- 12 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th
หลังจากที่นายนายสมพงษ์ สระกวี สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการนิรโทษกรรมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ว่า กมธ.ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการเมือง แบบเต็มคณะ เพื่อทำเรื่องการปรองดองและนิรโทษกรรม
โดยประเด็นดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาหลังปีใหม่แล้ว ซึ่งการพิจาณาเรื่องดังกล่าวจะทำคู่ไปกับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) และของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
เบื้องต้นวาระการพิจารณาจะประเมินจากทุกฝ่าย เช่นจากพรรคการเมือง และผู้รู้ รวมถึงแนวทางที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่มีนายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน
ทั้งนี้ความเห็นส่วนตัว ตนยังไม่เห็นว่ารัฐบาลจะเอาใจใส่เรื่องนี้ หากรัฐบาลจะทำก็ทำได้แล้ว เพราะ สปท.ได้เสนอแนวทางเบื้องต้นในการสร้างความปรองดอง ของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช.
ซึ่งประเด็นความชัดเจนในเรื่องนี้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง
โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อน 4 คณะ ได้แก่
1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ
3.คณะกรรมการปรองดอง
และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์
และจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองว่า เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 กำหนดโครงสร้าง
ซึ่งต่อมาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบเรื่องปรองดองให้ดูแล ซึ่งเชื่อว่าตัวเองสามารถทำให้เกิดความปรองดองได้ โดยขณะนี้ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และเหล่าทัพ เข้ามาดูแลร่วมกัน โดยเจ้าหน้าที่ต่างๆ กำลังหารือว่าจะทำอย่างไร ซึ่ง กห.ได้ทำไว้บ้างแล้ว แต่ต้องนำมาต่อยอดให้ได้ และอาจต้องเชิญผู้แทนหรือหัวหน้าพรรคการเมืองเข้ามาพูดคุย โดยคงจะเชิญมาทีละพรรคสองพรรค และจะทำให้ได้ข้อยุติให้มากที่สุด ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องทำอย่างไร เรื่องราวในอดีตต้องว่าอย่างไร ส่วนเรื่องที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็ว่าไปตามกฎหมาย
พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า “การเชิญครั้งนี้จะเชิญทั้งกลุ่มการเมือง คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้ได้มากที่สุด โดยการพูดคุย ผมไม่ได้เป็นผู้ลงไปหารือเอง แต่จะมีผู้ใหญ่ดูแล ซึ่งเรื่องปรองดองต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ผมอยากให้อยู่ด้วยกันให้ได้ทุกฝ่าย เพื่อที่จะปรองดองกัน ทั้งหมดต้องมีกติกา การจะปรองดองต้องมีกติการ่วมกัน ผมพยายามทำ ไม่รู้ว่าจะได้แค่ไหน แต่อยากให้เกิดความปรองดอง” พล.อ.ประวิตรกล่าว
และกล่าวต่อว่า ภาพสุดท้ายของการปรองดองยังไม่ได้คิดไว้ว่าต้องเป็นอย่างไร เพราะยังไม่มีใครบอกมา สื่ออย่ามามโน อย่าเพิ่งคิดไปข้างหน้า
เมื่อถามว่า เรื่องนิรโทษกรรมจะนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ก็บอกเดี๋ยวนี้ ถามอย่างนี้ ผมเบื่อหน่าย บอกว่าให้อยู่ในกฎหมาย สื่อก็จะเอานิรโทษฯ มาอีก”
ถามต่อว่าคดีม็อบแต่ละสีเสื้อจะล้างหมดเลยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “อะไรที่เป็นกฎหมาย ไม่พูดถึง เรื่องผิดกฎหมายเราไม่พูดถึง อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาเกี่ยวข้อง เพราะทุกคนทำอะไรไปก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำผิดกฎหมาย”
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพิจารณาการนิรโทษกรรมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็บอกว่าให้อยู่ในกฎหมายก็เอาเรื่องนิรโทษกรรมมาอีก
ต่อข้อถามที่ว่า คดีของม็อบแต่ละสีจะล้างใหม่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อะไรที่เป็นกฎหมายตนไม่ไปพูดถึง เพราะถือเป็นเรื่องการกระทำผิดกฎหมาย ทุกคนที่กระทำผิดก็รู้อยู่แล้วพอเกิดกระการปรองดองขึ้นมา ก็เป็นประเด็นที่จะมาถกเถียงกันอีกว่าการนิรโทษกรรมนั้น จะดำเนินการให้ใครอย่างไร ผู้กระทำผิดเผาบ้านเผาเมือง เอาอาวุธสงครามยิง ฆ่าประชาชน และเจ้าหน้าที่ การปิดสถานที่ราชการ การเผาศาลากลาง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นคดีอาญา ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ของกลุ่มมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย คือ นปช. และ กปปส.
