- 30 ธ.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ถึงแม้จะเป็นปัญหาคาราคาซังข้ามปี 2559 สำหรับการนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเฉพาะการเข้าควบคุมตัวตามหมายจับถึง 3 ศาลยุติธรรม แต่หลายสิ่งหลายอย่างได้ทำให้เห็นแล้วว่าวัดธรรมกายกำลังถูกทำให้เสื่อมลงเรื่อย ๆ จากพฤติกรรมของพระรูปหนึ่งที่ไม่ยอมรับและเลี่ยงจะเผชิญความจริงในทุกสิ่งที่เคยทำมาในอดีต
ยกตัวอย่างล่าสุดศาลปกครองสูงสุดก็มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับคำฟ้องที่ นางคุณาภา ธำรงมาศ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรือพระพุทธะอิสระ น.พ.มโน เลาหวนิช และนายไพบูลย์ นิติตะวัน กรณีขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 4 คน ระงับการกระทำการอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับการกล่าวหาพระสงฆ์ และสถาบันพระพุทธศาสนา
โดยศาลให้เหตุผลว่า การกล่าวหาว่าอธิบดีดีเอสไอ กระทำการไม่ชอบด้วย ไม่เป็นธรรมต่อพระสงฆ์และสถาบันทางพระพุทธศาสนา เป็นการโต้แย้งการใช้อำนาจของอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 14 ประกอบมาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 21 ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีฐานเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงเห็นว่าการใช้อำนาจดังกล่าว เป็นการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้ซึ่งถูกกล่าวหา มาลงโทษตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครอง
ข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลยุติธรรม ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง จึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้
ขณะที่วัดธรรมกายที่เคยได้รับความน่าเชื่อถือเรื่องอบรมสั่งสอนเรื่องธรรมะก็กลายเป็นดินแดนลี้ลับซึ่งบุคคลภายนอกจริง ๆ ไม่สามารถเข้าถึงเพราะมาตรการคุมเข้มของบรรดาลูกศิษย์และพระสงฆ์ ที่ต้องผลัดเวรมาเฝ้าดูแลป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าในบริเวณพื้นที่ ไม่นับรวมสภาพการดำรงชีวิตที่ต้องปิดหน้าปิดตา กลายเป็นความผิดแผกของผู้ปฏิบัติธรรมทั่วไป
ด้วยสภาพการณ์ทั้งหมด ล่าสุดพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานข่าวกรองแห่งชาติ จึงได้โพสต์แสดงความเห็นเกี่ยวกับวัดธรรมกายอีกครั้ง ด้วยข้อความว่า “ เวรกรรมย่อมมีอยู่จริง ครับ ตำรวจยกกำลังไปแล้วก็ไม่จับ แค่รื้อประตูกลับมาบานเดียว อย่าไปด่าตำรวจเลยครับ "มันเป็นยุทธศาสตร์ของเขา"
คืนนั้น วัดเตรียมคนกันหูตาแหก กองหน้าของประชาชนที่สวดมนต์ ล้วนล่ำสัน เสียไปหลายตังค์ในการเตรียมงานสวดมนต์ไล่ตำรวจ ญาติธรรมตื้นเต้นกันใหญ่ ส่วนฝ่ายตำรวจก็ครื้นเครงกันกลับไปจะเข้าไปจับอะไร ตำรวจก็น่าจะรู้อยู่ว่า ไม่มีใครรอให้ถูกจับหรอก แต่ก็ต้องล้อมกันไปสนุกๆ แต่สร้างทุกข์ให้ฝ่ายตั้งรับ มากมาย ...นี่ไงเวรกรรม ที่ตามทัน
ทรัพย์สินของวัดนั้น เป็นมาอย่างไร ก็จะได้รู้กันเร็วๆนี้ ที่ออกมาแหกปากบอก "ญาติธรรม" ว่าให้ปิดบัญชีบริจาคเลย นั้น คนบริจาคก็จะได้รู้สักทีว่า " เงินมนุษย์ นั้นจะไปใช้ในสวรรค์คงไม่ได้แน่ " แต่เงินมนุษย์ที่บริจาคไปอยู่ที่ไหน? พวกญาติธรรมก็อยากรู้ เหมือนกัน
...ขอบใจ สนช.หลายท่าน ที่ออกมารื้อ พ.ร.บ.สงฆ์เสียใหม่ การมักใหญ่ไฝ่สูงด้วย "เงิน" ก็จะน้อยลง พระ ก็จะกลับมาเป็นพระ เสียที ไม่ต้องมาชุลมุนเลือกตั้งแบบด้วยการหาเสียง แบบ ฆราวาส
เวรกรรมมันมาตามหน้าที่ของมันเสมอ มีเงินเป็นพันล้าน ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ครับ !!! “
เรียบเรียง : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
