- 12 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th
ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่สมาชิสภานิติติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.จะได้ทำหน้าที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ ให้เป็นไปตามพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเห็นว่าควรปรับเปลี่ยนสาระสำคัญในบางประเด็นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้หลักการในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่...) พุทธศักราช.....ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค. นี้ ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้
มาตรา 1 รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช....”
มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคสามของมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง”
มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสิบเอ็ดของมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบ แล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกันแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ
เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตกไป"
ทั้งนี้หลักการสำคัญที่เป็นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ก็คือการถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสามารถมีพระราชวินิจฉัยอื่น ๆ นอกเหนือจากการกำหนดกรอบกฎหมายแต่เพียงว่าให้ทรงเห็นชอบเพื่อโปรดเกล้าฯหรือไม่เท่านั้น
โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 ตามวรรค 11 ของมาตรา 39/1 ซึ่งเป็นส่วนหลักที่จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสนช.เพื่อแก้ไขมีเนื้อความเดิมเกี่ยวเนื่องดังนี้
1. ก่อนนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลการลงประชามติ ซึ่งเป็นข้อความที่ปรากฏในมาตรา 39/1 วรรค 10
2.ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป เป็นข้อความที่ปรากฏในมาตรา 39/1 วรรค 11
ขณะที่ร่างแก้รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้น ระบุข้อความอันเป็นสาระสำคัญว่า “ เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบเอ็ดแล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น...”
จบประเด็นว่าด้วยสาระของรัฐธรรมนูญที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ชัดเจนว่าไม่มีปมประเด็นซับซ้อน แต่ตรงข้ามต้องถือเป็นความเหมาะควรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว ในการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ควรจะมีพระราชอำนาจในการทรงมีพระราชวินิจฉัยเป็นข้อแนะนำสำหรับร่างกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศ เราจะไปต่อที่ไทม์ไลน์ต่อจากนี้ว่าจะเกิดขึ้นอะไรขึ้นบ้างสำหรับขั้นตอนตามโรดแมป
เริ่มต้นจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามตินั้น ถือเป็นภาระของนายกรัฐมนตรี ที่จะดำเนินการ เพราะในมาตรา 4 ที่ขอแก้ไขมาตรา 39/1 วรรคสิบเอ็ดให้เป็นข้อความใหม่นั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า กรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายใน 90 วัน ให้นายกรัฐมนตรีต้องขอรับพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น
ขณะที่ล่าสุดทางด้าน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ ว่า ภายหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เสร็จเรียบร้อยในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค.นี้
จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการที่นายกรัฐมนตรี ไปรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกลับลงมาภายใน 30 วัน และเมื่อไปรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วจะมีการแต่งตั้ง กรรมการกฤษฎีกาเพื่อดำเนินการยกร่างมาตราที่จะมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทานทันที
โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ 2 อย่าง คือ 1.ยกร่างเฉพาะมาตรา และ 2.ตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทาน โดยเบื้องต้นคณะกรรมการชุดนี้มีจำนวน 8 - 10 คน ส่วนคุณสมบัติจะต้องมีความเชื่อมโยงกับเรื่อง และต้องเป็นกรรมการกฤษฎีกา
ประกอบด้วย ตนเอง (วิษณุ เครืองาม) , นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) , นายอภิชาต สุขัคคานนท์ รองประธาน กรธ. , นายอัชพร จารุจินดา กรธ. , นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) , นายบวรศักด์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ , นายอำพน กิตติอำพน อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี , นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา , ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
ทั้งนี้นายวิษณุยืนยันว่าในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะไม่ถือโอกาสแก้ไขในส่วนอื่น ๆ อาทิเช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพ , แนวนโยบายแห่งรัฐ , คณะรัฐมนตรี , ศาล , การเลือกตั้ง , องค์กร , พรรคการเมือง , ส.ว. ส.ส. หรือแม้แต่บทเฉพาะกาล แต่จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเหตุการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องปรับใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์ เพราะถ้าไม่แก้จะเท่ากับว่าเราใช้หลักกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2475
ส่วนประเด็นว่าด้วยขั้นตอนการดำเนินงานตามโรดแมป นายวิษณุอธิบายว่า ภายหลังจากนายกรัฐมนตรี ขอพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกลับมาแล้ว จะต้องนำกลับมาแก้ไขและนำขึ้นทูลเกล้าฯกลับไปภายใน 30 วัน จากนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในพระราชอำนาจ อีก 90 วัน
โดยกระบวนการดังกล่าวจะแยกจากแนวทางการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 4 ฉบับ ที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้งซึ่งยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเวลาเดิม และตามกรอบการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ
1.การถวายร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใน 90 วัน ก่อนพระราชทานเพื่อประกาศใช้
2.กรธ.ทำกฎหมายลูกให้เสร็จตามกำหนด 240 วัน
3.ส่ง สนช.พิจารณาใน 60 วัน บวกอีก 30 วัน
4.นำขึ้นถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายใน 90 วัน เมื่อทรงพระราชทานลงมาแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 5.คือเข้าสู่การเลือกตั้งใน 150 วัน
ประการสำคัญต้องย้ำกรณีการจัดร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทุกกรณีมีเหตุมีผลตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่นตัวอย่างตามที่นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่าต้องดำเนินการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งคงไม่มีใครอยากเอามาเป็นข้ออ้าง แต่ด้วยเป็นความจริงเรื่องนี้อยู่ในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ หลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นไปตามพระฤกษ์ที่จะมีการกำหนดอีกครั้ง และมิบังควรยิ่งที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแทรกในช่วงเวลานี้
เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
