ออง ซาน ซูจี มีรางวัลโนเบลเพื่ออะไร คำถามจากนายกมาเลฯ

ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th

     นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ผู้นำมาเลเซีย ปราศัยท่ามกลางประชาชนราว 5,000 คน ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมทางชาติพันธุ์ให้แก่ชาวโรฮิงญา เมื่อวันอาทิตย์ เรียกร้องให้นางออง ซาน ซูจี มนตรีแห่งรัฐและรมว.กระทรวงการต่างประเทศเมียนมา เข้ามาจัดการสถานการณ์ ป่าเถื่อน ในรัฐยะไข่ ด้วยตัวเอง เพื่อยุติ ปฏิบัติการด้านความมั่นคง ของกองทัพ ที่แท้จริงคือการกวาดล้างทางชาติพันธุ์ ต่อกลุ่มชาวโรฮิงญาในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้มีชาวโรฮิงญาเสียชีวิตราว 100 คนและอพยพอีกมากกว่า 10,000 คน นับตั้งแต่กลางเดือนต.ค.ที่ผ่านมา

 

 

 

     นายนาจิบกล่าวค่อนแคะนางซูจีด้วยว่า “เธอมีรางวัลโนเบลเพื่ออะไร?” และเรียกร้องให้องค์การความร่วมมืออิสลาม ( โอไอซี ) ซึ่งเป็นองค์กรกลางระหว่างกลุ่มประเทศมุสลิม โดยมีสมาชิก 57 ประเทศ และสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเจดดาห์ ในซาอุดีอาระเบีย ให้เข้ามาแสดงบทบาทต่อสถานการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่ ที่อยู่ทางตะวันตกของเมียนมา รวมถึงสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ด้วย โดยผู้นำมาเลเซียกล่าวว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าข่ายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว

 

     ขณะที่รัฐบาลพลเรือนและกองทัพเมียนมาประสานเสียงยืนกรานปฏิเสธข้อครหาจากนานาประเทศ โดยย้ำว่าปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่คือการกวาดล้างกลุ่มก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศและผู้สื่อข่าวต่างชาติแทบไม่ได้รับอนญาตให้เข้าสู่พื้นที่ในรัฐยะไข่ นับตั้งแต่เกิดเหตุกลุ่มคนร้ายสังหารตำรวจเสียชีวิต 9 นาย เมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา มีเพียงนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ในฐานะประธานคณะทำงานพิเศษสร้างสันติภาพในรัฐยะไข่เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้

 

     นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาตอบโต้ท่าทีของมาเลเซีย ด้วยการ เตือน ว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่ควรก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งงในนยโยบายพื้นฐานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะรัฐมนตรีของมาเลเซียเรียกร้องให้อาเซียนทบทวนสถานภาพสมาชิกของเมียนมา

 

     แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า เรื่องชาวโรฮิงญาเป็นแค่ฉากบังตาสำหรับนายนาจิบ ที่เจอข้อกล่าวหายักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากกองทุนพัฒนาแห่งรัฐ “วันเอ็มดีบี”

 

     นายเจมส์ ชิน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชีย มหาวิทยาลัยแทนมาเนีย กล่าวว่า นายนาจิบไปร่วมเดินขบวนเพื่อเพิ่มบทบาทในฐานะผู้นำอิสลาม นางบริดเจ็ต เวลช์ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองมาเลเซียจากมหาวิทยาลัยไอเพกในตุรกีมองว่า นายนาจิบทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองดูดี และปัญหาโรฮิงญาก็เป็นเครื่องมือที่แสนง่าย ถ้ารัฐบาลนายนาจิบเป็นห่วงชาวโรฮิงญาจริง เขาต้องทบทวนวิธีการดูแลชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย

     ข้อมูลจากสหประชาชาติเมื่อวันพุธที่ผ่านมาระบุว่า ชาวโรฮิงญากว่า 10,000 คน หนีการปราบปรามของกองทัพเมียนมาเข้าสู่บังกลาเทศ หลายคนเล่าถึง การที่ทหารเมียนมารุมข่มขืน ทำร้ายร่างกาย และสังหารชาวบ้าน แต่รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหา ทั้งยังห้ามผู้สื่อข่าวต่างประเทศและคณะกรรมการสอบสวนอิสระเข้าพื้นที่รัฐยะไข่

 

     ไม่ว่าการที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ออกมาครั้งนี้ จะมีนัยแอบแฝงหรือไม่อย่างไร แต่ท้ายที่สุดแล้วก็สิ่งที่ทุกคนเห็นเหมือนกันว่า เมียนมา จะต้องไม่เข่นฆ่าชาวโรฮิงญา แบบผักปลา เหมือนที่เป็นอยู่ เพราะเขาก็เป็นคน เช่นเดียวกันนั่นเอง