นับถอยหลังวันเผด็จศึก!!! พล.อ.ไพบูลย์ ขีดเส้นตาย 30 พ.ย. ถ้าอัยการสั่งฟ้องก็ต้องจับ “พระธัมมชโย” ในทันที

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

วันที่ 22 พ.ย.59 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่า ต้องรออัยการ คดีนี้แม้จะเป็นหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่เชื่อมโยงกับอัยการด้วย ถ้าอัยการไม่ฟ้องหรือสำนวนไม่เรียบร้อยจะนำตัวมาลำบาก การไปนำตัวครั้งแรกมีปัญหา เนื่องจากอัยการไม่เห็นด้วยกับสำนวนของดีเอสไอ

“ดังนั้นถึงแม้ว่าเราเอาตัวมาได้แล้วมาให้อัยการ ถ้าอัยการไม่สั่งฟ้องก็จบอยู่ดี”
          “บ้านเมืองนี้อยู่ด้วยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมไม่เชื่อว่าใครจะไม่อยู่ภายใต้กฎหมายได้ เพียงแต่ทุกคนต้องเรียกร้องความเป็นธรรม เป็นธรรมดาที่สังคมจะมองว่า วัดพระธรรมกายท้าทาย แต่ผมไม่เชื่อว่าสังคมจะยอมรับการท้าทาย เพราะทุกคนต้องการความเท่าเทียมกัน ทุกคนต้องมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจเห็นชัดเจน หลักฐานการรุกป่า ต้องดำเนินการไป และมันต้องแยกกัน การอยู่ในสมณเพศนั้น เรื่องกฎหมายกับศาสนาต้องแยกกัน ผมอยากให้สังคมมองแบบนี้ ไม่อยากให้ไปมองในเรื่องของการท้าทาย เดี๋ยวจะเป็นปัญหาปะทุขึ้นมาอีก” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

 

 

นับถอยหลังวันเผด็จศึก!!! พล.อ.ไพบูลย์ ขีดเส้นตาย 30 พ.ย. ถ้าอัยการสั่งฟ้องก็ต้องจับ “พระธัมมชโย” ในทันที

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า อัยการจะใช้เวลานานแค่ไหน ตนไม่ทราบ จะไม่ไปก้าวก่ายซึ่งกันและกัน เพียงแต่เรียกอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน มาสอบถามว่ามีการขอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมอีกหรือไม่ แล้วยังสอบถามว่า ทำไมถึงสอบไม่เสร็จเสียที โดยอธิบดีดีเอสไอแจ้งมาว่า เป็นปัญหาเล็กๆ ตนไม่รู้ว่าปัญหาเล็กสำหรับพนักงานสอบสวน แต่อาจจะใหญ่สำหรับอัยการ ดังนั้น ต้องให้เกียรติกัน
          เมื่อถามว่า หากช้า จะทำให้วัดพระธรรมกายชะล่าใจหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า แน่นอน ความรู้สึกนี้ย่อมมี ต้องมองว่าคดีนี้มีอิทธิพลหรือมีบารมีในเรื่องอื่นๆหรือไม่ แต่จะมองว่า เป็นคดีที่มีบารมีคงไม่ได้ บารมีต้องหมายถึงเรื่องที่ดี ดังนั้นกรณีนี้น่าจะเป็นเรื่องของอิทธิพลมากกว่า สิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ เนื่องจากที่ผ่านมา มีคดีที่ไม่สั่งฟ้อง เพราะไม่มีหลักฐานที่มีความผิด เป็นบทเรียนให้สังคมหวั่นเกรงในเรื่องของอิทธิพลและการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกันของกระบวนการยุติธรรม
          “ซึ่งเราต้องมั่นใจ เพราะอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการก็คนละยุคคนสมัย เขาคงมีเหตุผลของเขา ซึ่งเหตุผลเดิมเขาอ้างเรื่องความไม่สงบเรียบร้อย ผมจึงบอกไปว่าจำเป็นต้องหารือกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ แต่อัยการไม่ต้องถามฝ่ายความมั่นคงก็ได้ เพราะเป็นอิสระต่อกัน”
          เมื่อถามว่า จะป้องกันไม่ให้มีการอ้างเรื่องความมั่นคงได้หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ตนป้องกันไม่ได้ เพราะฝ่ายบริหารและฝ่ายยุติธรรมเป็นอิสระต่อกัน จะให้ตนไปป้องกันอะไร ตนทำได้ในหน้าที่ของตนคือ พนักงานสอบสวนที่อยู่ภายใต้การบริหารของตนต้องทำงานให้เข้มแข็ง ตนได้เรียกมาสอบถามว่า มั่นใจในสำนวนหรือไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่ามั่นใจ เพราะพนักงานสอบสวนนั้นมีอัยการร่วมและนักกฎหมายมือฉมังร่วมอยู่ด้วยทั้งนั้น ทำให้มั่นใจในคดีเพราะมีหลักฐานเต็มที่ แต่ต้องไปมองที่อัยการ เพราะมีความเป็นอิสระต่อกัน

 

 

นับถอยหลังวันเผด็จศึก!!! พล.อ.ไพบูลย์ ขีดเส้นตาย 30 พ.ย. ถ้าอัยการสั่งฟ้องก็ต้องจับ “พระธัมมชโย” ในทันที

เมื่อถามอีกว่า ถ้าวันที่ 30 พ.ย.อัยการสั่งฟ้อง พร้อมจะเข้าไปเลยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า “ไม่มีเหตุผลอะไรที่พนักงานสอบสวนจะไม่ดำเนินการตามนั้น มันจบแล้ว คุณตอบสังคมไม่ได้แล้ว เมื่อพนักงานอัยการสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนต้องไปเอาตัวมา เป็นเรื่องเดียวที่พนักงานสอบสวนจะต้องทำให้เด็ดขาด ถ้าคดีไม่ถูกสั่งฟ้องมันก็ไม่มีเหตุผลอะไร เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าการเข้าไปครั้งแรกมันมีบทเรียนมาแล้วว่ามีปัญหากระทบกระทั่งกัน และไม่คุ้มค่าถ้าเอามาแล้วอัยการไม่สั่งฟ้อง ดังนั้น ต้องรออีกสักนิด อดทน ให้มั่นใจพนักงานสอบสวนเห็นพ้องกับอัยการ”
          เมื่อถามว่า มีข่าวลือว่าพระธัมมชโยไม่ได้อยู่วัดแล้ว พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า “ข่าวลือคือข่าวลือ ข่าวลือไม่ใช่ข่าวกรอง ตามข้อมูลแล้วผมได้รับรายงานว่า ยังอยู่ในวัด แต่มันอาจจะผิดก็ได้ อย่างไรก็ตาม เราได้กำชับเจ้าหน้าที่ไปแล้วในเรื่องการเข้า – ออกประเทศ แต่ก็เห็นกันแล้วว่าประเทศไทยเรื่องหลบหนียังมีอยู่ มันลำบากเหมือนกันในการที่จะไปควบคุมทุกตารางเมตรในประเทศไทย บริเวณชายแดนมีช่องว่างให้พวกนี้หลบหนีไปได้ เราทำได้แค่บีบให้มันแคบลง ดูโดยรอบและเส้นทางต่างๆ ได้แค่นั้น”

 

 

นับถอยหลังวันเผด็จศึก!!! พล.อ.ไพบูลย์ ขีดเส้นตาย 30 พ.ย. ถ้าอัยการสั่งฟ้องก็ต้องจับ “พระธัมมชโย” ในทันที