ด่วนที่สุด!!! บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ มติสนช.เอกฉันท์ 228 เสียงแก้ไขเพิ่มเติมรธน.ฉบับชั่วคราว 2557 หมวดพระมหากษัตริย์ น้อมถวายคืนพระราชอำนาจ

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 228 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง รับหลักการวาระที่ 3 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 หมวดพระมหากษัตริย์

 

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่สมาชิกสภานิติติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ได้ร่วมกันทำหน้าที่พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ   เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป


ก่อนหน้านั้น    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)   ได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวในเชิงตำหนิการเสนอข่าวของสื่อมวลชนว่า   “เรื่องสำคัญผมต้องขอเรียนกับสื่อมวลชนว่า อย่าไปเสนอข่าวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมอ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจ  ไปลงข่าวว่าทรงรับสั่งแก้ไข มีที่ไหน ผมพูดหรือ เขียนข่าวแบบนี้มันเสียหาย เข้าใจหรือเปล่า ไปเขียนเอามันได้อย่างไร ไปเปิดดูก็แล้วกัน ผมบอกว่า ผมรับหนังสือลงมา แล้วไปเขียนได้อย่างไรว่าทรงรับสั่งให้แก้ไข มันไม่ใช่ การทำงานรัฐบาลก็ทำงาน ส่วนข้างบนก็มีคณะทำงานส่วนพระองค์ท่าน เขาพิจารณาแล้วนำขึ้นถวายพระองค์ท่าน และส่งกลับลงมาก็เท่านั้น ผมก็ดำเนินการตามนั้น พยายามจะเอามาเกี่ยวกันอยู่ได้ เสร็จแล้วก็เป็นประเด็นให้คนนำมาบิดเบือน ขอร้องก็แล้วกัน รู้จักบ้างว่าอะไรมันตรงไหน ...  เห็นหรือไม่ สื่อต่างประเทศเขาไปนำเสนอเสียหาย"


"ผมพูดว่า ท่านทรงรับสั่ง การรับสั่งดังกล่าวนั้นหมายถึงการรับสั่งผ่านองคมนตรี ไม่ใช่รับสั่งลงมา ไปลงข่าวได้อย่างไร มันเสียหาย" จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้เดินกลับขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้าทันที.

 

ทั้งนี้หลักการในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่...) พุทธศักราช.....ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.ในวันศุกร์ที่ 13 ม.ค. นี้ ประกอบด้วยรายละเอียดดังนี้

มาตรา 1 รัฐธรรมนูญฉบับนี้เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช....”


มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นวรรคสามของมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง”


มาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสิบเอ็ดของมาตรา 39/1 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน


“เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบ แล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น และแก้ไขเพิ่มเติมคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกันแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายใหม่ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับพระราชทานคืนมาตามที่ขอ


เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นอันตกไป"

 

ทั้งนี้หลักการสำคัญที่เป็นแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ก็คือการถวายคืนพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสามารถมีพระราชวินิจฉัยอื่น ๆ นอกเหนือจากการกำหนดกรอบกฎหมายแต่เพียงว่าให้ทรงเห็นชอบเพื่อโปรดเกล้าฯหรือไม่เท่านั้น ??


โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 ตามวรรค 11 ของมาตรา 39/1 ซึ่งเป็นส่วนหลักที่จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของสนช.เพื่อแก้ไขมีเนื้อความเดิมเกี่ยวเนื่องดังนี้

1. ก่อนนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลการลงประชามติ ซึ่งเป็นข้อความที่ปรากฏในมาตรา 39/1 วรรค 10


2.ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญและพระราชทานคืนมา หรือเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป เป็นข้อความที่ปรากฏในมาตรา 39/1 วรรค 11


ขณะที่ร่างแก้รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่นั้น ระบุข้อความอันเป็นสาระสำคัญว่า “ เมื่อนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายตามวรรคเก้าประกอบกับวรรคสิบเอ็ดแล้ว หากมีกรณีที่พระมหากษัตริย์พระราชทานข้อสังเกตว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อความใดภายในเก้าสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีขอรับพระราชทานร่างรัฐธรรมนูญนั้นคืนมา เพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมเฉพาะประเด็นตามข้อสังเกตนั้น...”

 

ด้วยเหตุผลทั้งปวงว่าด้วยสาระของรัฐธรรมนูญที่จะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ชัดเจนว่าไม่มีปมประเด็นซับซ้อน แต่ตรงข้ามต้องถือเป็นความเหมาะควรที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นานมาแล้ว ในการที่สถาบันพระมหากษัตริย์ควรจะมีพระราชอำนาจในการทรงมีพระราชวินิจฉัยเป็นข้อแนะนำสำหรับร่างกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้กับคนไทยทุกคนโดยความเท่าเทียม   เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงพะราชอำนาจใต้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ที่มีสิทธิ์ยื่นขอแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้  และโดยบทบัญญัติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้เป็นไปเฉพาะภายในหมวดพระมหากษัตริย์เท่านั้น


ขณะที่นับแต่เริ่มต้นระบอบประชาธิปไตย  กฎหมายสูงสุดของประเทศทั้งหมดเป็นแนวทางที่คณะผู้ร่างเป็นฝ่ายดำเนินการทั้งสิ้น  นับแต่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช  2475    เขียนหมวดมหากษัตริย์ไว้ 5 มาตรา  ประกอบด้วย


 มาตรา  3  กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดีคําวินิจฉัยของศาลก็ดีการอื่นๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะก็ดีจะต้องกระทําในนามของกษัตริย์


มาตรา 4  ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศคือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวการสืบมฤดกให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร


มาตรา  5 ถ้ากษัตริย์มีเหตุจําเป็นชั่วคราวที่จะทําหน้าที่ไม่ได้หรือไม่อยู่ในพระนครให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิ


มาตรา 6 กษัตริย์จะถูกฟ้อองร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย


มาตรา 7 การกระทําใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วยโดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้  มิฉะนั้นเป็นโมฆะ


หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ  พุทธศักราช  2540    ที่อ้างอิงว่ามีความสมบูรณ์และเป็นต้นแบบเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน   ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่คณะผู้ร่างจัดทำขึ้นแล้วทูลเกล้าถวายเพื่อทรงพระราชวินิจฉัยจะโปรดเกล้าฯหรือไม่   แต่ไม่มีบทบัญญัติใดที่เป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่า  สามารถให้สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยส่วนพระองค์เพื่อการแก้ไข     แม้กระทั่งหมวดพระราชอำนาจที่ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 8  ถึงมาตรา  25 ของรัฐธรรมนูญ  พุทธศักราช  2540   ด้วยอาจเห็นว่าเป็นราชประเพณีปฏิบัติที่นำสืบต่อมาเท่านั้น   ...


ด้วยเหตุนี้กับปรากฎการณ์ของการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่...)  พุทธศักราช.....จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย


เรียบเรียง บุญชัย