บก.ลายจุด จัดชุดใหญ่...เสนอตรรกะทางธุรกิจหรืออีเว้นท์ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับครอบครัวชินวัตร...!?!?! (รายละเอียด)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th

ถือเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล แต่ก็มีคำถามเช่นกันว่าแนวคิดของแนวร่วมเสื้อแดงอย่าง  นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด คือตรรกะทางธุรกิจหรืออีเว้นท์ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับครอบครัวชินวัตรในการเป็นบริษัทธุรกิจที่มีความคิดช่วยเหลือชาวนา ขณะที่หลายบริษัทค้าข้าวมองแต่ผลประโยชน์กำไรเป็นสำคัญ

โจทย์แรกที่นายสมบัติหยิบยกมาแพร่กระจายในโลกโซเชียล  ก็คือข้อความระบุว่า “  หลังพี่น้องชินวัตรแจกข้าวปีใหม่แล้ว   ผมเสนอให้เปิดบริษัทข้าวชินวัตร ขายข้าวไปเลยครับ เอายี่ห้อ "ชินวัตร" ไปเลย ไม่ต้องกั๊ก ให้รับซื้อข้าวเปลือกแพงกว่าตลาด และเอามาขายเป็นข้าวสารให้ได้ในราคาตลาด แต่ไม่ขาดทุน ” 

 

แน่นอนว่ากับมุมมองในเชิงธุรกิจของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมีความจำเป็นต้องในหลายมิติ  เพราะข้อเท็จจริงระบบค้าข้าวเมืองไทยมีปัจจัยเกี่ยวเนื่อง  ซึ่งนายสมบัติ  หรือ  บก.ลายจุด ก็เคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วในการผลิตข้าวในชื่อแบรนด์  “ บก.ลายจุด ”  และวันหนึ่งก็หยุดหรือปิดตัวเองลง

โดยจุดเริ่มต้นข้าว “บก.ลายจุด”  ปรากตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่  1 เม.ย.  2558  ตามข้อมูลที่ปรากฎในเฟซบุ๊กว่า   "ข้าวลายจุดพร้อมขายแล้ว"    ข้าวในถุงนี้ซื้อจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อเกวียนแบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว   ภายใต้แนวคิด คนปลูก-คนขาย-คนกิน อยู่ได้บนความยุติธรรม ราคา 200 บาทต่อถุง (5 ก.ก.)

จากนั้นปรากฏพบว่าในวันที่ 23  ต.ค. 2558  เพจเฟซบุ๊ก บก.ลายจุดก็โพสต์ข้อความว่า  “ประกาศ ยุติการจำหน่ายข้าวลายจุด   ชั่วคราวจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและแจ้งให้ทราบในภายหลัง”   รวมระยะเวลาดำเนินการธุรกิจค้าข้าวในรูปแบบซื้อแพงขายถูกทั้งสิ้นราว 7  เดือน

ข้าวลายจุดก็ขอยุติกิจกรรมลงโดยไม่มีการชี้แจงสาเหตุอย่างแท้จริง   เกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว   ยกเว้นการตอบโต้ไปมาผ่านโลกโซเชียลเพื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผลมาจากภาวะการขาดทุน  ซึ่งตัวนายสมบัติ  หรือ  บก.ลายจุด   ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด  

ในมุมกลับกันกับข้อเสนอของนายสมบัติดังกล่าว  ก็มีข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาประกอบว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่   เพราะในยุคการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  โดยการชี้นำของนายทักษิณ ชินวัตร  ก็คือโมเดลสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการทุ่มตลาดโดยใช้เม็ดเงินกว้านซื้อข้าวจากชาวนาในลักษณะชี้นำราคาและการผูกขาดปริมาณข้าวเพื่อหวังผลทางการเมือง   ผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร ?? 

เพื่อความชัดเจนเกี่ยวการเข้ากว้านซื้อข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ในราคาสูงกว่าความเป็นจริง  ตามแนวนโยบายประชานิยม เราจะไปดูข้อมูลเพิ่มเติม..

