- 30 ธ.ค. 2559
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
"๓ วาระรวดสนช.=วาระรอดศาสน์"
ดีครับ....! สิ่งไหนเห็นด้วยจิตตรง ว่าเป็นทางประโยชน์ต่อ "ชาติ-พระศาสนา-ประชาชน" แล้วละก็ จงทำเถอะ ที่ สนช.แก้ไขมาตรา ๗ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ผ่าน ๓ วาระรวด พร้อมประกาศใช้แทน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับปัจจุบัน วานนี้ (๒๙ ธ.ค.๕๙) นั้น ๑๘๒ เสียง "เอกฉันท์" ที่โหวตผ่าน ได้ขึ้นสวรรค์ทุกคน โดยไม่ต้องซื้อค้อน!
เพื่อความเข้าใจเป็นขั้น-เป็นตอน ผมจะลำดับเรื่องให้ดู.......พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา ๗ ฉบับปัจจุบัน ความว่า "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช" ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
รัฐสภา สนช.แก้ไขใหม่เมื่อวาน (๒๙ ธ.ค.๕๙) เป็น......... มาตรา ๗ “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
สรุป คือ........จากให้อำนาจ "มหาเถรฯ+นายกฯ" เป็นผู้เสนอนามผู้จะได้รับสถาปนาเป็นพระสังฆราช จากนี้ไป ด้วยมาตรา ๗ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่แก้ไขใหม่ ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระสังฆราชได้ตามพระอัธยาศัย ตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร เหมือนยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ การที่จะสถาปนาพระรูปไหนขึ้นเป็นพระสังฆราช ให้เป็นพระราชอำนาจ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นอำนาจมหาเถรฯ+นายกฯ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ นี่เอง!
ก็อาจถามกันว่า.......แล้ว "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ ที่มหาเถรฯ ส่งชื่อให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๗ เดิม "เป็นสมเด็จพระราชาคณะอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ที่ยังค้างอยู่นั่นล่ะ จะเป็นยังไง? คำตอบ คือ.... เป็นสมเด็จช่วงอยู่อย่างไร ก็เป็นสมเด็จช่วงอยู่ต่อไปอย่างนั้น! ด้วยผลตามมาตรา ๗ ใหม่ ที่ สนช.แก้ไขผ่าน ๓ วาระรวด
การสถาปนาพระสังฆราชองค์ใหม่ เป็นดังนี้.............“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” นั่นคือ "อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ไม่เป็นไฟต์บังคับในการตั้ง-ไม่ตั้งอีกต่อไปแล้ว เท่าที่สดับตรับฟัง สาธุชนหัวดำๆ.......สาธุ มีพาลชนหัวโล้นๆ คน-สองคน......แฮ่..แฮ่!
พวกไหนที่คิดออกมาตีรวน-กวนก่อ ผมไม่ว่าอะไร เพียงขอฝากให้คิดประเด็นเดียว อยากจะต่อต้าน "พระราชอำนาจ" ก็ตามใจ! ความจริง ประเทศไทยนั้น พุทธศาสนาเริ่มในยุคสุโขทัย ที่ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" นิมนต์พระเถระที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกเข้ามาจากลังกา
เมื่อมีเป็นพุทธศาสนจักร........พระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาพระเถระที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมขึ้นพระสังฆราชเอง เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ-แบ่งเบาด้านบริหารปกครองทางสงฆ์ โดยปกติ พระท่าน ที่เป็นพระคามวาสี ก็มุ่งเรียนแต่พระปริยัติ ที่เป็นพระอรัญวาสี คือพระอยู่ป่า ท่านก็เพ่งเพียรสมถวิปัสสนาสู่การหลุดพ้น เรื่องตำแหน่ง-สมณศักดิ์ เป็นส่วนเกิน ไม่ใช่ส่วนที่พระแท้จะแสวงหามาเป็นโคลนถ่วงล้อ แต่เพื่อแบ่งเบาพระราชภารกิจบริหารปกครองด้านพุทธจักร เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาให้เป็นนั่น-นี่ ท่านก็รับ โดยเพ่งด้านช่วยบริหารสนองพระเดช-พระคุณ
ไม่เพ่ง ไม่ยินดี-ยินร้าย ในด้านได้เป็น-ไม่ได้เป็น เรื่องอย่างนี้ คนที่เป็นพระ ยิ่งเป็นพระมีการศึกษา มีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ ควรต้องเข้าใจ ใครก็อย่าเป็นพระอย่าง "เสี่ยประสาร" ที่ให้ตัณหา-โมหะ ลากลงรู ลึกกว่ารูมังกรโคโมโดนั่นเลย! ก็อาจสงสัยกันอีกว่า...........ไม่มีกรอบอื่นใดด้านคุณสมบัติ-กฎเกณฑ์ เพื่อการคัดสรรเป็นองค์ประกอบก่อนไปสู่ตำแหน่งพระสังฆราชบ้างเลยหรือ? ก็มีนะ....
