สนช.มีมติเห็นชอบแก้ไขร่างรธน.ชั่วคราว 3 วาระรวด ปลดล็อคปมผู้สำเร็จราชการฯ

ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th



วันนี้ ( 13 ม.ค.)   ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.10 น.  มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่...)พ.ศ..... ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็นผู้เสนอมา โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม เป็นตัวแทนครม.และสนช. ชี้แจงเหตุผลการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)ปี 2557 ต่อที่ประชุม

นายวิษณุชี้แจงว่า   การแก้ไขครั้งนี้ มีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2557 ใน 2 ประเด็นคือ 1.การเพิ่มข้อความใหม่ในวรรคสาม ของมาตรา 2 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว  เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในบางกรณี   2.การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 39/1 วรรคสิบเอ็ด เกี่ยวกับการให้อำนาจนายกรัฐมนตรีขอพระราชทานนำร่างรัฐธรรมนูญที่ทูลเกล้าฯ กลับมาปรับปรุงแก้ไขในบางประเด็นอีกครั้งหนึ่ง  และนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายใหม่ภายในเวลาที่กำหนด  ทั้งนี้นายกฯ ได้นำร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ ขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.59 โดยอยู่ระหว่างในพระราชอำนาจที่ทรงพิจารณา ภายใน 90 วัน  แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว สำนักราชเลขาธิการแจ้งมายังรัฐบาลว่า  มีข้อสังเกตบางประการ สมควรที่รัฐบาลจะรับไปดำเนินการ  เมื่อรัฐบาลพิจารณาข้อสังเกตร่วมกับคสช .แล้ว เห็นเป็นข้อสังเกตที่สมควรจะดำเนินการในขณะนี้  หากผัดผ่อนรอดำเนินการ ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วค่อยแก้ไข  แม้กลไกทางกฎหมายจะทำได้ แต่จะเกิดปัญหายุ่งยาก  เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญกลายเป็นกฎหมายแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมบางข้อความ บางมาตรา หรือบางหมวด จะต้องนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติ  จะเป็นภาระผูกพันต่อไปอีกยืดยาว  และกระทบต่อเรื่องอื่น ๆ ตามมาหลายเรื่อง แต่หากสามารถปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสิ้นขณะนี้ และนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงพิจารณาใหม่  น่าจะเป็นการชอบด้วยวิธีปฏิบัติทั้งปวง  จะเป็นการเหมาะสม ไม่เกิดความยุ่งยากขึ้น

 

นายวิษณุ  กล่าวว่า ส่วนที่มีผู้คิดว่า ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว การจะขอรับพระราชทานกลับมาแก้ไขจะชอบด้วยเหตุผลประการใด ขอเรียนว่า  เมื่อรัฐบาลนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ แล้ว จะอยู่ในพระราชอำนาจ ในฐานะองค์พระประมุข ที่จะทรงลงพระปรมาภิไธยรัฐธรรมนูญ  และเป็นที่ทราบทั่วไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญหรือร่างพ.ร.บ.ใดที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่ทรงพิจารณา  หากไม่ทรงเห็นชอบด้วย ก็พระราชทานกลับคืนทั้งฉบับ  ดังที่เกิดมาแล้วในอดีต เช่น สมัยรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 โดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย  ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะดำเนินการต่อไปอย่างไร  ดังนั้นรัฐบาลและคสช.จึงเห็นควรทำในบัดนี้ให้ถูกต้องและถูกกฎหมาย โดยถือว่า ทั้งหมดอยู่ในชั้นการใช้พระราชอำนาจคือ การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี2557 ให้นายกฯขอพระราชทานนำกลับคืนมาแก้ไข  เพื่อให้เกิดความชอบธรรมที่จะขอกลับมาปรับปรุงแก้ไข ที่จะต้องมีขั้นตอนรอบคอบรัดกุม
         

จากนั้นสมาชิกสนช. ได้อภิปรายสนับสนุนหลักการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และลงมติรับหลักการวาระแรก โดยการขานชื่อเป็นรายบุคคลด้วยคะแนน 229  งดออกเสียง 3 และที่ประชุมได้ตั้งกรรมาธิการเต็มสภา เพื่อพิจารณาวาระที่ 2 เรียงตามมาตรา ซึ่งร่างดังกล่าวมีจำนวนทั้งหมด 4 มาตรา โดยนายวิษณุแจ้งว่า ครม.และคสช.จะขอปรับปรุงถ้อยคำในมาตรา 3 ให้เกิดความชัดเจนขึ้น  จากเดิมระบุเพียงว่า "ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง”  เพิ่มเติมข้อความท้ายว่า " มิให้นำความในมาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช 2550 มาใช้บังคับ"  ทั้งนี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการ

 

นอกจากนั้น ครม.และคสช. ยังได้ขอปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำในมาตรา 4 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและปฏิบัติได้จริง โดยเพิ่มถ้อยคำจากเดิมที่ระบุว่า  "ให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงทำประชามติตามข้อสังเกตที่พระมหากษัตริย์พระราชทาน" เป็น " ให้สามารถแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการออกเสียงทำประชามติตามข้อสังเกตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานและประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกันได้"  จากนั้นที่ประชุมสนช.ลงมติในวาระ 3 ด้วยการขานชื่อรายบุคคล  เห็นชอบคะแนน 228 งดออกเสียง 3 ปิดประชุมในเวลา 12.50 น. โดยใช้เวลาพิจารณาทั้งสิ้น  2 ชั่วโมง 40 นาที


วิทย์ณเมธา  สำนักข่าวทีนิวส์