- 11 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กขอเล่าเรื่อง "ทักษิณ" (3) ว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นคนเก่งและมีวิสัยทัศน์ แต่บางครั้งความเก่งเกินไปก็กลายเป็นปัญหาทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องรวมหัวจัดการ ตนร่วมงานกับนายทักษิณตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ได้ใกล้ชิดกันมาก เพราะต้องอยู่และเดินทางไปต่างประเทศกับตลอด 4 ปีกว่า ประเทศฟินแลนด์ตนก็ไปด้วยแต่ไม่เคยได้ยินเรื่องปฏิญญาแบบที่ถูกกล่าวหา สิ่งที่ตนคิดและตนยืนยันได้ คือยุทธศาสตร์การต่อสู้เอาชนะความยากจนเพื่อให้คนไทยได้อยู่ดีกินดี เกินเลยจากนี้ไม่เคยได้ยิน ถ้านายทักษิณคิดตนก็คงไม่เอาด้วย ทั้งนี้สูตรสำเร็จในการยึดอำนาจ คือกล่าวหาว่าทุจริต หรือไม่จงรักภักดี นายทักษิณก็ถูกกล่าวหาด้วยสองเรื่องนี้เช่นกัน
เรื่องทุจริตคณะปฏิวัติได้ตั้ง คตส. ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ และเลือกดำเนินคดีเฉพาะบุคคล ตั้งองค์กรขึ้นใหม่ซ้ำซ้อนกับ ป.ป.ช. ขัดกับหลักนิติธรรมและหลักความยุติธรรมอาญา จึงไม่มีประเทศใดในโลกให้การยอมรับผลของคำพิพากษา นายทักษิณจึงเดินทางไปได้ทุกประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นประชาธิปไตย และยึดถือหลักนิติธรรมสูงสุด ส่วนฝ่ายที่กล่าวหาและพยายามติดตามตัวท่านมาลงโทษกลับไม่เคยได้รับเชิญให้เดินทางไปประเทศเหล่านี้ ตนได้แต่ปลอบใจว่าอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นคนเก่งที่อยู่เมืองไทยไม่ได้เช่นกัน
นายวัฒนา ระบุว่า นายทักษิณไม่ใช่พวกชอบพูดถึงสถาบันหรืออวดอ้างตัวเองว่าจงรักภักดี เพราะถือเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนและส่วนใหญ่ผู้ที่ชอบแอบอ้างก็ล้วนทำเพื่อประโยชน์ของตัวทั้งสิ้น แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการล้มเจ้า นายทักษิณพิสูจน์โดยการฟ้องและดำเนินคดีกับทุกคนที่กล่าวหาจนต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะหลายราย ส่วนที่อ้างว่ายังพบปะพูดคุยกับหลายคนที่มีแนวคิดทำนองนี้ก็ไม่ได้เป็นข้อสรุป เพราะอยู่ต่างประเทศซึ่งมีเพื่อนน้อย เวลาเจอคนไทยไปหาย่อมต้องสนทนาด้วย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องคิดเหมือนคู่สนทนา ก็ขนาดผู้นำบางประเทศไปจับมือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ มา ยังไม่เคยเห็นใครไปกล่าวหาท่านผู้นำว่ามีความคิดนิยมระบอบสาธารณรัฐ ทั้งไม่ได้ทำให้มีความคิดเป็นประชาธิปไตยเหมือนคนที่ท่านไปคุยและจับมือด้วย ตอนหน้าจะเล่าเรื่องการลงทุนอีกหนึ่งธุรกิจของท่านให้ฟัง แต่ไม่ใช่การผลิตรองเท้าแตะไปตีตลาดโลกแน่นอน เพราะเรื่องแบบนี้นายทักษิณคงคิดไม่ออก
ก่อนหน้านี้ นายวัฒนา ยังได้โพสข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า
“ท่านนายกฯ ทักษิณใช้ชีวิตในต่างประเทศด้วยความสุขสบายตามอัตภาพ เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream รุ่น G650 ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด มีรถยนต์และบ้านพักส่วนตัวอยู่ในหลายประเทศ ดำรงชีพด้วยเงินจากการทำธุรกิจ ล่าสุดท่านได้รับเชิญให้เข้าร่วมทุนกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก่อตั้งบริษัท Owlstone Medical ประดิษฐ์ Field Asymmetric Ion Mobility Spectrometry ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดเล็กใช้ตรวจหามะเร็งด้วยลมหายใจ ขณะนี้สามารถตรวจหามะเร็งที่ปอดและลำใส้ได้ด้วยความแม่นยำถึงร้อยละ 88 ต่อไปจะพัฒนาให้ราคาถูกลงและใช้ตรวจหามะเร็งในที่อื่นได้ด้วย เหตุที่นักวิจัยเลือกเชิญท่านมาเป็นหุ้นส่วนเพราะต้องการความรู้ด้านการตลาดและประสบการณ์การบริหารของท่าน ท่านจึงเป็นคนเก่งที่ต่างชาติให้การยอมรับและเป็นที่ต้องการ
