แล้วแต่มุมมอง!รองปลัดยธ.แจงเหตุ"ไอ้ต้อม"วนเวียนเข้าออกคุกยังมีโอกาสก่อเหตุโหดร้ายโอดทำเต็มที่แล้วเชื่อเป็นคนชั่วส่วนน้อยไม่กลับตัวกลับใจ

ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th

     จากกรณีเกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อคนร้ายเข้าทำร้ายร่างกาย นายวศิน เหลืองแจ่ม อายุ 26 ปี บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเตรียมจะเข้าสอบเป็นนักบินพลเรือน และล่าสุดตำรวจสามารถจับกุมตัว นายกิตติกร หรือต้อม วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ผู้ต้องหาฆ่าชิงทรัพย์ นายวศิน ได้พร้อมของกลาง จยย.ยามาฮ่า เอ็มแสลช ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีดทำครัวปลายแหลม ยาว 10 นิ้ว หมวกกันน็อกสีดำ ปืนอัดลม โทรศัพท์ไอโฟน 6 สีขาว โทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส สีขาว โทรศัพท์ซัมซุง สีขาว ไอแพ็ด สีดำ บัตรเอทีเอ็ม กุญแจรถ  และเงินสด 340 บาท จับกุมได้ที่บริเวณหมู่บ้านเคหะเอื้ออาทร ซอยวัดกู้ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีนั้น

 

 

 

แล้วแต่มุมมอง!รองปลัดยธ.แจงเหตุ"ไอ้ต้อม"วนเวียนเข้าออกคุกยังมีโอกาสก่อเหตุโหดร้ายโอดทำเต็มที่แล้วเชื่อเป็นคนชั่วส่วนน้อยไม่กลับตัวกลับใจ

 

 

    ล่าสุด นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีการกระทำผิดซ้ำซากของผู้ต้องหาคดีฆ่าชิงไอโฟน โดยระบุเอาไว้ว่า...

 

 

 

แล้วแต่มุมมอง!รองปลัดยธ.แจงเหตุ"ไอ้ต้อม"วนเวียนเข้าออกคุกยังมีโอกาสก่อเหตุโหดร้ายโอดทำเต็มที่แล้วเชื่อเป็นคนชั่วส่วนน้อยไม่กลับตัวกลับใจ

 

 


ทำไมผู้กระผิดที่ฆ่าปาดคอบัณฑิตชิงทรัพย์จึงทำผิดซ้ำซาก กรณีที่นายกิตติกร หรือต้อม วิกาหะ อายุ 26 ปี แทงหนุ่มบัณฑิตจนถึงแก่ความตายเหตุต้องการปล้นไอโฟนนั้น เข้าออกเรือนจำหลายครั้ง แต่ทำไมจึงกระผิดซ้ำซาก หรือกระบวนการบำบัดไม่ได้ผล

 

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นในสารบบหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมพบมีการกระทำความผิด 5 ครั้ง โดยผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดีขณะเป็นเด็กหรือเยาวชนที่ได้ส่งตัวไปดำเนินการที่สถานพินิจฯนนทบุรี 2 คดี ส่วนที่เหลือเป็นการกระทำความผิดหลังอายุเกิน 18 ปี ดังนี้

 

1. เลขคดี 348/2549 ถูกจับกุมฐานความผิด “ละเมิดลิขสิทธิ์” เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2549 คดีดำ 257/2549 คดีแดง 283/2549 ศาลเยาวชนฯ จังหวัดนนทบุรี พิพากษาเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2549 โดยคุมประพฤติ 2 ปีรายงานตัวทุก 2 เดือน ต่อมาผู้ต้องหาผิดเงื่อนไขศาลติดสินใหม่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2550 คุมประพฤติ 3 ปี

 

2. เลขคดี 793/2549 ถูกจับกุมฐานความผิด “สูดดมสารระเหย” เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2549 คดีดำ 91/2550 คดีแดง 87/2550 พิพากษาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ให้คุมประพฤติ 1 ปีรายงานตัวทุก 2 เดือน

 

