี พนักงานสอบสวนย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18
ขณะที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกกล่าวหาพูดจนถึงวันที่วันที่ทนายความไปแจ้งความเป็นเวลาเกินสามเดือน ถือว่าคดีขาดอายุความแล้ว จึงไม่อาจดำเนินคดีแก่ได้
( "ชูชาติ ศรีแสง"อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชี้ชัดทนายแดงพลาดข้อกม.อย่างแรงคิดฟ้องเอาผิด"เบส-อรพิมพ์" ... รู้ทั้งรู้คดีขาดอายุความแล้ว?? http://deeps.tnews.co.th/contents/213784/ )
เรียบเรียงข่าว : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
