เลื่อนโรดแมป...!!!ไม่ใช่สืบต่ออำนาจ...แต่เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด...??? (รายละเอียด)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th

ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่สมาชิสภานิติติบัญญัติแห่งชาติ  หรือ สนช.จะได้ทำหน้าที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ซึ่งถือเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ  ให้เป็นไปตามพระราชกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่ทรงเห็นว่าควรปรับเปลี่ยนสาระสำคัญในบางประเด็นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป 

 

ทั้งนี้หลักการในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่...) พุทธศักราช.....ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค. นี้  ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

มาตรา 1 รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช....”

 

มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคสามของมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557  “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง”

 

มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสิบเอ็ดของมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบ แล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกันแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ

เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตกไป"

ทั้งนี้หลักการสำคัญที่เป็นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว  พ.ศ.2557  ก็คือการถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสามารถมีพระราชวินิจฉัยอื่น ๆ นอกเหนือจากการกำหนดกรอบกฎหมายแต่เพียงว่าให้ทรงเห็นชอบเพื่อโปรดเกล้าฯหรือไม่เท่านั้น

 

โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย   (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช 2557  แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)  พุทธศักราช  2559   ตามวรรค  11  ของมาตรา 39/1   ซึ่งเป็นส่วนหลักที่จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสนช.เพื่อแก้ไขมีเนื้อความเดิมเกี่ยวเนื่องดังนี้ 

 1. ก่อนนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลการลงประชามติ  ซึ่งเป็นข้อความที่ปรากฏในมาตรา 39/1 วรรค 10      

2.ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป  เป็นข้อความที่ปรากฏในมาตรา 39/1  วรรค  11 

 

ขณะที่ร่างแก้รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้น   ระบุข้อความอันเป็นสาระสำคัญว่า  “ เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบเอ็ดแล้ว  หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน  ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น...”

 

จบประเด็นว่าด้วยสาระของรัฐธรรมนูญที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข  ชัดเจนว่าไม่มีปมประเด็นซับซ้อน แต่ตรงข้ามต้องถือเป็นความเหมาะควรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว ในการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ควรจะมีพระราชอำนาจในการทรงมีพระราชวินิจฉัยเป็นข้อแนะนำสำหรับร่างกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้กับคนไทยทั้งประเทศ   เราจะไปต่อที่ไทม์ไลน์ต่อจากนี้ว่าจะเกิดขึ้นอะไรขึ้นบ้างสำหรับขั้นตอนตามโรดแมป

เริ่มต้นจาก   นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ   ซึ่งระบุว่า  กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามตินั้น  ถือเป็นภาระของนายกรัฐมนตรี  ที่จะดำเนินการ เพราะในมาตรา 4  ที่ขอแก้ไขมาตรา 39/1 วรรคสิบเอ็ดให้เป็นข้อความใหม่นั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า  กรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายใน 90 วัน    ให้นายกรัฐมนตรีต้องขอรับพระราชทานรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น   

 

ขณะที่ล่าสุดทางด้าน  นายวิษณุ  เครืองาม   รองนายกรัฐมนตรี    ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี   2557    เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ  ว่า   ภายหลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557  เสร็จเรียบร้อยในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค.นี้   

จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการที่นายกรัฐมนตรี ไปรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกลับลงมาภายใน 30 วัน  และเมื่อไปรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วจะมีการแต่งตั้ง กรรมการกฤษฎีกาเพื่อดำเนินการยกร่างมาตราที่จะมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทานทันที

 โดยคณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ 2 อย่าง คือ 1.ยกร่างเฉพาะมาตรา และ 2.ตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อสังเกตพระราชทาน  โดยเบื้องต้นคณะกรรมการชุดนี้มีจำนวน  8 - 10 คน  ส่วนคุณสมบัติจะต้องมีความเชื่อมโยงกับเรื่อง และต้องเป็นกรรมการกฤษฎีกา  

ประกอบด้วย  ตนเอง (วิษณุ  เครืองาม)   ,  นายมีชัย ฤชุพันธุ์  ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) , นายอภิชาต สุขัคคานนท์ รองประธาน กรธ. , นายอัชพร จารุจินดา กรธ. ,  นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  ,  นายบวรศักด์  อุวรรณโณ  อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ,  นายอำพน  กิตติอำพน  อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี , นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา ,  ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์  ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทั้งนี้นายวิษณุยืนยันว่าในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้  จะไม่ถือโอกาสแก้ไขในส่วนอื่น ๆ  อาทิเช่น   เรื่องสิทธิเสรีภาพ  ,  แนวนโยบายแห่งรัฐ  ,  คณะรัฐมนตรี ,  ศาล ,  การเลือกตั้ง ,  องค์กร  , พรรคการเมือง  , ส.ว. ส.ส.  หรือแม้แต่บทเฉพาะกาล    แต่จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเหตุการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องปรับใหม่ให้เข้ากับเหตุการณ์  เพราะถ้าไม่แก้จะเท่ากับว่าเราใช้หลักกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2475

ส่วนประเด็นว่าด้วยขั้นตอนการดำเนินงานตามโรดแมป  นายวิษณุอธิบายว่า  ภายหลังจากนายกรัฐมนตรี  ขอพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติกลับมาแล้ว จะต้องนำกลับมาแก้ไขและนำขึ้นทูลเกล้าฯกลับไปภายใน 30 วัน  จากนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในพระราชอำนาจ อีก  90 วัน

 

โดยกระบวนการดังกล่าวจะแยกจากแนวทางการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 4 ฉบับ ที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้งซึ่งยังคงเป็นไปตามเป้าหมายเวลาเดิม และตามกรอบการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ

1.การถวายร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใน 90 วัน ก่อนพระราชทานเพื่อประกาศใช้

2.กรธ.ทำกฎหมายลูกให้เสร็จตามกำหนด 240 วัน

3.ส่ง สนช.พิจารณาใน 60 วัน บวกอีก 30 วัน

4.นำขึ้นถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ภายใน 90 วัน เมื่อทรงพระราชทานลงมาแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 5.คือเข้าสู่การเลือกตั้งใน 150 วัน

 

ประการสำคัญต้องย้ำกรณีการจัดร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง  ไม่ได้เป็นปัญหาอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทุกกรณีมีเหตุมีผลตามเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป  เช่นตัวอย่างตามที่นายกรัฐมนตรี   ชี้แจงว่าต้องดำเนินการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ  ซึ่งคงไม่มีใครอยากเอามาเป็นข้ออ้าง แต่ด้วยเป็นความจริงเรื่องนี้อยู่ในหัวใจคนไทยทั้งประเทศ หลังจากนั้นก็จะตามมาด้วยพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก  ซึ่งเป็นไปตามพระฤกษ์ที่จะมีการกำหนดอีกครั้ง  และมิบังควรยิ่งที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแทรกในช่วงเวลานี้ 

 

เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์