3. สถานีตำรวจอำเภอเมืองนนทบุรีจับกุมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 ขณะที่อายุเกินกว่า 18 ปีในความผิด “ฐานบุกรุกทำให้เสียทรัพย์และความผิดต่อร่างกาย” ศาลจังหวัดนนทบุรีพิพากษาวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือนปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ 2 ปี จำเลยต้องขังมาพอแก่ค่าปรับแล้ว จึงได้ปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 หรือในวันเดียวกันกับวันที่พิพากษาคดี

 

ทั้ง 3 คดีผู้กระทำความผิดไม่ไปรายงานตัวตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด พนักงานคุมประพฤติได้รายงานการผิดเงื่อนไขดังกล่าวให้ศาลทราบ และศาลได้ออกหมายจับแล้วทั้ง 3 คดี

 

4. กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราปี พ.ศ. 2557 ศาลแขวงสมุทรปราการมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจก่อนคำพิพากษาในโดยพนักงานคุมประพฤติเห็นว่าวิธีการคุมประพฤติไม่เหมาะสมต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก 1 เดือนในความผิดดังกล่าวและพ้นโทษไปแล้ว

 

5. สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จับกุมเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2559 ในความผิดฐาน “ผลิตและครอบครองพืชกระท่อม(ผลิตน้ำกระท่อม) ศาลจังหวัดนนทบุรี พิพากษาเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ให้จำคุก 8 เดือนปรับ 12,500 บาทให้จำคุกรอไว้ 2 ปี แต่จำเลยต้องขังมาพอแก่โทษปรับแล้ว จึงได้ปล่อยตัวไป 14 ธันวาคม 2559 หรือในวันเดียวกันกับวันที่พิพากษา

 

จากข้อมูล จะพบว่า 3 คดีแรกได้รับโอกาสให้คุมประพฤติ กระทำผิดขณะเป็นเด็กและเยาวชน 2 คดี แต่ทั้งหมดไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ซึ่งพนักงานคุมประพฤติได้รายงานการผิดเงื่อนไขให้ศาลทราบ และศาลได้ออกหมายจับทั้ง 3 คดี ดังกล่าวข้างต้น

 

ส่วนที่เหลืออีก 3 คดี มีเพียงคดีเดียวเท่านั้นที่ได้รับโทษให้จำคุก 1 เดือนในคดีผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราปี พ.ศ. 2557 ส่วนอีก 2 คดี ส่วนที่เหลือได้รับการรอลงอาญา ส่วนโทษปรับจำเลยต้องขังมาพอแก่โทษปรับแล้ว จึงได้รับการปล่อยตัวไปในวันที่ศาลมีคำพิพากษา

 

จึงเห็นได้ว่าผู้ต้องหารายนี้แทบไม่มีเวลาเหลือในโปรแกรมบำบัดแก้ไขฟื้นฟูในชั้นหลังคำพิพากษาของศาลเลย เนื่องจากเป็นความผิดที่มีอัตราโทษต่ำ ขณะที่การถูกควบคุมตัวในชั้นสอบสวนและพิจารณาคดีก็เพียงสั้นๆ เท่านั้น

 

แต่อีกมิติหนึ่ง ที่สังคมไม่เคยมองเลย คือมายาคติต่อผู้กระทำผิดของสังคมที่ยอมรับเขากลับคืนสู่สังคมหรือไม่ ? ลูกหลานเราติดคุกไปรับได้ถึงประตูคุก นำไปเลี้ยงรับขวัญก่อนเข้าไปนอนมุ้งเดียวกับเราได้ แต่ลูกหลานคนอื่นที่ออกจากคุกสังคมไม่รับ เป็นบุคคลน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง สร้างวาทกรรม Hate Speech หรือใช้วาจาสร้างความเกลียดชังใส่พวกเขา อีกทั้งประเทศไทยไปกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเข้าทำงานว่าต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกหรือต้องคำพิพากษา ไม่มีการลบประวัติอาชญากรจนถึงวันตาย กระดูกเป็นขี้เถ้าก็เป็นขี้เถ้าของคนขี้คุกขี้ตะราง เขาถึงหางานทำยากมากถึงยากที่สุด ต้องไปเป็นผู้ประกอบการเอง เงินทุนก็ไม่มี ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ จนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนเหลือคนสุดท้ายที่เขาสามารถกลับไปคบได้ก็คือ คนที่เคยต้องโทษ ขี้คุกขี้ตะรางเหมือนกัน สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้ ต้องเดินกลับไปซ้ำรอยเดิม

