- 14 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th
ถือเป็นภารกิจใหญ่ที่สุดของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคสช. ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นผลรูปธรรม ทั้งด้วยความคาดหวังจากคนในชาติที่คงไม่อาจหาได้จากนักการเมืองในระบบเลือกตั้ง และเพื่อให้อนาคตของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
โดยก่อนหน้านี้ทางด้านพล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดถึงแนวทางปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ว่า จะเป็นครั้งแรกของการทำงานภายใต้ชุดทำงานที่เรียกว่าคณะกรรมการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ (ปยป.) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมถึงแม่น้ำ 5 สาย ในเรื่องการขับเคลื่อนต่าง ๆ เพื่อเป็นการจัดทำโครงสร้าง จึงถือได้ว่าแผนยุทธศาสตร์นี้จะเป็นอนาคตของไทยในการทำให้ประเทศเดินหน้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นภายใน 15 ปี
ประเด็นสำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดถึงการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งแผนการทำเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้ที่ดินของประชาชน และเอกชน พร้อมนำเอาสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือปราชญ์ชาวบ้านเข้าไปดูแล เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ เพราะหากเกษตรกรแย่งกันทำก็จะล้มเหลว ซึ่งรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาให้เกิดความยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะเวลาสั้น หรือ แค่ทำการชดเชยหรือเยียวยาเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
รวมถึงมีความจำเป็นต้องสร้างกระบวนการรับรู้ให้คนไทยและต่างประเทศรับรู้ว่า ไทยกำลังเดินหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้เกิดความร่วมมือและได้รับประโยชน์ในอนาคต โดยรัฐบาลจะดูแลประชาชนและไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน จึงขออย่ากังวล แม้ว่าทุกอย่างมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่สามารถใช้กฎหมายและกติกาเดิม ในการเดินหน้าประเทศต่อไปได้ในขณะที่โลกมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้พูดถึงความสำคัญของคณะกรรมกาคณะกรรมการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ (ปยป.) ด้วยว่าคณะกรรมการชุดนี้ถือเป็นชุดที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในเวลานี้ และถือเป็นคณะที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของประเทศในทุกด้าน เนื่องจากได้หารือกันมาหลายครั้งแล้ว ดังนั้นทุกคนจะต้องเร่งจัดทุกอย่างให้อยู่ในกรอบและสร้างการรับรู้ เพื่อให้สังคมเข้าใจ นำไปสู่แนวทางที่จะเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในอนาคต ที่ผ่านมาได้ทำอะไรหลายอย่างมาตลอด 3 ปี และอะไรที่ควรทำให้ได้ใน 1 ปี ต่อจากนี้ให้สำเร็จที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนเปรียบคณะกรรมการชุดนี้เหมือนกล่องที่ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เปรียบข้าราชการเป็นกลไกของรถ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า
แน่นอนว่าเมื่อพล.อ.ประยุทธ์พูดถึง คณะกรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ (ปยป.) ขนาดนี้ก็ต้องแยกย่อยว่าคณะกรรมการชุดนี้คืออะไร มีหน้าที่สำคัญ ๆ อะไรบ้าง
โดยเป็นทางด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้คำอธิบายว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ มีหน้าที่สำคัญด้วยกัน 3 ส่วนที่ต้องเดินหน้าไปด้วยกัน คือ 1.การปฏิรูป 2. ยุทธศาสตร์ ปรองดอง รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 การปฏิรูปประเทศ และนโยบายที่สำคัญๆ ของรัฐบาล
ทั้งนี้ในเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยมีตนเป็นเลขานุการ และยังมีการแบ่งเป็นอีก 4 กรรมการย่อย ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 2. คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3. คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ 4. คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์
