"จตุพร" ป่วยหนัก หยุดบทบาทชั่วคราว จับตาตำแหน่งประธาน นปช. คนต่อไปว่าจะเป็นใคร เมื่อมีคดีติดตัวกันเป็นแถว ๆ (รายละเอียด)

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม : www.tnews.co.th

กลับมาประจำการทำหน้าที่ทางเฟจบุ๊กไลฟ์เหมือนเดิม   สำหรับนายจตุพร  พรหมพันธุ์    จำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.2542/2553   ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ1เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องในความผิดฐานร่วมกับแกนนำ นปช.รวม 24 คน กระทำผิดคดีก่อการร้าย    ภายหลังจากศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว  เพราะมีพฤติการณ์กระทำผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาล

 

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าการกลับมาเฟสบุ๊กไลฟ์ของนายจตุพร  จะยังสามารถเรียกว่าเป็นการทำหน้าที่ประธานนปช.ได้อย่างเต็มปากหรือไม่  เพราะเจ้าตัวเลือกจะสื่อต่อสาธารณะเองว่ามีความจำเป็นต้องใช้เวลารักษาตัว  เพราะการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  ทางการแพทน์ระบุว่า  เชื้อที่ลุกลามเข้าไปอาจนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งได้

ประเด็นสำคัญที่ต้องย้ำก็คือ นายจตุพรบอกว่าเมื่อศาลให้โอกาสอีกครั้ง และกำชับย้ำในคำสั่งว่าจะให้โอกาสอีกเพียงครั้งเดียวนั้น ก็จะใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด ส่วนเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนั้น  จะมอบหมายให้กับ นปช.ส่วนอื่นๆ ได้ทำหน้าที่ไปในระหว่างนี้  

 

ซึ่งแน่นอนว่าด้วยคำพูดสื่อสารในลักษณะดังกล่าว  ทำให้มีการนำไปแปลความว่านายจตุพรการทำหน้าที่ประธานนปช.หรือไม่อย่างไร  และทิศทางนปช.ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร

 

อย่างไรก็ตามกับการเดินหน้าเฟสไลฟ์   ในภารกิจระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม   ก็ทำให้เกิดหลายประเด็นข้อสงสัยว่า ก่อนหน้าที่นายจตุพรบอกว่าจะมอบหมายให้นปช.ส่วนอื่นทำหน้าที่ติดตามปัญหาความเดือดร้อนประชาชนคืออะไร   และทำไมสุดท้ายภารกิจนี้จึงย้อนกลับมาเป็นความรับผิดชอบของนายจตุพร   ซึ่งอ้างว่าต้องพักรักษาตัวและใช้คำพูดเสมือนว่ามีเจตนาจะหยุดการทำหน้าที่ประธานนปช.เป็นการชั่วคราว

 

ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลจุดเริ่มต้นของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ   หรือ นปช.   โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นการแปรสภาพมาจาก    แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ   หรือ นปก.  ซึ่งรวมตัวก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2550  และมีวัตถุประสงค์สำคัญในการ  ต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ. 2549 และขับไล่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กับ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี   แต่ไม่นานนักก็ยุติการชุมนุมเมื่อ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2550   หลังจากที่พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร

 

แต่พอเปลี่ยนยุคสมัยรัฐบาลจากพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มแนวแนวร่วมนปช.ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง   โดยเฉพาะการจัดชุมนุมเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2552  จนเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2552    หรือที่หลายคนเรียกสงกรานต์เลือด  เพราะมีการปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศ  ให้ออกมารวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และมีการพาดพิงไปถึงองคมนตรี ว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร  2549   โดยนายทักษิณ ชินวัตร  และแกนนำนปช.ที่มีนายวีระ มุกสิกพงศ์  ทำหน้าที่เป็นประธานนปช. 

 

ส่วนโครงสร้างที่เรียกว่าแกนนำประกอบด้วย

  • มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ - ที่ปรึกษา
  • วีระ มุสิกพงศ์ – ประธาน นปช.
  • ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ - เลขาธิการและโฆษก
  • จตุพร พรหมพันธุ์ - กรรมการ
  • นายแพทย์เหวง โตจิราการ - กรรมการ
  • ชินวัฒน์ หาบุญพาด - กรรมการ
  • อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง - กรรมการ
  • พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล – กรรมการ

 

แต่โครงสร้างดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง  เมื่อแนวร่วมนปช.เคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งในปี 2553   เพื่อยกระดับขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ   โดยการใช้พื้นที่แยกราชประสงค์เป็นศูนย์กลางการชุมนุม และมีการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มขบวนการติดอาวุธออกสร้างความวุ่นวายไปทั่วกรุงเทพฯ  จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ  เสียชีวิต   ไม่เว้นแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง    จนทหารต้องออกปฏิบัติการหยุดยั้งความรุนแรงที่กำลังขยายวงกว้าง

