- 29 ธ.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถึงนาทีนี้จุดสำคัญของประเด็นว่าด้วยการเสนอพิจารณาแก้ไขร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้สติใคร่ครวญอย่างมาก เพื่อไม่ให้หลงไปกับกระแสบิดเบือน ยุยงให้เกิดความร้าวฉานในวงการพุทธศาสนา อย่างที่ "พระเมธีธรรมาจารย์" หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ศพศ.) ออกมาประโคมข่าว กล่าวหาว่า เป็นการก้าวก่าย วุ่นวายในกิจการภายในของคณะสงฆ์ จนทำให้เกิดความขัดแย้ง ทั้ง ๆ ที่นัยหนึ่งถูกมองว่าเป็นไปพื่อต้องการรักษาสถานะ "สมเด็จช่วง" และปกป้องวัดธรรมกายและพระธัมมชโยให้รอดพ้นจากการดำเนินการทางกฎหมายไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนทางการเมืองในอนาคต
ตามที่กล่าวอ้างว่า "ความข้ดแย้งเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย เพราะพระราชอำนาจ เป็นของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ไม่มีใครก้าวล่วง แต่ขั้นตอนการเสนอตามกฎหมายให้เป็นของมหาเถรสมาคม (มส.) และรัฐบาล"
โดยประเด็นแรกที่สนข.ทีนิวส์ต้องชี้ชวนให้พิจารณา ก็คือ หลักการของสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนช.จำนวน 84 คน ในการเข้าชื่อเสนอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งคณะกรรมาธิการศาสนา และศิลปวัฒนธรรม คืออะไรและใช่อย่างที่พระเมธีธรรมาจารย์นำไปตีความสร้างความปั่นป่วนในขณะนี้หรือไม่
ทั้งนี้หลักการสำคัญที่ สนช.ระบุไว้ในคำขอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ก็คือ 1. ให้ยกเลิกข้อความในมาตรา 7 ของพ.ร.บ.สงฆ์ ปีพ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ที่ระบุว่าให้ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้น ทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"
โดยแก้ไขข้อความให้เป็น " พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งและให้นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ" ซึ่งเป็นข้อบัญญัติเดิมของ มาตรา 7 ของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ปี พ.ศ.2505
หรือเป็นการตัดข้อความในพระบวนการคัดเลือกสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งออกทั้งหมด จากเดิมจะเป็นความรับผิดชอบของมหาเถรสามาคม และรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย เพื่อให้การคัดเลือกสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งองค์ใดนับต่อนี้ กลับคืนเป็นพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์เฉกเช่นในอดีต
คำว่าในอดีตก็คือสิ่งที่เป็นมาแต่ก่อนตามที่ปรากฏไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เดิม ด้วยข้อความที่มีการบัญญัติไว้ใน มาตรา 7 ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช” แค่นั้น โดยไม่มีข้อความใดต่อท้าย ซึ่งเป็นความหมายที่ชัดเจนว่าการพิจารณาคัดเลือกสมเด็จพระสังฆาราชถือเป็น พระราชอำนาจโดยสมบูรณ์
และรายนามสมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เฉพาะที่เป็นไปตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 หรือ เป็นพระสังฆราชโดยพระราชอำนาจตรงในการทรงพระวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วย
1.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
2.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย)
3.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช(จวน อุฏฐายี)
4.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
5.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน)
6.สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)
ทั้งนี้ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ก็ถือเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิม คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ภายหลังเมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2531 ทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง
ในทางกลับกันถ้ายิ่งย้อนกลับไปดูในราชประเพณีเดิม อาทิข้อมูลจาก พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้อธิบายถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไว้ตอนหนึ่งว่า "ในประเทศสยาม เมื่อพระนครสุโขทัยเป็นราชธานีเห็นจะมีสังฆราชมากกว่าองค์เดียว ด้วยวิธีการปกครองราชอาณาจักรในครั้งนั้น หัวเมืองใหญ่ที่ห่างไกลราชธานีเป็นเมืองประเทศราช แม้เมืองใกล้ราชธานี ที่เป็นเมืองใหญ่ ก็ตั้งเจ้านายออกไปปกครองอย่างทำนองประเทศราช เมืองใหญ่เมืองหนึ่งน่าจะมีสังฆราชองค์หนึ่งเป็นสังฆนายกในเมืองนั้น"
และตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชมีประจำสังฆมณฑลตลอดมา จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และสมัยกรุงรัตโกสินทร์ แต่ไม่มีทำเนียบหรือพระประวัติไว้โดยละเอียด แต่เพิ่งมีการจัดเป็นทำเนียบเป็นหลักฐานในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน มีพระมหาเถระได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จสังฆราช 18 องค์ โดยมีพระนามสองอย่าง ถ้าเป็นเจ้านายเชื้อพระวงศ์ มีคำนำหน้าพระนามว่า สมเด็จพระสังฆราชเจ้า หรือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า เป็นสามัญชนมีคำนำหน้าว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
ที่สำคัญมีหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์เป็นทั้งผู้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช , การสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ รวมถึงกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเดิม ก็เขียนกำหนดให้เป็นการถวายพระราชอำนาจ เพื่อทรงสถาปนาได้ตามพระอัธยาศัยหรือตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งองค์ใด
ประการสำคัญมีข้อควรทราบหรือหลักการสำคัญที่ใช้ยึดเป็นราชประเพณีปฏิบัติตั้งแต่อดีตกาล ในการพิจารณาผู้สมควรได้รับการสถาปนา มีองค์ประกอบเชิงลึก นอกเหนือไปจากหลักการที่มีการแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ในปี 2535 ก็คือ คุณสมบัติของผู้ควรได้รับการสถาปนา ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะ มีศีลสมาจารวัตรเพียงพร้อม ไม่ด่างพร้อย เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์ และประชาชน และ ได้บำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้ ส่วนกรณีว่าด้วยเรื่องพรรษาสูงสุด หรือ เหตุผลอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบที่ฝ่ายการเมืองได้นำมาแก้ไข ปรับปรุงในภายหลังทั้งสิ้น
โดยการดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม ที่สมควรพูดถึงเพราะได้กลายเป็นข้อกล่าวอ้างของฝ่ายคัดค้านว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ก็คือ การแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535
ประเด็นสำคัญคือมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการพิจารณาคัดเลือกสมเด็จพระราชาคณะ ผู้สมควรได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช จากการถือเป็นพระราชอำนาจโดยตรงของพระมหากษัตริย์ ไปอยู่กระบวนการพิจารณาของมหาเถรสมาคม และ นายกรัฐมนตรีที่จะเป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ
โดยรายละเอียดที่ปรากฏในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่มีการนำใช้ ระบุไว้ในมาตรา 7 ว่า “ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชา คณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
และในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
ซึ่งจะว่าไปแล้วหลายฝ่ายให้ความเห็นว่านอกจากจะเป็นย้อนแย้งราชประเพณีในอดีตกาลแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตามรัฐธธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ .ศ. 2557 ที่เกี่ยวโยงกับพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ในหลายมาตรา อาทิ
มาตรา 8 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้
มาตรา 9 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก
มาตรา 10 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
มาตรา 11 พระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
และอีกหลายมาตราอันเกี่ยวกับพระราชอำนาจการแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล โดยพระราชอัธยาศัย
ยิ่งยวดที่สุดในการทรงพระราชอำนาจ คัดเลือกและสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนับเนื่องก่อนจะมีการแก้ไข การแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสมเด็จพระสังฆราชทุกพระองค์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงพิจารณาคัดเลือกและโปรดเกล้าฯด้วยพระองค์เองได้ปฏิบัติพระจริยาวัตรด้วยความงดงามยิ่ง
ประเด็นที่สังคมต้องฉุกคิดก็คือจะมีเหตุผลขัดแย้งอื่นใดถึงขั้นพระเมธีธรรมาจารย์หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ศพศ.) ต้องปลุกระดมผู้คนให้ออกมาคัดค้านหรือไม่ ในการที่จะถวายคืนพระราชอำนาจ เพื่อทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชโดยพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะผู้ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก เหมือนเช่นในอดีตเคยปฏิบัติมา
เรียบเรียง : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