ซึ่งที่ผ่านมาชนวนเหตุของการเกิดกลุ่มมวลชนต่อต้านรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มาจากการเดินหน้าแก้พรบ.นิรโทษกรรมแบบยกเข่ง แรงต่อต้านของประชาชนมาจนเต็มท้องถนน ฉะนั้นแล้วหากรัฐบาลนี้จะเดินหน้าเรื่องนิรโทษ จะยกโทษ พักโทษหรือไม่ และจะเดินหน้าปรองดองอย่างไร ก็ต้องมาติดตามกับคนนี้
โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองว่า ขออย่าเข้าใจว่าต้องทำด้วยการพูดคุยกับนักโทษ หรือผู้มีความผิดเท่านั้น เพราะสิ่งสำคัญคือทำอย่างไรเพื่อไม่ให้คนไทยทะเลาะกันอีก ถามว่าที่ผ่านมาทะเลาะกัน เพราะสาเหตุใด ทำไมคนไทยถึงปฏิสัมพันธ์กันไม่ได้ เพราะบ้านเดียวกันยังคุยหรือดูโทรทัศน์ช่องเดียวกันไม่ได้ อย่ามัวสนใจแต่ว่าจะเอาคนติดคุกออกมา หรือให้คนที่อยู่ต่างประเทศกลับมาหรือไม่
“เอาคนที่อยู่ในประเทศวันนี้ก่อน เดือดร้อนมากไหม เทียบกับคนที่อยู่ต่างประเทศใครเดือดร้อนกว่ากัน แล้วเดือดร้อนเพราะอะไร คิดให้เป็น ต้องปฏิรูปทางความคิดด้วย
อย่าหาเหตุจนกระทั่งทำอะไรไม่ได้เลย แต่ก็จะให้ฝ่ายการเมืองเข้ามา ดูสิว่าจะเสนอเรื่องปรองดองอย่างไร ถ้าเสนอรวมกันไม่ได้ ก็ให้แต่ละพรรคเสนอเข้ามา แล้วให้นักข่าวดูแล้วตัดสินเอา”
ส่วนนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองว่า
ในวันที่ 19 ม.ค. จะนำรายงานเข้าที่ประชุมวิป สปท. และในวันที่ 23 หรือ 24 ม.ค. หากไม่ติดขัดอะไร จะนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สปท.เพื่อพิจารณารายงาน ซึ่งหลักการของรายงานคือต้องเป็นคดีในช่วงเหตุการณ์ 19 ก.ย.2549-22 พ.ค.2558
โดยแยกคดีชาวบ้านทั่วไปและคดีแกนนำผู้ชุมนุม โดยแบ่งคดีร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ซึ่งคดีไม่ร้ายแรงของชาวบ้าน หากอยู่ระหว่างการพิจารณา ถ้าจำเลยยอมรับต่อศาลชั้นต้นตามฟ้องให้ศาลจำหน่ายคดีออกไป แต่ในระหว่างนั้น 5 ปี ห้ามก่อปัญหาต่อบ้านเมือง ห้ามชุมนุม ปลุกปั่นยุยงและสร้างความแตกแยกอีก
ส่วนแกนนำผู้ชุมนุมหากยอมรับว่าได้กระทำความผิดจะเสนอต่อศาลขอให้ใช้ดุลยพินิจลงโทษสถานเบา
“ในรายงานได้จำแนกคดีไม่ร้ายแรงคือ คดีบุกสนามบิน บุกสถานที่ราชการ บุกที่สาธารณะและก่อการร้าย ซึ่งคดีเหล่านี้ยุติได้ หากพิสูจน์ว่าคนเหล่านั้นไปเพื่อชุมนุมอย่างเดียว ไม่ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อสถานที่ดังกล่าว ส่วนคดีเผาสถานที่ราชการต้องไปพิสูจน์อีกครั้งว่าคนเหล่านั้นลงมือกระทำหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ผู้ลงมือ อย่างนี้จะได้รับโอกาส แต่ถ้าลงมือ อย่างนี้ไม่ได้รับโอกาส” นายเสรีระบุ
ข้อเสนอ สปท.แทบไม่ต่างอะไรจากการนิรโทษกรรม นายเสรีกล่าวว่า ไม่เหมือนกัน การนิรโทษกรรมคือทำผิดมาแล้ว แต่ไม่มีความผิด แต่ของ สปท.การเมือง ความผิดยังคงอยู่ ต่างกัน อย่าเอามาปนกัน โดยที่เสนอให้พักโทษแกนนำที่รับสารภาพนั้นเป็นการควบคุมพฤติกรรม ข้อเสนอนี้ไม่ใช่ทำลายหลักนิติธรรม เพราะถ้าจะคุยกันเรื่องปรองดอง ก็ต้องคุยเรื่องหาทางออก ในทางกฎหมายมีการพูดถึงการให้โอกาส การบรรเทาโทษ เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าใครรับสารภาพจะได้รับโทษกึ่งหนึ่ง
เมื่อถามว่า หนึ่งในข้อเสนอที่ให้โอกาสคนอยู่ต่างประเทศกลับมาสู้คดีและประกันตัวด้วย นายเสรีชี้แจงว่า คนที่อยู่ต่างประเทศที่หนีคดีตอนนี้ ส่วนใหญ่ไปเคลื่อนไหวผ่านยูทูบ อินเทอร์เน็ต วิพากษ์วิจารณ์ต่อต้านรัฐบาล คนเหล่านี้ไม่กล้าเข้าประเทศ เพราะกลัวว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะไม่ได้รับการประกันตัว จึงเสนอไปหากกลับเข้ามามีสิทธิในการมาต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว
ถามอีกว่า กรณีนี้รวมไปถึงคดีที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้วหรือไม่ นายเสรียืนยันว่า คดีที่ศาลตัดสินเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้กระทำความผิดไปอยู่ต่างประเทศ หากกลับมาต้องกลับมารับโทษ ไม่อยู่ในเงื่อนไข โดยเราแยกไว้คดีเกี่ยวกับสถาบัน การทุจริตคอร์รัปชัน คดีเหล่านี้ไม่รวมอยู่ในข่าย ซึ่งก่อนมีรายงานฉบับนี้ออกมาก็ไม่ได้ไปหารือกับแกนนำกลุ่มต่างๆ ซึ่งแกนนำที่ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับเพื่อจะได้รับการพักโทษก็ไปพิสูจน์ตัวในชั้นศาลได้ เราไม่ได้บังคับ
ขณะที่ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า การปรองดองในชาติเป็นเรื่องที่ควรทำนานแล้ว แต่ที่ผ่านมายังขาดรูปธรรมที่จับต้องได้ ซึ่งเคยเสนอแนวคิดเรื่องปรองดองซัมมิตมาแล้ว โดยให้ผู้มีส่วนได้เสียสำคัญต่างๆ และคู่ขัดแย้งมาเปิดอกคุยกันอย่างเป็นระบบเพื่อหาแนวทางที่เป็นรูปธรรม แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง แต่เมื่อรัฐบาลคิดจะเริ่มทำ ก็ขอให้ทำจริง เพื่อให้เกิดผลจริง แต่ก็มีคำถามฝากถึงรัฐบาล 5 ข้อ คือ
1.รัฐประหารไปร่วมสามปีแล้ว ทำไมเพิ่งมาเริ่มทำเรื่องปรองดอง รัฐบาลจริงจังแค่ไหน เพราะเวลาตามโรดแมปเหลือน้อยแล้ว
2.รัฐบาลเข้าใจเรื่องปรองดองอย่างไร และจะอย่างไรจะให้คู่ขัดแย้งเข้าใจความหมายให้ตรงกัน
3.สาเหตุของความไม่ปรองดองเกิดจากอะไร คนในสังคมเข้าใจตรงกันหรือยัง
4.รัฐบาลจะตั้งกรรมการปรองดอง รัฐบาลควรทำตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวกหรือกรรมการ ไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งเองใช่หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลยึดแนวทางนี้หรือไม่
และ 5.การเลือกปฏิบัติสองมาตรฐาน การไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน การไม่เคารพกฎหมายหรือหลักนิติธรรม ความแตกแยกทางการเมืองในสังคมไทยมีอยู่หรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร
นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองของ สปท.ว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่ไหนๆ จะทำแล้วอย่าแบ่งแยกเลยว่า แกนนำ ชาวบ้าน แต่อะไรที่เป็นมูลเหตุจูงใจมาจากการเมืองที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาร้ายแรง ไม่ควรแค่ลดหย่อนโทษ แต่ควรนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษก็ได้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดี
ส่วนแนวคิด พล.อ.ประวิตร ที่จะเชิญพรรคการเมืองทุกสีเสื้อมาหารือ เป็นแนวคิดที่ดี ความจริงแนวทางปรองดอง ไม่ต้องตั้งกรรมการมาศึกษาอะไรใหม่ รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้สมัยนายคณิต ณ นคร ทำเอาไว้ก็ดีมาก ครบถ้วน คนมาร่วมทำเป็นกรรมการเป็นที่ยอมรับ มีความเป็นกลาง นำมาปรับใช้ได้เลย
“สมัยยุคคอมมิวนิสต์มีการปราบปรามเป็นพันๆ ศพ สุดท้าย พล.อ.เปรมออกคำสั่ง 66/23 ประเทศก็เดินหน้าไปได้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์หรือ พล.อ.ประวิตรจะทำแบบนั้นบ้าง ถ้าทำสำเร็จจะถือเป็นวีรบุรุษ แต่ทั้งหมดต้องเริ่มจากคุณธรรม ให้อภัยกันก่อน” นายสมคิดกล่าว.
เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
