- 22 พ.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
'๓๐ พย.' หน้าหนาว-หนาวใคร?
ตอนนี้ "คนรอ" วันที่ ๓๐ พฤศจิกากันเยอะ!
ไม่ใช่รอหวังเงินเดือนออก แต่รอเพราะหวังคดี "ธัมมชโย" ว่าอัยการจะสั่งแบบไหน ฟ้อง ไม่ฟ้อง หรือเลื่อนอีกเป็นครั้งที่ ๕? นอกจากนี้ ยังวิพากษ์-วิจารณ์เชิงคาดหมาย เผลอๆ ไม่ตำรวจ ก็ดีเอสไอ ฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่ง อาจเข้าไป "อุ้มตัว-แบกตีน" ธัมมชโย จากอาณาจักรจานบินไปควบคุมไว้รอท่าก่อน ๓๐ พ.ย.ก็ได้ เพราะสมีโย จากรวยเงิน-รวยที่ดินแล้ว ตอนนี้ ยังรวย "หมายจับ" ถึง ๓ ใบ ศาลอาญาออกให้ดีเอสไอ ๑ ใบ ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร กรณีรับเช็ค "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" อดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น ซึ่งตอนนี้นอนรออยู่ในเรือนจำแล้ว ใบที่ ๒ ศาลจังหวัดเลย ออกให้ตำรวจภูเรือ ในข้อหาร่วมกันบุกรุกป่า ก่อสร้างสวนป่าหิมวันต์ ที่ภูเรือ และใบที่ ๓ ศาลจังหวัดสีคิ้ว โคราช ออกให้ตำรวจสีคิ้ว ข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่า ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรม เวิลด์พีซวัลเล่ย์ เขาใหญ่
แต่ดูท่าแล้ว ........ถ้ามีการจับ ดีเอสไอจับ มากกว่าตำรวจจับ! เพราะในคดีส่วนรับผิดชอบของตำรวจ "พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" รอง ผบ.ตร.บอกวานซืน "ยังอยู่ระหว่างการประสานติดตามตัว ได้รับรายงานว่า พระธัมมชโยยังมีอาการอาพาธ และรักษาตัวอยู่ภายในวัดพระธรรมกาย แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจน ........เนื่องจากพระธัมมชโยไม่ปรากฏตัวในงานพิธีสำคัญ ๒-๓ ครั้งแล้ว จากการตรวจสอบฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่พบว่าออกนอกประเทศ"
ฟังแล้วทะแม่งหรือทะมัดทะแมงได้ทั้งสองด้าน คือทั้งด้าน "ยังมีตัวอยู่" และด้านยังอยู่ในลักษณะ "ลอกคราบตีนโต" แขวนพรางตาไว้ ส่วนตัวเป็นๆ "ล่องหน" ไปทางไหนแล้วก็เป็นได้ เพราะทราบเพียงว่า "ไม่พบออกนอกประเทศ" เท่านั้น
ครั้นดูทางฝั่งดีเอสไอ...........ฟัง "พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม พูดเมื่อวาน (๒๑ พ.ย.) ให้ความเข้าใจไปทางเดียวกับตำรวจ คือ "ยังไม่จับสมีโย" เหมือนกัน! ต่างตรงเหตุผล ของตำรวจ ที่ยังไม่จับ เพราะอยู่ระหว่างการประสานติดตามตัว แต่ของดีเอสไอ ที่ยังไม่จับ พลเอกไพบูลย์บอก "พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ชี้แจงแล้ว บอกให้รอทางอัยการในวันที่ ๓๐ พ.ย.นี้ ซึ่งต้องดูว่า เห็นด้วยกับทางพนักงานสอบสวนสั่งฟ้องคดีหรือไม่ โดยดีเอสไอมีหมายจับอยู่แล้ว แต่หากดำเนินการติดตามจับกุมตัวพระธัมมชโยแล้วอัยการไม่สั่งฟ้องก็ไม่มีประโยชน์ ควรรอทีเดียวในปลายเดือนนี้"
สรุปชัดๆ ทางดีเอสไอ รอให้อัยการสั่งคดีก่อน ถ้าสั่งฟ้อง ......ก็จะไปจับตัวสมีโยมาส่งให้อัยการนำไปฟ้องศาลแต่ถ้าสั่งไม่ฟ้อง หรือเลื่อนการสั่งคดีไปอีก ตามนัยคำพูดพลเอกไพบูลย์ ให้ความเข้าใจว่า "จับตัวมาก็ไม่มีประโยชน์"! เพราะเหตุนั้น ก็รอวันที่ ๓๐ พ.ย.ไปซะทีเดียวเลย สั่งฟ้อง ก็จะไปจับ ถ้าสั่งไม่ฟ้อง ก็ยังไม่จับ!?
