- 23 ธ.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th
ถือเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล แต่ก็มีคำถามเช่นกันว่าแนวคิดของแนวร่วมเสื้อแดงอย่าง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด คือตรรกะทางธุรกิจหรืออีเว้นท์ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับครอบครัวชินวัตรในการเป็นบริษัทธุรกิจที่มีความคิดช่วยเหลือชาวนา ขณะที่หลายบริษัทค้าข้าวมองแต่ผลประโยชน์กำไรเป็นสำคัญ
โจทย์แรกที่นายสมบัติหยิบยกมาแพร่กระจายในโลกโซเชียล ก็คือข้อความระบุว่า “ หลังพี่น้องชินวัตรแจกข้าวปีใหม่แล้ว ผมเสนอให้เปิดบริษัทข้าวชินวัตร ขายข้าวไปเลยครับ เอายี่ห้อ "ชินวัตร" ไปเลย ไม่ต้องกั๊ก ให้รับซื้อข้าวเปลือกแพงกว่าตลาด และเอามาขายเป็นข้าวสารให้ได้ในราคาตลาด แต่ไม่ขาดทุน ”
แน่นอนว่ากับมุมมองในเชิงธุรกิจของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองมีความจำเป็นต้องในหลายมิติ เพราะข้อเท็จจริงระบบค้าข้าวเมืองไทยมีปัจจัยเกี่ยวเนื่อง ซึ่งนายสมบัติ หรือ บก.ลายจุด ก็เคยมีประสบการณ์ตรงมาแล้วในการผลิตข้าวในชื่อแบรนด์ “ บก.ลายจุด ” และวันหนึ่งก็หยุดหรือปิดตัวเองลง
โดยจุดเริ่มต้นข้าว “บก.ลายจุด” ปรากตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2558 ตามข้อมูลที่ปรากฎในเฟซบุ๊กว่า "ข้าวลายจุดพร้อมขายแล้ว" ข้าวในถุงนี้ซื้อจากชาวนาในราคา 15,000 บาทต่อเกวียนแบบเดียวกับโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้แนวคิด คนปลูก-คนขาย-คนกิน อยู่ได้บนความยุติธรรม ราคา 200 บาทต่อถุง (5 ก.ก.)
จากนั้นปรากฏพบว่าในวันที่ 23 ต.ค. 2558 เพจเฟซบุ๊ก บก.ลายจุดก็โพสต์ข้อความว่า “ประกาศ ยุติการจำหน่ายข้าวลายจุด ชั่วคราวจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงและแจ้งให้ทราบในภายหลัง” รวมระยะเวลาดำเนินการธุรกิจค้าข้าวในรูปแบบซื้อแพงขายถูกทั้งสิ้นราว 7 เดือน
ข้าวลายจุดก็ขอยุติกิจกรรมลงโดยไม่มีการชี้แจงสาเหตุอย่างแท้จริง เกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว ยกเว้นการตอบโต้ไปมาผ่านโลกโซเชียลเพื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผลมาจากภาวะการขาดทุน ซึ่งตัวนายสมบัติ หรือ บก.ลายจุด ก็ไม่ได้ปฏิเสธคำวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด
ในมุมกลับกันกับข้อเสนอของนายสมบัติดังกล่าว ก็มีข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาประกอบว่าจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะในยุคการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยการชี้นำของนายทักษิณ ชินวัตร ก็คือโมเดลสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการทุ่มตลาดโดยใช้เม็ดเงินกว้านซื้อข้าวจากชาวนาในลักษณะชี้นำราคาและการผูกขาดปริมาณข้าวเพื่อหวังผลทางการเมือง ผลลัพธ์สุดท้ายคืออะไร ??
เพื่อความชัดเจนเกี่ยวการเข้ากว้านซื้อข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ในราคาสูงกว่าความเป็นจริง ตามแนวนโยบายประชานิยม เราจะไปดูข้อมูลเพิ่มเติม..