เหตุผลที่ท่านเลือกลงทุนในประเทศอังกฤษเพราะท่านมีความเชื่อถือ (trust) ในระบอบการปกครองและระบบกฎหมายของอังกฤษที่อยู่บนหลักนิติธรรม ทั้งยังเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่สามารถคาดการณ์ได้ (predicable environment) จึงทำให้ท่านและนักลงทุนเกิดความมั่นใจ กล้านำเงินมาลงทุน เพราะเชื่อว่าธุรกิจจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายที่มีความเป็นสากล ประเทศอังกฤษมีผู้นำที่อยู่กับร่องกับรอย มีความละอาย แต่ไม่มีอำนาจพิเศษที่สามารถออกกฎหมายได้ตามอำเภอใจ อีกทั้งยังไม่มีสภาที่พร้อมจะเป็นตรายางสนองความต้องการของผู้นำเพื่อให้เป็นกฎหมาย ทั้งหมดคืออุปสรรคที่ขัดขวางการลงทุน เพราะนักลงทุนกลัวความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะที่เกิดจากอารมณ์ของมนุษย์ซึ่งไม่มีความแน่นอน
ธุรกิจของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ เพราะการตรวจพบมะเร็งในระยะแรกสามารถรักษาให้หายขาดได้ จะช่วยรักษาชีวิตมนุษย์ได้นับแสนคนต่อปี นอกจากนี้ หากเครื่องมือดังกล่าวถูกพัฒนาจนมีราคาถูกจนวางขายในห้างสรรพสินค้าทั่วไป ก็จะทำให้ประชาชนเข้าถึงง่ายและตรวจเองได้เหมือนการเป่าลูกโป่งตรวจวัดแอลกอฮอล์ การรักษาก็จะทำได้ทันท่วงที ทั้งยังมีความเป็นส่วนตัว บริษัทดังกล่าวกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์ค ท่านมีหุ้นอยู่ 20% คงทำกำไรได้หลายหมื่นล้านบาท เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับนักลงทุนต่างชาติต่อไป การที่ท่านหาเงินเป็นจำนวนมหาศาลได้ในขณะเศรษฐกิจของโลกอยู่ในช่วงขาลงจึงสวนทางคำพูดของผู้นำบางประเทศที่แก้ตัวกับประชาชนตัวเองว่าเศรษฐกิจตกต่ำเพราะปัจจัยจากเศรษฐกิจโลก ทั้งที่จริงแล้วโอกาสมีอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของผู้นำที่จะนำพาประชาชนของตนไปสู่ความร่ำรวยหรือยากลำบากแบบที่กำลังเป็นอยู่ ซึ่งเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า คนเก่งจะแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส แต่คนโง่จะทำโอกาสให้กลายเป็นวิกฤต
ขณะที่ 4 ม.ค.60 นายวัฒนา ยังได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัวถึงการเดินทางเข้าพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ โดยมีสาระสำคัญ ว่า อดีตนายกฯ ในวัย 67 ปี ยังแข็งแรง กระฉับกระเฉง และตื่นตัวตลอดเวลา ทั้งนี้ มีความใจเย็นลงมาก รวมถึงยังชอบชอบอ่านหนังสือหาความรู้ และติดตามความเป็นไปของโลกและของประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น อดีตนายกฯ กล่าวถึงบ้านเมืองด้วยความห่วงใย ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรี
ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศไทย เพราะธุรกิจ และบุคคลในครอบครัวยังอยู่ที่เมืองไทย ดังนั้น หากมีอะไรเกิดขึ้นกับประเทศชาติ อดีตนายกรัฐมนตรี
ย่อมเสียหาย หรือเกิดผลร้ายกับครอบครัวที่เหมือนเป็นตัวประกันที่อยู่ในเมืองไทย
“ท่านเลี้ยงข้าวกลางวันผมที่บ้านพัก จากนั้น พาผมไปทานกาแฟ และหาซื้อหนังสือที่ดูไบมอลล์ ซึ่งยังมีคนมาขอถ่ายรูปกับท่านอย่างสม่ำเสมอ ท่านให้ความรู้ผมหลายเรื่องโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจรวมถึงความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งผมคงต้องใช้เวลาถ่ายทอดให้แฟนเพจผมฟังหลายตอน” นายวัฒนา ระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในข้อความเดียวกันของ นายวัฒนา ยังระบุเตรียมให้ทนายยื่น เรื่อง ตรวจสอบกรณีการห้ามเดินทางไปต่างประเทศของตนต่อศาล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ระหว่างเตรียมเดินทางด้วยสายการบินเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินระบุห้ามเดินทาง เพราะมีคำสั่งศาลอาญากรุงเทพใต้ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ คดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้องดังนั้น คำสั่งห้ามจึงสิ้นผล และตนเชื่อว่าศาลได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ท้ายขอให้ตนนำคำพิพากษามาแสดง ทำให้ต้องเสียเวลา และกว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางต้องทุลักทุเล
เรียบเรียง ARROFUT