เริ่มจากวันประกาศนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดในราคา  15,000   บาทต่อตัน   มีการสรุปตัวเลขโดยคณะคณะอนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าวเปลือก   ตามนโยบายรัฐบาล

ที่มีนายรังสรรค์  ศรีวรศาสตร์  ปลัดกระทรวงการคลัง   เป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้  สรุปผลการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวเมื่อวันที่  13 พ.ย. 2557  ว่า  เฉพาะในส่วนของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน  4 โครงการหรือ  4  ฤดูการผลิตมีตัวเลขขาดทุนประมาณ  518,691  ล้านบาท  ณ  วันปิดยอดบัญชีและเป็นการคิดคำนวณตามมาตรฐาน สภาวิชาชีพบัญชี โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ได้นับรวมปริมาณข้าวสารคงค้าง 19.2 ล้านตัน คิดมูลค่าทางบัญชี 225,400 ล้านบาท

โดยหักค่าเสื่อมสภาพเพิ่มขึ้นปีละ 10% ไม่เกิน 4 ปี เริ่มจากปีแรกหักค่าเสื่อม 10%  ปีที่ 2  หัก 20%  ปีที่ 3 หัก 30% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป หักได้ไม่เกิน 40%

ทั้งนี้ ตัวเลขขาดทุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ (6.82 แสนล้านบาท) ขึ้นอยู่กับการระบายข้าวของกรมการค้าต่างประเทศในอนาคต  เช่น ถ้าขายข้าวสารตันละ 15,000 บาท ก็ขาดทุนลดลง แต่ถ้าขายข้าวตันละ 7,000 บาท  ก็ขาดทุนเพิ่มขึ้น ณ วันปิดบัญชีฯ คณะอนุกรรมการฯ ตั้งสมมุติฐาน กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวสารที่ 11,700 บาท/ตัน

อย่างไรก็ตามกับประเด็นเรื่องตัวเลขขาดทุนนี้ที่ผ่านมาก็มีข้อโต้แย้งจากทางการเมืองตลอดเวลา  โดยอ้างว่าไม่สามารถสรุปผลเบ็ดเสร็จได้จนกว่าจะสามารถขายข้าวในสต็อกได้ทั้งหมด

แต่กระนั้นก็มีข้อพิสูจน์สำคัญว่าการดำเนินนโยบายจำนำข้าวโดยการกว้านซื้อข้าวด้วยวิธีการชี้นำตลาด และผูกขาดปริมาณข้าวไว้กับรัฐบาลเพื่อคาดหวังจะสามารถกำหนดราคาขายได้เป็นเรื่องไม่จริง 

โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์เมื่อ วันที่  18  มิถุนายน   2556    ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล    น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมว่า นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา  15,000  บาทตามที่ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้โดยผลกระทบหลาย ๆ  ด้าน

โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจาก  นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ระบุว่าที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี  ได้รับทราบรายงานและมีมติยอมรับตัวเลขการขาดทุนตามหลักการคิดคำนวณของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว

และมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ไปพิจารณาแนวทางการรับจำนำรอบใหม่  โดยนำข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช.  ไปพิจารณาคัดเลือกแนวทางการปรับลดราคารับจำนำ ในเบื้องต้นมี 3 แนวทางคือ

แนวทางที่1 การปรับราคาลงจากราคาปัจจุบัน 15-20%

แนวทางที่ 2 การใช้ราคาทุนการผลิตของเกษตรกรที่กระทรวงเกษตรฯคำนวณได้บวกกับกำไรที่เพิ่มขึ้นอีก 25%

 

และแนวทางที่ 3 ใช้ราคาตลาดและเพิ่มราคาให้อีก 10% รวมทั้งจำกัดวงเงินในการรับจำนำต่อครัวเรือนที่ 3-5 แสนบาท โดยระบุแนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต 2556/57 (เริ่ม ต.ค.56) จะต้องขาดทุนไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท

หลังจากก่อนหน้านั้น ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)  เมื่อวันที่ 11 มีนาคม   2556   ได้เพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับข้าวที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการมีอายุต่ำกว่า 110 วันที่มีคุณภาพต่ำ 18 สายพันธุ์   จนทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าถือเป็นการสิ้นสุดนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด

ท้ายสุดเป็นอย่างที่ทุกคนรับรู้  คือ   การประชุมครม. เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน  2556  ได้มติเห็นชอบตามข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เป็นประธานคณะกรรมการ  ให้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี 2556  ลดจาก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน (ความชื้นไม่เกิน 15%) เหลือเพียง  1.2 หมื่นบาทต่อตัน

และจำกัดวงเงินการนำข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำเหลือรายละไม่เกิน 5 แสนบาท  โดยอ้างว่า ราคา 1.2 หมื่นบาทต่อตันนี้  คำนวณต้นทุนการผลิตเฉลี่ยแล้วเกษตรกรมีต้นทุนประมาณ 8 พันบาทต่อตัน  เท่ากับชาวนายังคงมีกำไรจากการผลิตอีก 40%  และทั้งนี้การปรับลดราคาลงก็เพื่อรักษาวินัยทางการคลังไม่ให้โครงการขาดทุนเกินปีละ 1 แสนล้านบาทตามกรอบที่วางไว้

แต่เมื่อทันทีที่เกิดประเด็นนี้ชาวนาทั่วประเทศถึงกับลุกฮือคัดค้าน  จนท้ายสุดทำให้เกิดเป็นมติครม.เมื่อวันที่  4 กันยายน  2556   ดังนี้   โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปี ฤดูการผลิต ปี 56/57 จะรับจำนำที่ราคา 15,000 บาท/ตัน จำกัดวงเงินรับจำนำไว้ที่ไม่เกิน 3.5 แสนบาท/ครัวเรือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1ต.ค.56- 28ก.พ.57

ส่วนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ฤดูการผลิตปี  2557  จะรับจำนำข้าวในระดับราคาลดลงมาเหลือ 13,000 บาท/ตัน  และจำกัดวงเงินการรับจำนำไว้ไม่เกิน 3 แสนบาท/ครัวเรือน

ไม่เท่านั้นยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง  เมื่อวันที่  22  เมษายน  2559  ที่ผ่านมา   นายสุพัฒน์   เอี้ยวฉาย    ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร   (ธ.ก.ส.)   หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์คดีโครงการรับจำนำข้าว   ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย

ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

โดยนายสุพัฒน์เบิกความต่อองค์คณะศาลฎีกาว่า  " โครงการรับจำนำข้าวว่า มีการใช้เงินในโครงการรวม 5 ฤดูการผลิต จำนวน 878 แสนล้านบาทเศษ   ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าดูแลคุณภาพข้าว  ซึ่งหากมีการรวมยอดปิดบัญชีจนถึง 30 ก.ย.  2557 โครงการจะมีวงเงินใช้จ่ายประมาณ  9  แสนล้านบาทเศษ

และเนื่องจากพยานถือเป็นหนึ่งในอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวชุดที่ คสช.แต่งตั้ง โดยโครงการจำนำข้าวตามกรอบมติคณะรัฐมนตรี  ทำให้ทราบข้อมูลว่า จำเลย (น.ส.ยิ่งลักษณ์)   ใช้วงเงิน 4.1 แสนล้านบาท และเงินกู้ของ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท

โดยในช่วง 2 ปีแรกของโครงการรับจำนำข้าว ใช้เงินในโครงการน้อยกว่ากรอบวงเงินที่ได้กำหนดไว้ แต่ต่อมาในช่วงปีหลัง ภายหลังมีการรับจำนำข้าวแบบต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้แหล่งเงินกู้มากขึ้น และยังให้นำเงินระบายข้าวมาใช้หมุนเวียน ทำให้กรอบวงเงินการใช้โครงการสูงขึ้น

ขณะที่จากการตรวจสอบบัญชีหลังจากวันที่   31 มี.ค.2559     ธ.ก.ส.ยังมีหนี้ค้างในโครงการอยู่ 536,000  ล้านบาทเศษ    คิดเป็นเฉพาะดอกเบี้ยวันละ 36  ล้านบาทเศษ  และยังคงเหลือข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์   รอการระบายอีกประมาณ 12 ล้านตันเศษ    ซึ่งการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวได้น้อย    สาเหตุหลักมาจากราคาขายตามกลไกตลาดโลก และราคาที่รัฐบาลรับจำนำ  ซึ่งมีส่วนต่างจากราคาตลาดหรือคิดเป็นอัตราที่สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ...."

 

เรียบเรียงโดย วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์