เริ่มจากวันประกาศนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดในราคา 15,000 บาทต่อตัน มีการสรุปตัวเลขโดยคณะคณะอนุกรรมการปิดบัญชีจำนำข้าวเปลือก ตามนโยบายรัฐบาล
ที่มีนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้ สรุปผลการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2557 ว่า เฉพาะในส่วนของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวน 4 โครงการหรือ 4 ฤดูการผลิตมีตัวเลขขาดทุนประมาณ 518,691 ล้านบาท ณ วันปิดยอดบัญชีและเป็นการคิดคำนวณตามมาตรฐาน สภาวิชาชีพบัญชี โดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ ได้นับรวมปริมาณข้าวสารคงค้าง 19.2 ล้านตัน คิดมูลค่าทางบัญชี 225,400 ล้านบาท
โดยหักค่าเสื่อมสภาพเพิ่มขึ้นปีละ 10% ไม่เกิน 4 ปี เริ่มจากปีแรกหักค่าเสื่อม 10% ปีที่ 2 หัก 20% ปีที่ 3 หัก 30% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป หักได้ไม่เกิน 40%
ทั้งนี้ ตัวเลขขาดทุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ (6.82 แสนล้านบาท) ขึ้นอยู่กับการระบายข้าวของกรมการค้าต่างประเทศในอนาคต เช่น ถ้าขายข้าวสารตันละ 15,000 บาท ก็ขาดทุนลดลง แต่ถ้าขายข้าวตันละ 7,000 บาท ก็ขาดทุนเพิ่มขึ้น ณ วันปิดบัญชีฯ คณะอนุกรรมการฯ ตั้งสมมุติฐาน กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวสารที่ 11,700 บาท/ตัน
อย่างไรก็ตามกับประเด็นเรื่องตัวเลขขาดทุนนี้ที่ผ่านมาก็มีข้อโต้แย้งจากทางการเมืองตลอดเวลา โดยอ้างว่าไม่สามารถสรุปผลเบ็ดเสร็จได้จนกว่าจะสามารถขายข้าวในสต็อกได้ทั้งหมด
แต่กระนั้นก็มีข้อพิสูจน์สำคัญว่าการดำเนินนโยบายจำนำข้าวโดยการกว้านซื้อข้าวด้วยวิธีการชี้นำตลาด และผูกขาดปริมาณข้าวไว้กับรัฐบาลเพื่อคาดหวังจะสามารถกำหนดราคาขายได้เป็นเรื่องไม่จริง
โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์เมื่อ วันที่ 18 มิถุนายน 2556 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยอมรับอย่างเป็นรูปธรรมว่า นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา 15,000 บาทตามที่ประกาศเป็นนโยบายหาเสียงไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้โดยผลกระทบหลาย ๆ ด้าน
โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจาก นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ระบุว่าที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้รับทราบรายงานและมีมติยอมรับตัวเลขการขาดทุนตามหลักการคิดคำนวณของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว
และมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ไปพิจารณาแนวทางการรับจำนำรอบใหม่ โดยนำข้อเสนอแนะของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ไปพิจารณาคัดเลือกแนวทางการปรับลดราคารับจำนำ ในเบื้องต้นมี 3 แนวทางคือ
แนวทางที่1 การปรับราคาลงจากราคาปัจจุบัน 15-20%
แนวทางที่ 2 การใช้ราคาทุนการผลิตของเกษตรกรที่กระทรวงเกษตรฯคำนวณได้บวกกับกำไรที่เพิ่มขึ้นอีก 25%
และแนวทางที่ 3 ใช้ราคาตลาดและเพิ่มราคาให้อีก 10% รวมทั้งจำกัดวงเงินในการรับจำนำต่อครัวเรือนที่ 3-5 แสนบาท โดยระบุแนวทางการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวฤดูการผลิต 2556/57 (เริ่ม ต.ค.56) จะต้องขาดทุนไม่เกิน 7 หมื่นล้านบาท
หลังจากก่อนหน้านั้น ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2556 ได้เพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับข้าวที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการมีอายุต่ำกว่า 110 วันที่มีคุณภาพต่ำ 18 สายพันธุ์ จนทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าถือเป็นการสิ้นสุดนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด
ท้ายสุดเป็นอย่างที่ทุกคนรับรู้ คือ การประชุมครม. เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2556 ได้มติเห็นชอบตามข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธานคณะกรรมการ ให้ปรับลดราคารับจำนำข้าวเปลือกตั้งแต่ฤดูกาลผลิตข้าวนาปรังปี 2556 ลดจาก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน (ความชื้นไม่เกิน 15%) เหลือเพียง 1.2 หมื่นบาทต่อตัน
และจำกัดวงเงินการนำข้าวเข้าสู่โครงการรับจำนำเหลือรายละไม่เกิน 5 แสนบาท โดยอ้างว่า ราคา 1.2 หมื่นบาทต่อตันนี้ คำนวณต้นทุนการผลิตเฉลี่ยแล้วเกษตรกรมีต้นทุนประมาณ 8 พันบาทต่อตัน เท่ากับชาวนายังคงมีกำไรจากการผลิตอีก 40% และทั้งนี้การปรับลดราคาลงก็เพื่อรักษาวินัยทางการคลังไม่ให้โครงการขาดทุนเกินปีละ 1 แสนล้านบาทตามกรอบที่วางไว้
แต่เมื่อทันทีที่เกิดประเด็นนี้ชาวนาทั่วประเทศถึงกับลุกฮือคัดค้าน จนท้ายสุดทำให้เกิดเป็นมติครม.เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2556 ดังนี้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้านาปี ฤดูการผลิต ปี 56/57 จะรับจำนำที่ราคา 15,000 บาท/ตัน จำกัดวงเงินรับจำนำไว้ที่ไม่เกิน 3.5 แสนบาท/ครัวเรือน เริ่มต้นตั้งแต่ 1ต.ค.56- 28ก.พ.57
ส่วนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ฤดูการผลิตปี 2557 จะรับจำนำข้าวในระดับราคาลดลงมาเหลือ 13,000 บาท/ตัน และจำกัดวงเงินการรับจำนำไว้ไม่เกิน 3 แสนบาท/ครัวเรือน
ไม่เท่านั้นยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หนึ่งในพยานฝ่ายโจทก์คดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย
ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
โดยนายสุพัฒน์เบิกความต่อองค์คณะศาลฎีกาว่า " โครงการรับจำนำข้าวว่า มีการใช้เงินในโครงการรวม 5 ฤดูการผลิต จำนวน 878 แสนล้านบาทเศษ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าดูแลคุณภาพข้าว ซึ่งหากมีการรวมยอดปิดบัญชีจนถึง 30 ก.ย. 2557 โครงการจะมีวงเงินใช้จ่ายประมาณ 9 แสนล้านบาทเศษ
และเนื่องจากพยานถือเป็นหนึ่งในอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวชุดที่ คสช.แต่งตั้ง โดยโครงการจำนำข้าวตามกรอบมติคณะรัฐมนตรี ทำให้ทราบข้อมูลว่า จำเลย (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ใช้วงเงิน 4.1 แสนล้านบาท และเงินกู้ของ ธ.ก.ส. 9 หมื่นล้านบาท
โดยในช่วง 2 ปีแรกของโครงการรับจำนำข้าว ใช้เงินในโครงการน้อยกว่ากรอบวงเงินที่ได้กำหนดไว้ แต่ต่อมาในช่วงปีหลัง ภายหลังมีการรับจำนำข้าวแบบต่อเนื่อง ก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้แหล่งเงินกู้มากขึ้น และยังให้นำเงินระบายข้าวมาใช้หมุนเวียน ทำให้กรอบวงเงินการใช้โครงการสูงขึ้น
ขณะที่จากการตรวจสอบบัญชีหลังจากวันที่ 31 มี.ค.2559 ธ.ก.ส.ยังมีหนี้ค้างในโครงการอยู่ 536,000 ล้านบาทเศษ คิดเป็นเฉพาะดอกเบี้ยวันละ 36 ล้านบาทเศษ และยังคงเหลือข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ รอการระบายอีกประมาณ 12 ล้านตันเศษ ซึ่งการระบายข้าวในโครงการรับจำนำข้าวได้น้อย สาเหตุหลักมาจากราคาขายตามกลไกตลาดโลก และราคาที่รัฐบาลรับจำนำ ซึ่งมีส่วนต่างจากราคาตลาดหรือคิดเป็นอัตราที่สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ...."
เรียบเรียงโดย วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