ครับ...ฟังก็งงๆ อยู่
เพราะการสั่งคดีของอัยการ กับการจับผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ มันคนละ "ขั้นตอนอำนาจ" กันมิใช่หรือ?
แต่เมื่อฝ่ายดีเอสไอ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานสอบสวน อ้างว่า รอให้อัยการสั่งฟ้องก่อน ค่อยจับตัวผู้ต้องหา เกิดฝ่ายอัยการอ้างบ้างล่ะว่า รอให้ฝ่ายพนักงานสอบสวน นำตัวผู้ต้องหามามอบพร้อมสำนวนก่อน ค่อยสั่งคดี แล้วทีนี้....จะเอาไงกัน?
นี่เป็นข้อสงสัยที่อยากได้คำตอบเป็นความรู้เท่านั้น อย่าเข้าใจว่าเป็นการย้อนแย้งอะไร เพราะเรื่องกฎหมายนั้น ผมไม่บังอาจไปย้อนแย้งระดับดีเอสไอและระดับอัยการได้หรอก! แต่กรณี ๒ ดีเอสไอ เชื่อมโยงรับเงิน "สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น" จำนวน ๔๐ ล้านบาท ตรงนี้มีเงื่อนปมน่าสนใจ คนประเภท "ได้ยินปุ๊บ-สรุปปั๊บ" อาจสรุปเลยว่า......."อ้อ ยังงี้นี่เอง คดีสมีโยถึงยึกยัก ไม่ไปถึงไหน เพราะดีเอสไอ 'ทำไป-กินไป' เหมือนเดิม"
โดยข้อเท็จจริง กรณี ๒ ดีเอสไอ ไม่ใช่เหมือนเดิม หากแต่เป็น "คนเดิม-ทำมาแต่เดิม" คือตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อนๆ อธิบดีดีเอสไอคนก่อนๆ ติดมากับระบบ "โกงไม่เป็นไร ได้แล้วเอามาแบ่งกัน" แล้วอยู่มาจนถึงยุครัฐบาล คสช.
ฟังพลเอกไพบูลย์ท่านพูดดีกว่า จะได้ความชัด........ "เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนผมมารับตำแหน่ง และคดีค้างกว่า ๒-๓ ปี หลังจากนั้น ผมมาเร่งรัดเจ้าหน้าที่ให้ทำงานเดินหน้าต่อไป ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะดีเอสไอเองด้วย เนื่องจากมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องและมีหลักฐานชัดเจน ซึ่งมองได้ว่ายุคก่อนผมมาเป็นรัฐมนตรียุติธรรม ทางดีเอสไอน่าจะมีปัญหาจริงๆโดยเจ้าหน้าที่ ๒ รายนี้ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงกับคดีดังกล่าว แต่ได้มีเงินเข้าบัญชีจำนวน ๔๐ ล้าน ตามข้อกล่าวหา"
และที่ทำให้น่าสนใจยิ่งขึ้น อยู่ตรงนี้.... ตรงที่พลเอกไพบูลย์ขยายความ
"เจ้าหน้าที่ ๒ คนนี้ เป็นผู้มีอิทธิพลหรืออาจถูกสั่งมาอีกที จึงอยากให้ดีเอสไอเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นและชัดเจน เพื่อพิสูจน์องค์กร โดยไม่ต้องรอถึง ๓๐ วัน เพราะคดีนี้เกิดก่อนผมมา และน่าจะมีข้อมูลกันมานานแล้ว เพียงหาความเชื่อมโยงให้ได้ว่า เป็นมาอย่างไร ผมไม่เชื่อว่า ๒ เจ้าหน้าที่ทำเอง เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เลย รวมทั้งคนที่โอนเงินมาให้ จำเป็นต้องจ่ายให้ ๒ คนนี้หรือไม่ เพราะไม่เกี่ยวกันเลย และตำแหน่งหน้าที่ไม่ได้ใหญ่โตขนาดสามารถสั่งการอะไรได้ หรือมีใครอยู่เบื้องหลังสั่งการ?"
แปลความชัดๆ ก็คือ...........
๒ ผัวเมียดีเอสไอ ถูกใช้เป็น "ทางเงินผ่าน" ของผู้มีอำนาจเหนือ ตั้งแต่ยุคโน้นแล้ว ซึ่งเป็นเงินเกี่ยวพันคดี "ศุภชัย-สมีโย" "ผู้มีอำนาจเหนือ" คนนั้น ต้องอยู่ระดับบันดาลคุณ-โทษ และเป็นบารมีคุ้มกระบาล ให้ ๒ ดีเอสไอ นั้นได้ จึงยอมขายตัว-ขายอนาคต-ขายจิตวิญญาณข้าราชการ ถึงขั้นยอมให้ใช้ "บัญชีตัวเอง" เป็นทางผ่านเงินโกง!
