- 04 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ว่า เมื่อเร็วๆนี้ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือเวียนด่วนที่สุด ถึงหน่วยราชการหลายแห่ง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจการเข้าใช้ระบบกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ของป.ป.ช. ที่เพิ่งพัฒนาระบบ เมื่อไม่นานมานี้ ตามประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำและแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการที่บุคคลหรือนิติบุคคลเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้พัฒนาระบบเพื่อกำหนดให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐในสัญญา 4 ประเภท ได้แก่ สัญญาที่เกี่ยวกับการจัดการพัสดุหรือการพัสดุ สัญญาสัมปทาน สัญญาให้ทุนสนับสนุนเพื่อการวิจัย และสัญญาให้ทุนสนับสนุนเพื่อดำเนินกิจกรรมอย่างอย่างหนึ่ง ซึงมีมูลค่าสัญญาตั้งแต่ 2,000,000 บาท ขึ้นไปที่ได้ลงนามสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2555 มีหน้าที่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช.
โดยประกาศดังกล่าวเพื่อให้ความสะดวกกับ หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ต้องกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติของบุคคลหรือนิติบุคคลที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภาครัฐ (ผู้เสนอราคา) ไว้ในของเขตงาน (TOR) และเอกสารประกาศจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งต้องรายงานข้อมูลของคู่สัญญาที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายของโครงการ (บช.1) ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมบัญชีกลาง หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงาน ป.ป.ช.
สำหรับระบบดังกล่าว จะมีความสัมพันธ์กับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และข้อมูลราคากลางของแต่ละโครงการ โดยเพิ่มระบบหลักการทำงานหลักของระบบกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับหน่วยงานรัฐ ได้แก่ การยื่นแบบประจำปี การบรรทุกข้อมูลราคากลาง หรือบันทึกข้อมูลสัญญา
มีรายงานด้วยว่า เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 40 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2559 ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตำแหน่งต่อไปนี้ต้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ด้วย
ทั้งนี้ พบว่า ประกาศดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่เข้าหน้าที่ ป.ป.ช.ต่ำกว่า ระดับคณะกรรมการป.ป.ช. และเลขาธิการ ป.ป.ช. จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน โดยมีตำแหน่งที่ต้องยื่นครั้งนี้ ประกอบด้วย รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. (ด้านการตรวจราชการ),ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมือง,ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ,ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ,ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการ,ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาคการเมือง, ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ, ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด
โดย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2560 โดยผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งต้องยื่นบัญชีฯ ภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560
มีรายงานว่า สำหรับการกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินครั้งนี้ เป็นการกำหนดเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้เดิม โดยเพิ่มอีก 73 ตำแหน่ง เป็นจำนวนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นบัญชีฯ อีก 477 ราย ทั้งนี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้บริหารเป็นผู้นำต้นแบบในการแสดงความโปร่งใส ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งเป็นการสร้างวัฒนธรรมและบรรยากาศการมีคุณธรรมให้แก่ระบบราชการ รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความมีคุณธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ส่วนตำแหน่งใหม่ นอกจาก ป.ป.ช.ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ประกอบด้วย
กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย รองปลัดกรุงเทพมหานคร,หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร,ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล,ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์,ผู้อำนวยการสำนักอนามัย,ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา,ผู้อำนวยการสำนักการโยธา, ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ, ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม,ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว,ผู้อำนวยการสำนักการคลัง,ผู้อำนวยการเทศกิจ, ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม,ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง, ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง, ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย,ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร,ผู้อำนวยการเขต
เมืองพัทยา ประกอบด้วย ปลัดเมืองพัทยา,รองปลัดเมืองพัทยา,หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยา, ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา,ผู้อำนวยการสำนักการสาธารณสุข,ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม,ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการท่องเที่ยว,ผู้อำนวยการสำนักการช่าง,ผู้อำนวยการสำนักการช่างสุขาภิบาล,ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม, ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และงบประมาณ,ผู้อำนวยการสำนักการคลัง
ศาลอุทธรณ์ ประกอบด้วย ประธานศาลอุทธรณ์,ประธานศาลอุทธรณ์ภาค,ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ,รองประธานศาลอุทธรณ์,รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค,รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ, ประธานแผนกในศาลอุทธรณ์,ประธานแผนกในศาลอุทธรณ์ภาค,รองประธานแผนกในศาลอุทธรณ์,ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค,พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และศาลชั้นต้น ประกอบด้วย อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
นอกจากนั้น ยังรวมถึง รองปลัดกระทรวงอีก 20 กระทรวงประกอบด้วย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี,รองปลัดกระทรวงกลาโหม,รองปลัดกระทรวงการคลัง,รองปลัดกระทรวง การต่างประเทศ,รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,รองปลัดกระทรวงคมนาคม,รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,รองปลัดกระทรวงพลังงาน,รองปลัดกระทรวงพาณิชย์, รองปลัดกระทรวงมหาดไทย,รองปลัดกระทรวงยุติธรรม,รองปลัดกระทรวงแรงงาน,รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ,รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข, รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม.
มีรายงานว่า เมื่อ วันที่ 19 เมษายน 2555 ป.ป.ช. ได้ประกาศเพิ่มตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นบัญชีฯ 16 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจระดับภาค ระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่สรรพากรและเจ้าหน้าที่ศุลกากรระดับสูง รวมไปถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎทั่วประเทศ คิดเป็นบัญชีฯ ที่ต้องยื่นกว่า 400 บัญชี
ขณะที่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น ต้องยื่นบัญชีฯ ทั้งสิ้นกว่า 840 ตำแหน่ง หรือ กว่า 121,700 บัญชี ในส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต่างๆ เช่น ข้าราชการระดับสูงของรัฐ 400 ตำแหน่ง คิดเป็นบัญชีฯ ที่ต้องยื่นกว่า 5,100 บัญชี
เรียบเรียง ARROFUT
