"อองซาน ซูจี" ต้องทำอะไรสักอย่างกับปัญหาโรฮิงญา !!??!!

ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/

นางอองซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมากล่าวหาประชาคมระหว่างประเทศว่า โหมกระพือความรู้สึกขุ่นเคืองโกรธแค้นระหว่างชาวพุทธ และชาวมุสลิมในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ที่การปราบปรามของทหารได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 86 คน และอีกนับหมื่นชีวิตหลบหนีไปบังกลาเทศ ซูจี ได้เรียกร้องขอความเข้าใจต่อความซับซ้อนทางชาติพันธุ์ของเมียนมา และกล่าวว่า โลกไม่ควรลืมว่าการปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปเพื่อตอบโต้เหตุโจมตีกองกำลังรักษาความมั่นคงที่รัฐบาลได้กล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบชาวมุสลิม“เราจะรู้สึกยินดีอย่างมากหากประชาคมระหว่างประเทศจะช่วยเหลือเราในการรักษาไว้ซึ่งความสงบสุข และเสถียรภาพ และสร้างความก้าวหน้าในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างสองชุมชน แทนการโหมกระพือความรู้สึกไม่พอใจให้ลุกลามบานปลายมันไม่ได้ช่วยอะไรหากทุกคนมุ่งความสนใจไปแต่ด้านลบของสถานการณ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมีการโจมตีด่านชายแดนตำรวจ”

ความรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมาเป็นความท้าทายใหญ่หลวงต่อรัฐบาลของซูจี และนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติถึงความพยายามในการแก้ปัญหาชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮิงญาของซูจี ทหารได้ระดมกำลังลงพื้นที่ทางเหนือของรัฐยะไข่ ใกล้กับชายแดนบังกลาเทศ หลังเกิดเหตุโจมตีด่านชายแดนเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 9 นาย รัฐบาล และทหารเมียนมาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของชาวบ้าน และกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ว่า ทหารได้ข่มขืนหญิงชาวโรฮิงญา เผาบ้านเรือน และฆ่าพลเรือนระหว่างปฏิบัติการ ความเห็นของซูจีครั้งนี้มีขึ้นขณะที่คณะกรรมการที่นำโดย นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางลงพื้นที่รัฐยะไข่ ที่ชาวพุทธยะไข่ และชาวมุสลิมโรฮิงญาอาศัยอยู่อย่างแตกแยกนับตั้งแต่เกิดการปะทะรุนแรงในปี 2555 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สื่อของเมียนมาเองได้รายงานเรื่องของ คดีข่มขืนเด็กในพม่าเพิ่มจำนวนขึ้นถึงร้อยละ 40 ในปีนี้ ตามการรายงานของสื่อทางการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่โตขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศที่ยังคงดิ้นรนต่อสู้กับอดีตอันดำมืดของการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ความยากจนและความอ่อนแอของกฎหมายเป็นผลให้เด็กในเมียนมา มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกละเมิดสิทธิ ซึ่งเด็กจำนวนมากถูกขายเป็นแรงงานหรือถูกเกณฑ์ให้ต่อสู้ตามพื้นที่ชายแดนของประเทศ สิ่งที่สังคมโลก กำลังจับตามอง ก็คือตัวนางอองซาน ซูจี ว่าจะแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา ได้อย่างไร ในเมื่อตัวเองนั้นเป็นนักสันติภาพ กับรางวัลโนเบล ที่ค้ำคออยู่ ยิ่งทำให้เธอนั้นถูกวิพากวิจารณ์หนักยิ่งขึ้น หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปอย่างนี้ต่อไป ยิ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเธอและรัฐบาลของเธอ ตกต่ำอย่างแน่นอน ดังนั้นเวลานี้ เธอต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างแล้ว อยู่นิ่งแบบที่เคยเป็นอยู่คงไม่ดีแน่