ทุกยุคจากสุโขทัยเรื่อยมา จะมีหลักอยู่ ๓ หลักเป็นเกณฑ์พิจารณา คือหลักคุณสมบัติผู้ควรได้รับสถาปนา หลักพิธีการสถาปนา และหลักความเห็นมหาเถรฯ ใช่ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาตามพระราชอัธยาศัยทันที-ทันใด จะต้องมีการคัดสรรพระเถระที่เหมาะสมเป็นจำนวนหนึ่งก่อน พระมหากษัตริย์ก็จะมีพระราชดำริจากจำนวนนี้ "รูปหนึ่ง" ขึ้นเป็นพระสังฆราช ใช่ว่าจะทรงสถาปนา "พระเถระรูปไหนก็ได้" ตามพระราชอัธยาศัย อย่างที่เข้าใจผิด-เข้าใจถูก กันตอนนี้
ดูตามกฎหมายฉบับเดิมๆ จะเห็นชัด การสถาปนา จะยึดพระธรรมวินัยด้าน "อาวุโสพรรษา" เป็นเกณฑ์ทางคุณสมบัติอย่างหนึ่ง อ่านดูก็ได้........"ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนาม สมเด็จพระราชาคณะ ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำพระนามสมเด็จพระราชาคณะ ๔ รูป คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
แล้วนำกราบถวายบังคมทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย และจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป" นั่นคือ ในการสถาปนา ต้องผ่านการกรองด้านคุณสมบัติมาก่อน ๑.ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ๒.มีพรรษาสูงสุดหรืออาวุโสสูงสุด ๓.มีศีลสมาจารวัตรเพียบพร้อม ไม่ด่างพร้อย เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์ และประชาชน และ ๔.ได้บำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้
ถึงกฎหมายบอกเพียงว่า...........“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง" แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่ได้ตัดความเห็นทางคณะสงฆ์ โดยในอดีต ทางรัฐบาลจะสอบถามความเห็นไปยังมหาเถรสมาคม
มหาเถรฯ ก็จะพิจารณาสมเด็จพระราชาคณะที่อยู่ในข่ายขึ้นเป็นพระสังฆราชได้ตามกรอบคุณสมบัตินั้น พร้อมประวัติผลงานเป็นความเห็นฝ่ายสงฆ์ ทางรัฐบาลก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นข้อมูลประกอบ ก่อนมีพระราชดำริสถาปนาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นเป็นพระสังฆราชตามพระราชอัธยาศัย
เนี่ย.....พระสังฆราชที่ได้รับการสถาปนาด้วยพระราชอำนาจแต่ก่อน พิธีการยิ่งใหญ่มาก มองไม่เห็นว่า มีอันใด-ตรงไหน ในแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เมื่อวาน จะเป็นเหตุให้พระสังฆราชที่ได้รับการสถาปนา "ด้วยพระราชอำนาจ" จะด้อยเกียรติ ด้อยศักดิ์ กว่าที่ "มหาเถรฯ+นายกฯ" เสนอนามขึ้นไปทูลเกล้าฯ ถวาย?
ลองศึกษาถึงพิธีการสถาปนาในอดีตดูก็ได้.........เริ่มจากทรงมีพระกระแสรับสั่งให้สำนักพระราชวัง จัดพิธีการตามพระราชประเพณีขึ้น ท่ามกลางสังฆมณฑล ประกอบด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม โดยสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาฯ ประธานศาลฎีกา ณ พระอุโบสถพระศรีรัตนศาสดาราม มีการจารึกพระสุพรรณบัฏ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จะเสด็จฯ มา พนักงานอาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการการสถาปนา จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะนำสวดสังฆานุโมทนา เสด็จไปถวายน้ำมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระสุพรรณบัฏ พระตราตำแหน่ง พัดยศ เครื่องสมณศักดิ์แด่สมเด็จพระสังฆราช
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ พนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ พระสงฆ์ตามอารามทั่วราชอาณาจักร เจริญชัยมงคลคาถาและย่ำระฆัง "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงถวายใบปวารณาแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑล พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก จบแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ
สมเด็จพระสังฆราชขึ้นประทับอาสน์สงฆ์ กลางพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเถระผู้ใหญ่ ผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์ หัวหน้าคณะรัฐบาล ผู้แทนองคมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลฎีกา เข้าถวายเครื่องสักการะ
เสร็จแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ทรงออกไปรับเครื่องสักการะของบรรพชิตญวนและจีน แล้วเสด็จกลับ เป็นเสร็จพิธี"
ดังนี้แล้ว เสี่ยประสารที่ "ปลุกพระ" ระดมพลฮึ่มๆ อยู่นั่นน่ะ
ตอบซิ...พระสังฆราชตามขั้นตอนอย่างนี้ ไม่ดี-ไม่พอใจ ตรงไหน?
ตรงที่ ไม่ใช่สาย "โจรห่มเหลือง" งั้นซิท่า?
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณข้อมูล : เปลว สีเงิน นสพ.ไทยโพสต์