โดยทั้ง 4 กรรมการจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นดูแลกำกับด้วยตัวเองทุกชุด ขณะที่กรรมการ 3 ชุดแรกจะมีรองนายกรัฐมนตรี, ประธาน สนช., รองประธาน สนช.1 คน และประธาน สปท., รองประธาน สปท.อีก 1 คน ร่วมเป็นกรรมการด้วย
ขณะที่ในส่วนของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองจะมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กำกับดูแล ซึ่งการประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการนั้นกำลังพิจารณาจะใช้มาตรา 44 หรือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี
ส่วนเรื่องการปฏิรูปจะมีด้วยกัน 37 วาระสำคัญ และจะนำแนวทางการปฏิรูปทั้งของ สปท., สปช., สนช., ครม. และ คสช.มากลั่นกรองจัดลำดับ และดูว่าปีนี้สามารถปฏิรูปอะไรได้บ้าง ซึ่งการปฏิรูปในส่วนของกฎหมายมี 41 ฉบับที่พล.อ.ประยุทธ์ให้ความสำคัญเร่งรัด และมีกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอีก 59 ฉบับ ที่มี 17 ฉบับที่เกี่ยวกับการปฏิรูป ที่จะต้องขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูป โดยทั้งหมดนี้ต้องสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
นอกจากนี้ยังจะมีการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU) เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายสำคัญของประเทศ พร้อมผลักดันการทำงานของกรรมการทั้ง 4 ชุด พร้อมกันนี้จะดึงทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนแผนงานต่าง ๆ ไปพร้อมกันด้วย
พอได้ยินคำว่าจะมีการดึงภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม แน่นอนว่าหลายคนนึกไปถึงองค์กรยักษ์ใหญ่อย่างเครือซีพีขึ้นมาทันที เพราะก่อนหน้าทางด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็คือหนึ่งในคีย์แมนที่ภาครัฐเชิญมาเป็นหัวหน้าทีมพลังประชารัฐ ทั้ง ๆ ที่พื้นฐานทางธุรกิจของเครือซีพี คือกลไกการสร้างผลประโยชนน์จากภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก และที่สำคัญในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลายนโยบายที่เรียกว่าประชานิยม ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างออกนอกหน้าจากกลุ่มเครือซีพี
ยกตัวอย่าง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ก็เคยออกมาสรรเสริญเยินยอโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เช่นกัน แม้ว่าหลายฝ่ายจะส่งสัญญาณเตือนว่าการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดในราคา 15,000 ต่อตันจะนำมาซึ่งหายนะของประเทศ ???
โดยครั้งหนึ่ง นายธนินทร์ ได้กล่าวบรรยายแนวคิดด้านเศรษฐกิจ แก่คณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ( กันยายน-ตุลาคม 2554) ความตอนหนึ่งว่า “ รัฐบาลที่มีความสามารถจะต้องดูว่า การทำให้คนจนมีรายได้มากขึ้นต้องทำอย่างไร ไม่ใช่ไปควบคุมราคาสินค้า ซึ่งคือการเอาเงินของคนจนที่เป็นเกษตรกรมาชดเชยให้กับคนจนในเมือง ท้ายที่สุดทุกคนก็ยังจนเท่ากัน เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลจะหารายได้จากที่ไหนมาใช้จ่าย มาขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ เพราะแม้แต่สหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ใช้ ทฤษฎีสองต่ำ คือ ราคาสินค้าถูก ค่าแรงต่ำ ทำมาแล้วก็อยู่ไม่ได้”
สิ่งสำคัญก็คือ นายธนินท์ ระบุถึงนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วยว่า “ ตนเห็นว่าคนที่ออกมาคัดค้านโครงการรับจำนำ โดยให้เหตุผลว่าราคาข้าวไทยในตลาดโลกจะสูงขึ้น แล้วถูกประเทศเวียดนามแย่งขายข้าวนั้น คนที่พูดอย่างนี้ พูดอย่างไม่เข้าใจ เพราะเวียดนามขายข้าวเพียงปีละ 4-5 ล้านตันเท่านั้น ส่วนไทยขายได้มากถึงปีละประมาณ 10 ล้านตัน ดังนั้นต่อให้ไทยขายข้าวในราคาถูก เวียดนามก็จะขายในราคาถูกกว่า แต่ไทยต้องมีข้าวเก็บในสต็อกอย่างน้อย 4 เดือน เพื่อป้องกันการขาดตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างไซโลเก็บข้าวอย่างดีไว้จำนวน 5 ล้านตัน ใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท แต่มีมูลค่าข้าวกว่า 1 แสนล้านบาท แล้วจ้างคนมาดูแลโดยไม่ต้องใช้ข้าราชการ ให้บริษัทเซอร์เวเยอร์เข้ามาช่วย แล้วให้ธนาคารเป็นผู้รับรอง ... ผมยืนยันเลยว่าถ้าทำได้แบบนี้ แล้วไม่มีใครกล้าเอา ผมเอาเอง"
ประเด็นคำถามตามมาก็คือข้อพิสูจน์ว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นผลดีต่อประเทศไทยจริงหรือไม่ ข้าวไทยถูกขายส่งออกในราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทำรายได้กลับคืนสู่ประเทศจริงหรือไม่ ??