 

ซึ่งที่กระทรวงยุติธรรมทำได้ดีที่สุดคือการรับรองคำมั่นว่าภายใน 2 ปี ผู้ที่พ้นโทษจากเราไปแล้วจะต้องไม่กระทำความผิดซ้ำเกินกว่าร้อยละ 13 เท่านั้น เพราะคนพ้นโทษถูกปล่อยตามคำพิพากษาแล้ว เขาเป็นบุคคลธรรมดาไม่ว่าภาครัฐหรือใครๆก็ตามไม่มีสิทธิไปเฝ้าระวังติดตาม เพราะจะไปกระทบสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งการติดตามแบบไม่มียุทธวิธี ติดตามแบบจับผิด รังแต่จะเป็นการซ้ำเติม ฝังเขาทั้งเป็นลงไปอีก เพราะขณะที่เขาต้องการหลุดพ้นจากภาพคนขี้คุกขี้ตะราง แต่หากแสงไปจากการติดตามทุกดวงยังคงส่องไปที่เขานั้น มันก็ไม่ต่างไปจากการตอกย้ำหรือประกาศอย่างเป็นการถาวรที่จะไม่ให้เขากลับเป็นคนดีได้ ทำให้เขาหางานยากไปอีกเป็นร้อยเท่าพันทวี ในมิตินี้สังคมก็มิใคร่สนใจ จึงต้องระมัดระวังให้มากเช่นกัน

“เราชอบที่จะศึกษาและจดจำคนพ้นโทษแล้วไปกระทำผิดซ้ำ แต่คนกระทำผิดที่ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีกเลยที่มีมากกว่า เราไม่เคยไปศึกษาและเผยแพร่ว่าทำไม เขาจึงไม่กระทำผิดซ้ำอีก” ดังนั้น คนกระทำผิดซ้ำแม้จะมีจำนวนน้อย แต่เมื่อถูกผลิตซ้ำทางความคิด จึงทำให้สังคมเชื่อไปแล้วว่า คนพ้นโทษส่วนใหญ่ต้องกระทำผิดซ้ำ ซึ่งไม่ใช่เป็นข้อเท็จจริง คนทำงานด้านบำบัดแก้ไขผู้ต้องขังก็ต้องนั่งก้มหน้าให้น้ำตามันหยดลงพื้นดินอย่าให้ใครเห็นว่าเราร้องไห้ หรือไม่ก็น้ำตาตกใน ก้มหน้าก้มตายอมมันไปรับว่าเราเป็นคนที่ทำหน้าที่ไม่ได้เรื่องใช้ไม่ได้ ทั้งที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องตรากตรำ แทบไม่มีวันหยุด แม้แต่พยาบาล เจ้าหน้าที่การเงินก็ต้องอยู่เวรป้อมเฝ้าผู้ต้องขังที่มีมากเกินกว่าศักยภาพของเรือนจำหรือสถานควบคุม จนครอบครัวลูกเมียต้องมาเป่าเค้กวันเกิดให้หน้าประตูเรือนจำ เพราะต้องอยู่เวร

 

อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะด้านพัฒนาพฤตินิสัยทั้ง 3 กรม คือ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ คงจะปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นองค์กรรับผิดชอบไม่ได้ แม้แทบจะไม่มีเวลาเหลือให้ใช้โปรแกรมแก้ไขบำบัดและฟื้นฟูได้เลยก็ตาม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และจะมีการหารือ เพื่อกำหนดมาตรการแนวทางในเชิงระบบต่อไป

 

 

 

แล้วแต่มุมมอง!รองปลัดยธ.แจงเหตุ"ไอ้ต้อม"วนเวียนเข้าออกคุกยังมีโอกาสก่อเหตุโหดร้ายโอดทำเต็มที่แล้วเชื่อเป็นคนชั่วส่วนน้อยไม่กลับตัวกลับใจ

 

 

 

 

เรียบเรียง : นิตติยา  สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณที่มา :ธวัชชัย ไทยเขียว