ผมสนับสนุนพลเอกไพบูลย์.........ในประเด็นให้เค้น-ให้สอบ ลาก "ไอ้โม่งแดง" ที่อำนาจเหนือดีเอสไอตัวนั้นออกมาดูหน้าให้ได้ ไม่ยากหรอก เค้นจาก ๒ ผัวเมีย ถึงไม่ยอมบอก แค่ดูเส้นทางเงิน ๔๐ ล้านจากบัญชี ก็พอจะเห็นแล้วว่า เมื่อเงิน ๔๐ ล้าน "เข้ามา" แล้ว "ออกไป" ไหน? ออกไป "เข้าบัญชี" ใครบ้าง?
ผมทั้งสงสารและเห็นใจ "พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง" ตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่อธิบดีแล้ว เห็นหน้าตาท่าน "ซ่อนทุกข์" ทั้งแววตาและรอยยิ้ม ให้แบกโลก ยังจะสบายกว่า ให้แบกดีเอสไอ ซึ่งท่านรู้ไส้ใน "ใคร-เป็นใคร" มีพฤติกรรมแบบไหนกันบ้าง?
ฉะนั้น เมื่อขึ้นมาเป็นนายใหญ่ มันกลืนไม่เข้า-คายไม่ออก ถึง "ไม่ฟ้องนาย-ไม่ขายเพื่อน" แต่เนื้องาน มัน "ฟ้องเอง"!
ดังนั้น ในคดีสหกรณ์-คดีสมีโย ในขณะที่ท่านเดิน เพื่อนร่วมงานบางคนดึง นั่นก็ต้องเลือก.......ท่านเข้ามารับราชการ คือมาทำงานต่างพระเนตร-พระกรรณ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" ฉะนั้น จะทำหน้าที่เพื่อพิทักษ์เพื่อน หรือพิทักษ์ระบบ ท่านต้องคิดเอา?
ตอนนี้..........มีอะไรที่ดีเอสไอ ทุกคนก็ต้องเหมาลงที่รัฐบาล คสช. จึงจำเป็นอยู่เองที่ คสช.โดยรัฐมนตรีไพบูลย์ ต้องคิดและตัดสินใจ "จะขาย คสช.เพื่อซื้อลูกน้อง ให้ซุกระบบแทะประเทศ"?
แต่ก่อนถึง ๓๐ พ.ย. ............. เมื่อวาน (๒๑ พ.ย.) ทางอัยการแถลง คดีเบนซ์หรู ขม 99 ของสมเด็จช่วง ดีเอสไอสอบเสร็จแล้ว และส่งสำนวนให้อัยการแล้ว มีผู้ต้องหา ๗ คน .....๑ ใน ๗ คือ "หลวงพี่แป๊ะ" พระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) ผู้สั่งซื้อรถยนต์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปากน้ำฯ ในฐานะ เลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ปรากฏว่า "ป่วย" ดีเอสไอยังไม่ได้นำตัวส่งอัยการอีกเหมือนกัน!
"อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ" เห็นว่าคดีนี้ ชาวบ้านสนใจ จึงตั้งคณะทำงานอัยการขึ้นพิจารณาสำนวน และนัดผู้ต้องหาทั้ง ๗ ไปฟังคำสั่งคดีในวันศุกร์ที่ ๒๕ พ.ย.นี้เลย! หมายความว่า..... วันนั้น ทางดีเอสไอ ต้องนำตัว "หลวงพี่แป๊ะ" ไปส่งอัยการด้วย
เอาล่ะ ลิเกได้เวลา "กระตุกฉาก" แล้ว ๒๕ พฤศจิกา ดูดีเอสไอ จะเอาตัวหลวงพี่แป๊ะไปส่งอัยการได้หรือไม่ และวันนั้น อัยการจะสั่งคดีว่าอย่างไร? แล้วไปถึงพุธ ๓๐ พฤศจิกา ดีเอสไอ เอาตัวสมีโยไปส่งอัยการได้หรือยังไม่ได้ก็ไม่รู้แหละ แล้วเปรียบเทียบกันดู ในความ "มีผู้ต้องหา-ไม่มีผู้ต้องหา" ส่งมอบทางอัยการจะสั่งคดี
เป็น "บรรทัดฐาน" มาตรฐานไหน?
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณข้อมูล : เปลว สีเงิน นสพ.ไทยโพสต์
