- 23 ธ.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
นับเนื่องจากวันที่ 13 ต.ค. 2559 อันนำมาซึ่งความเศร้าสลดใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แม้วันเวลาจะผ่านมาระยะหนึ่งแต่สิ่งที่ทุกคนรู้สึกร่วมกันยังไม่จางหาย หลายคนน้ำไหลเมื่อได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี หรือได้เห็นขั้นตอนพิธีการทีเกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ดำเนินมาเป็นลำดับ ด้วยหัวใจส่วนลึกที่บอกกับตัวเองว่าไม่อยากให้วันนั้นมาถึง ...
ขณะที่สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 04.45 น.ของวันที่ 22 ธ.ค.ถึงเวลา 01.00 น.รุ่งสางของวันที่ 23 ธ.ค.เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอในมณฑลพิธีสนามหลวงอีกเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจึงได้ขยายเวลาเพื่อให้ประชาชนได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพจนครบทุกคน โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 55,475 คน รวม 53 วัน มีจำนวน 2,137,393 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นเงินจำนวน 4,665,287.75 บาท รวม 53 วัน มียอดเงินรวมทั้งสิ้น 169,753,840.75 บาท
ล่าสุด พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์บทความอันเกี่ยวเนื่องกับการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ ศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไว้อย่างน่าสนใจ เพราะเป็นการแชร์ความคิดเห็นในเรื่องการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งก่อนหน้าเคยมีกระแสข่าวออกมาบ้างแต่ยังไม่มีความชัดเจน ด้วยถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องการกลั่นกรองและนำทูลเกล้าฯเพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย
ทั้งนี้บทความที่มุมมองส่วนตัวของพล.ท.นันทเดช ระบุความตอนหนึ่งว่า “ เป็นเวลามากกว่า ๒ เดือนแล้วที่คนไทยทั้งแผ่นดินได้ยืนหยัดเผชิญหน้ากับความโศกเศร้าจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด จากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙
ทิวแถวประชาชนยาวเหยียด วกวนไปมาเหมือนงูเลื้อย อยู่บนท้องสนามหลวง ทุกคนนั้นล้วนแต่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน “เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” โดยการเข้าถวายสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งเป็นภาพตามปกติที่เห็นกันได้ทุกวันที่บริเวณท้องสนามหลวง แต่ก็เป็นเรื่องแปลกของชาวต่างชาติที่มายืนจับกลุ่มดูด้วยความชื่นชม ชื่นชมในความรักของประชาชนคนไทยที่มีต่อพระราชาของพวกเขา
ถ้าประมาณกันว่าเดือนหนึ่งมีคนไทยเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพฯ ประมาณ ๑ ล้านคนก็ต้องใช้เวลานานถึง ๖๕ เดือน หรือประมาณ ๕ ปีกว่า ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ประชาชนทั้งประเทศจะเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพฯ ได้ครบทุกคน เพราะจะไม่ทันต่อกำหนดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ดังนั้นจะมีประชาชนที่ไม่ได้เข้าถวายสักการะพระบรมศพฯ เหลืออยู่อีกประมาณเกือบ ๕๓ ล้านคน สิ่งสำคัญคือคือหลายพันคนมาแล้วยังมาอีกหลายรอบ
“ไม่เพียงแต่ราษฎรเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เองก็ยังทรงอาลัยต่อพระราชบิดาเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันพระองค์ยังไม่ได้ทรงเครื่องแบบชุดจอมทัพไทย แต่ทรงเครื่องแบบชุดราชองครักษ์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ” อยู่เช่นเดิม
ดังนั้นการกำหนดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๙ ขึ้นในกรุงเทพฯ ในพื้นที่ใกล้เคียงพระราชวังสวนจิตรลดา สร้างให้มีขนาดใหญ่พอๆ กับความจงรักภักดีของประชาชน ก็จะเป็นผลทำให้คนไทยและชาวต่างชาติมีสถานที่น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัยต่อในหลวงรัชกาลที่ ๙ อย่างเป็นทางการ และเป็นการถาวรขึ้น
สถานที่ที่น่าจะเหมาะสมนั้นมีอยู่ ๒ แห่งคือ สนามม้านางเลิ้ง และสนามเสือป่า แต่สนามเสือป่าจะอยู่ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕ มากเกินไป ดังนั้นสนามม้านางเลิ้งจึงน่าจะเหมาะสมกว่าเพราะ
๑. อยู่ตรงข้ามกับพระราชวังสวนจิตรลดา
๒. สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว
๓. สนามม้านางเลิ้งนั้นมีถนนขนาดใหญ่ผ่าน ๔ ด้าน ประชาชนที่ผ่านไปมาจึงมีโอกาสที่จะถวายความเคารพต่อพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๙ ได้ง่ายขึ้น และสามารถมองเห็นพระองค์ได้ตลอดเวลา
๔. สนามม้านางเลิ้งถือได้ว่าตั้งอยู่ใกล้เคียงกับเขตพระราชฐาน จึงเหมาะสมกับการเป็นสถานที่ที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกันอีกหลายประการ ที่มีความเชื่อมโยงกันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่สร้าง “ความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งชาติ” ตลอดไป
ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไป ถ้ายังไม่มีข่าวการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เผยแพร่ออกไปสู่ประชาชนอย่างเป็นทางการในระยะเวลาอันใกล้นี้แล้ว ประชาชนก็ยังพะวักพะวงอยู่ในจิตใจ การเดินหน้าเพื่อประกอบอาชีพต่างๆ จะเป็นไปอย่างไม่เต็มที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบถึง “ความเชื่อมั่น” ทางธุรกิจได้
นอกจากนั้นในช่วงเวลา ๒ – ๓ เดือนก่อนมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จะมีประชาชนหลั่งไหลมาที่สนามหลวงเพิ่มมากขึ้น ช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าก็จะเกิดขึ้นอีก ซึ่งจะสร้างความยากลำบากทั้งในการดูแลประชาชนและการรักษาความปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ใครจะห้ามไม่ให้ประชาชนรักพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาได้
ขนาดพิธีเคลื่อนย้าย “ไม้จันทน์หอม” ออกจากอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ประชาชนยังออกมาส่งมากมาย “เห็นแค่ไม้จันทน์หอม” ยังร้องไห้กันระงม หรือเห็นแค่กรมศิลปากรปักหมุดสร้างพระเมรุมาศก็มีความโศกเศร้าเช่นกัน
ตลอดระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงครองราชย์อยู่ถึง ๗๐ ปีนั้น พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร, ในชนบท, ในป่าเขาทุกหนทุกแห่งของแผ่นดินไทย จนกล่าวได้ว่า “ไม่มีที่ใดในประเทศไทยที่พระองค์ไม่เคยเสด็จไป”
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประชาชนของพระองค์จากชนบท, ป่าเขา และทุกหนทุกแห่งจะเดินทางมาถวายความอาลัยแด่พระองค์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์จึงเป็นสถานที่แห่งเดียวที่จะทำให้ราษฎรไทยกลับมามีความรู้สึกว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรียังทรงเฝ้าดู คุ้มครอง และให้กำลังใจแก่พวกเขา “ประชาชนของพระราชา” ไปตลอดกาล...
เรียบเรียงโดย : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณ : FB พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
