- 25 พ.ย. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถือเป็นประเด็นหนึ่งทางสังคมที่มาประสบผลสำเร็จในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการให้ความเห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ฉบับใหม่ซึ่งมีสาระสำคัญลงลึกไปถึงการห้ามแบ่งแยกซองขายปลีกเด็ดขาด และอีกหลายมาตรการสำคัญที่เป็นไปโดยเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้เสพบุหรี่และป้องกันการเกิดผู้เสพรายใหม่ในส่วนของเยาวชน
จากมติครม.เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา ตามกระบวนการทางกฎหมาย ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ให้ความเห็นชอบตราออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับจริง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างหนักจากสมาคมการค้ายาสูบไทยให้คว่ำร่างกม.ฉบับนี้
ทั้งนี้ผู้ช่วยศาสตร์จารย์ นพ. สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ว่าด้วยการรักษาโรคเสพติดยาสูบ ระบุว่าข้อคัดค้านของสมาคมการค้ายาสูบที่ออกมาอ้างว่ามาตรการห้ามแบ่งซองขายบุหรี่เป็นเรื่องขัดจากหลักข้อเท็จจริง
โดยเฉพาะการอ้างว่าการแบ่งบุหรี่ขายเป็นมวน ๆ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่จำนวนน้อยมวนลง เพราะไม่เคยมีหลักฐานทางวิชาการว่าคนสูบบุหรี่ จริง ๆ แล้วมีความต้องการสูบบุหรี่ต่อวันเท่าไร ดังนั้นการที่กฎหมายให้ผู้สูบบุหรี่ต้องซื้อเป็นซองจะทำให้คนยิ่งสูบบุหรี่มากขึ้นจึงไม่เป็นจริง
ในทางตรงข้ามกลับมีงานวิจัยว่า การห้ามแบ่งขายบุหรี่เป็นมวน ๆ จะช่วยให้ผู้สูบบุหรี่แบบเป็นครั้งเป็นคราวเลิกสูบได้ง่ายขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีผู้สูบบุหรี่ในลักษณะนี้มากถึง 1.4 ล้านคน ดังนั้นการห้ามแบ่งขายบุหรี่เป็นมวน จึงน่าจะเป็นอานิสงส์โดยตรงต่อผู้สูบบุหรี่กลุ่มนี้ที่จะทำให้ตัดใจเลิกบุหรี่ได้มากขึ้น
ตรงนี้สำคัญมากเพราะถ้าย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันนี้ พบว่าในช่วงต้นปี 2558 ก็เคยมีความพยายามของกลุ่มทุนต่างชาติเพื่อคัดค้านร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่มาแล้ว
โดยขณะนั้นเป็นทางด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ที่ออกมาให้ข้อมูลว่ากำลังมีความพยายามอย่างเป็นระบบในการที่จะล้มร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ... โดยบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติ 2 บริษัท ซึ่งบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทที่วิเคราะห์และรวบรวมข้อมูล และอีกบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญการประชาสัมพันธ์ โดยทั้ง 2 บริษัทนี้มีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ได้รับการว่าจ้างส่งคนเข้ามาทำงานอย่างเป็นระบบ ด้วยเป้าหมายที่จะยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ... ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขอยู่ในระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
ศ.นพ.ประกิต ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ที่ออกหน้าโดยสมาคมการค้ายาสูบไทย แท้จริงแล้วมีการสนับสนุนโดยบริษัทบุหรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง
ฟิลลิป มอร์ริส แล้วอ้างชื่อผู้ค้าปลีก 700,000 ราย เป็นผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งๆ ที่สมาชิกของสมาคมเองมีเพียง 1,200 ราย และมีออฟฟิศเป็นบ้านอยู่แถวปทุมธานี
ที่สำคัญเวลากรมควบคุมโรค หรือผู้สื่อข่าวติดต่อไปตามที่อยู่ที่ปรากฏในเว็บ คนที่มารับโทรศัพท์กลับเป็นคนในบ้านที่ไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไร และตัวผู้บริหารสมาคมที่ออกมาคัดค้านผ่านสื่อต่างๆ แต่กลับปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ หรือออกสื่อพร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค จึงน่าคิดว่าสมาคมนี้เคลื่อนไหวด้วยหน้างานขนาดนี้ได้อย่างไร
จุดนี้น่าสนใจเพราะถึงแม้ครม.รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จะให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไปแล้ว แต่หลายฝ่ายก็ยังไม่มั่นใจว่าที่สุดแล้วกฎหมายที่จะเป็นการช่วยลดปริมาณผู้สูบบุหรี่ในประเทศจะได้บังคับใช้เป็นกฎหมายหรือไม่ จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่และมีกลุ่มทุนต่างชาติอยู่เบื้องหลัง
โดยจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าร่างพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่มีสาระสำคัญทั้งการกำหนดเขตปลอดบุหรี่ การห้ามโฆษณาทุกรูปแบบ แม้แต่กิจกรรมธุรกิจเพื่อสังคม และประเด็นหลักว่าด้วยการห้ามแบ่งแยกซองขาย รวมถึงข้อกำหนดอายุผู้ซื้อจากเดิม 18 ปี เป็น 20 ปี ได้เข้าสู่การพิจารณาของสนช.แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา และล่าสุดได้เข้าสู่กระบวนการชี้แจงสนช.ในวาระที่ 2
ท่ามกลางข้อห่วงใยของบุคลากรในแวดวงสาธารณสุขว่าร่างพ.ร.บ.ที่มีความสำคัญสำหรับสุขภาพคนไทยจะไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เหมือนในหลาย ๆ ครั้งที่เกิดขึ้นกับสภาผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองในอดีต
โดยทางด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ได้อธิบายเน้นย้ำถึงความสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่าเป็นเรื่องน่าห่วงใย เพราะถ้าร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ไม่ผ่านจะทำให้การควบคุมปริมาณผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยเป็นไปได้ยาก
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่
ทั้งนี้มีรายงานของยูโรมอนิเตอร์ บริษัทที่รับทำวิจัยการตลาดให้แก่ธุรกิจต่าง ๆ ว่า ตลาดบุหรี่ในไทยจะยังขยายตัวตลอด 5 ปีข้างหน้า ทั้งปริมาณ และมูลค่า โดยสถานการณ์ตลาดบุหรี่ในกลุ่มประเทศอาเซียน คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ตลาดจะยังขยายตัว ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามตลาดจะทรงตัว ในส่วนของประเทศไทยยอดจำหน่ายในปี พ.ศ.2558 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2 เป็น 49.7 พันล้านมวน และจะเพิ่มเป็น 52.7 พันล้านมวนในปี พ.ศ.2563
ขณะที่มูลค่าในปี พ.ศ.2558 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เป็น 150,400 ล้านบาท และจะเพิ่มเป็น 196,566 ล้านบาทในปี 2563 โดยบุหรี่โรงงานยาสูบไทย ครองตลาดร้อยละ 70 และยาสูบยังคงเป็นธุรกิจที่ทำกำไรมูลค่าหลายพันล้านบาทสำหรับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติถ้าประเทศไทยไม่มีกฎหมายใหม่ ๆ ออกมาควบคุมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ข้อเท็จจริงที่กลุ่มทุนต่างชาติพยายามขยายอำนาจทางธุรกิจบุหรี่ไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
เรียบเรียงข่าว : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
