- 10 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/
สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ วันนี้วันที่ 10 ม.ค. 2560 เป็นที่แน่ชัดและชัดเจนแล้วล่ะครับว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับถาวรกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้เปิดเผยว่าองคมนตรี 3 ท่านได้มาพบ ประกอบด้วย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พล.อ.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ และนายวิรัช ชินวินิจกุล เพราะสำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือมายังรัฐบาลว่า ในหลวงมีกระแสรับสั่งให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ 3-4 ประเด็น ไม่เกี่ยวกับสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน จากนั้น จะนำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วกลับลงมาแก้ไขเพื่อถวายพระราชอำนาจและทูลเกล้าฯ อีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยไม่ต้องทำประชามติอีก
โดยขั้นตอนตรงนี้นะครับ รัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นเดิมได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและผ่านประชามติแล้ว ให้นำทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อลงพระปรมาภิไธย หากภายในระยะเวลาที่กำหนด 90 วัน ไม่มีการลงพระปรมาภิไธยลงมา นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ แต่ในประเด็นนี้ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเอาไว้ก็คือ พระองค์ท่านได้มีข้อสังเกตบางประการในหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นวิธีการที่จะแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ก็คือ รัฐบาลและสนช. จะต้องกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเรื่องของขั้นตอนการลงพระปรมาภิไธยเสียใหม่ เพื่อที่จะให้พระมหากษัตริย์สามารถที่จะมีข้อสังเกตบางประการในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอขึ้นไป ไม่ตายตัวในการที่จะรับหรือไม่รับทั้งฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่ทำให้การสื่อสารระหว่างพระมหากษัตริย์ รัฐบาล สนช. และประชาชน เป็นไปได้อย่างสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของสังคมที่เป็นอยู่
แน่นอนครับ การดำเนินการขั้นตอนดังกล่าวอาจจะทำให้โร้ดแม็ปจำเป็นต้องเลื่อนออกไปบ้าง แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าพยายามในการจะรักษาระยะเวลาของโร้ดแม็ปที่กำหนดเอาไว้ อย่างไรก็ตาม นายกฯ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โร้ดแม็ปที่ได้กำหนดไว้นั้นไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ซึ่งก็คือการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดังนั้น บรรยากาศนับตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน และจะต้องยาวนานไปจนถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระบรมราชาภิเษก ก็ไม่น่าที่จะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองอยู่ในช่วงระยะเวลาของการหาเสียง แน่นอนว่าจะต้องมีการโจมตี มีการสาดโคลน สถานการณ์ก็ค่อนข้างที่จะเป็นไปด้วยความวุ่นวาย ดังนั้น หากการเลือกตั้งหรือการหาเสียงของพรรคการเมืองทั้งหลาย เกิดขึ้นหลังพระราชพิธีสำคัญทั้ง 2 พระราชพิธี ก็จะทำให้ประชาชนได้แสดงความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 อย่างเต็มที่ จากนั้นก็ค่อยเข้าสู่กระแสทางการเมืองกันต่อไป
เรียบเรียงโดย กำพลาภร สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณ แฟนข่าวทีนิวส์กับสนธิญาณ