เพราะมีข้อเท็จจริงว่าหลังจากนั้นประมาณ 2 ปี (ตุลาคม 2556) สื่อมวลชนเริ่มมีการนำเสนอคำสัมภาษณ์ของนายธนินท์ เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่ามุมมองต่อโครงการรับจำนำข้าวจะเป็นคนละแนวทางความคิดกับสิ่งที่เคยนำเสนอไว้ก่อนหน้า เพราะเป็นการยอมรับถึงผลการขาดทุนที่เกิดขึ้นกับนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด พร้อมออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขโดยเร็ว !!!
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ฝากคำแนะนำไปถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใน 2 แนวทางแก้ไข คือ 1. กำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องปรับลดการผลิตลง ซึ่งต้องรีบดำเนินการ และ 2. นำข้าวในสต็อกรัฐที่มีปัจจุบันออกมาขายให้จีน โดยไม่ควรนำออกมาระบายในตลาด
"ไม่มีประเทศไหนที่เขาจะไม่ช่วยเกษตรกร ซึ่งเราจะต้องช่วยให้ชาวนามีรายได้ดี ไม่ใช่เราไปแข่งเป็นที่ 1 ของตลาดข้าวโลก เราควรแข่งเป็นที่หนึ่งให้เกษตรกรมีความร่ำรวยดีกว่า โดยเชื่อว่าทั้ง 2 วิธีจะช่วยลดผลขาดทุนได้แน่ และจะมีกำไรด้วยซ้ำถ้ารัฐบาลทำเป็น เพราะเมื่อไทยขายข้าวออกไปมาก ผลผลิตในสต็อกก็ลดลง หรือการนำข้าวไปแลกรถไฟฟ้ากับจีน ผลผลิตข้าวในตลาดลดลง ขาดตลาด ราคาข้าวจะสูงขึ้น"
นายธนินท์ ระบุด้วยว่า แนวทางแรกรัฐต้องเอาเงินไปจ้างเกษตรกรในพื้นที่ที่มีผลผลิตข้าวต่ำให้ลดการปลูกข้าวลง และหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน โดยการจ่ายเงินให้เกษตรกร เช่น ในอัตราไร่ละ 1,500 บาท โดยควรลดพื้นที่การปลูกข้าวลงให้ได้ 30% แนวทางนี้รัฐบาลจะได้ไม่ต้องมาเก็บสต็อกข้าว และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบริการจัดการสต็อกข้าวลงได้อีก
ส่วนการจัดการข้าวในสต็อกรัฐบาล หรือข้าวเก็บเก่านั้น ให้นำมาออกมาขายถูกให้แก่จีน เพื่อไปทำเป็นเอทานอล และอย่านำข้าวในสต็อกออกมาขายในตลาด เพราะถ้าทำเช่นนั้นก็จะทำให้ข้าวล้นตลาดอีก เมื่อทุกคนรู้ว่าประเทศไทยมีข้าวล้นเขาก็จะไม่ซื้อ หรือจะเป็นข้าวและรถไฟก็ได้
"คนจีนถ้าเขากินข้าวมากขึ้นคนละ 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวที่ไทยจะขายให้ก็ยังไม่พอด้วยซ้ำ และถ้าเขาซื้อสินค้าใดก็ตามเมื่อไร สินค้านั้นจะมีราคาสูงขึ้นแน่นอน ซึ่งคงต้องมีคนที่มีหัวทางธุรกิจเข้าไปช่วยเหลือรัฐบาล"
ในตอนท้าย นายธนินท์ ระบุว่า การดำเนินโครงการยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นที่ผ่านมา เราทำช้าไป และเมื่อทำก็เจออุปสรรค อย่างแรกคืออินเดีย จากที่ไม่เคยมีข้าวออกมาขายมาก่อน เขาก็เอามาขาย ซึ่งเมื่อใดที่ไทยมีน้ำมาก อย่างที่เกิดเหตุน้ำท่วม ทางอินเดียจะมีผลผลิตที่ดีมาก อย่างในประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ค่าเงินของอินเดียก็ลดลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาขายถูกก็เท่ากับกำไรมาก ขณะที่ข้าวไทยนอกจากจะมีราคาสูงขึ้นแล้วยังเจอเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าอีกด้วย ส่วนเวียดนามค่าเงินก็ลดลงไปมากเช่นกัน ทำให้เขาขายของในราคาถูก ....”
จากกรณีเรื่องค่าแรง และประเด็นความคิดเรื่องการรับจำนำข้าว คงพอมองเห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นจากหลักการและแนวคิดของผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ต้องตั้งหลักให้ดี..
เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