ส่งผลทำให้แกนนำอย่างคนสำคัญ  ๆ     อย่างนายวีระ  มุสิกพงศ์   นายจตุพร พรหมพันธุ์    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  ฯลฯ  เลือกยุติการชุมนุมแล้วเข้ามอบตัว  หลังจากสถานการณ์การชุมนุมสุกงอมเต็มที่เพราะมีการปลุกระดมให้เกิดความคิดรุนแรงถึงขั้นเผาบ้านเผาเมือง

 

และการเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นก็ทำให้ตำแหน่งรักษาการประธานนปช.  ตกมาอยู่ที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ์    ซึ่งขณะนั้นมีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวความคิดทางการเมือง หรือ การต่อสู้ทางชนชั้นกับมวลชนคนเสื้อแดงผ่านโรงเรียนนปช.

 

แต่ก็ทำหน้าที่ได้ระยะหนึ่ง  เพราะเมื่อสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ของ นายจตุพร สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106(4) ประกอบกับมาตรา 101(3)  รวมถึงสิ้นสุดความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2555   นายจตุพรก็ย้อนเข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานนปช.ต่อจากนางธิดา ถาวรเศรษฐ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังเป็นที่สงสัยว่านายจตุพรยังจะทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่  และที่อ้างว่าต้องการพักรักษาตัวเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน  ที่สำคัญถ้าไม่ใช่นายจตุพร แล้วจะเป็นใคร  ???

ขณะที่โดยคร่าว ๆ  คดีที่เกี่ยวเนื่องกับนายจตุพร และอยู่ในขั้นตอนทางศาลยุติธรรม ประกอบด้วยอาทิเช่น

 

คดีก่อการร้าย และฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ระบุไว้ ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หมายเลขดำที่ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์

 

คดีดักฟังโทรศัพท์ หมายเลขดำที่ อ.177/2551 กรณีที่จำเลยทั้งสามคือจตุพร, จักรภพ เพ็ญแข และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ร่วมกันนำข้อความการสนทนาทางโทรศัพท์  ระหว่าง พลตำรวจตรี พีรพันธุ์ เปรมภูติ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี    กับวิรัช ชินวินิจกุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา และไพโรจน์  นวานุช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกาขณะนั้น ไปเปิดบนเวทีปราศรัยของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ โดยศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2557 จำคุก 2 ปี ปรับ 4หมื่น รอลงอาญา 2 ปี  คดีอยู่ระหว่างฎีกา

 

คดีหมายเลขดำที่ อ.4176/2552 ที่อภิสิทธิ์เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องจตุพรเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ 332 กรณีเมื่อวันที่ 11 และ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552 จตุพรกล่าวปราศรัย ในการชุมนุมของ นปช.และเสื้อแดง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและทำเนียบรัฐบาล กล่าวหาว่าโจทก์ยึดพระราชอำนาจ ด้วยการเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ ต่อฎีกาพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทาง นปช.รวบรวมรายชื่อคนเสื้อแดงขึ้นทูลเกล้าฯ และกล่าวหาโจทก์เป็นฆาตกร อาชญากร สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธปืนสงครามสังหารประชาชน และสร้างสถานการณ์จลาจล ที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ย่านนางเลิ้ง และถนนเพชรบุรีซอย 5 และซอย 7 ช่วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2552 รวมถึงเหตุการณ์จลาจล ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองพัทยา  

โดยศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2558 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปีโดยไม่รอการลงโทษ  และศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2559 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

 

คดีหมายเลขดำ อ.2799/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร และ นายศราวุธ หลงเส็ง ผู้ร่วมชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยมีอาวุธและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในการปฏิบัติตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรค 2, 215, 216 ซึ่งยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

 

ส่วนแกนนำนปช.ที่มีการระบุว่าเป็น  คณะทำงานรับผิดชอบกิจกรรมมวลชนคนเสื้อแดง นอกเหนือจากนายจตุพร พรหมพันธุ์   ก็ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. , นายวรชัย เหมะ รองประธาน นปช.   , นายสมหวัง อัสราษี รองประธาน นปช.  , นายนิสิต สินธุไพร ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน ระดับกรรมการจังหวัดทั่วประเทศ หรือโรงเรียน นปช. ,นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์   ,  นายสมชาย ไพบูลย์   นาย สรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน  และนาย แกนนำ  ธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ  ทำหน้าที่เป็นโฆษกนปช.

 

โดยทั้งหมดแล้วจะว่าไปแล้วต้องยอมรับว่า  นายณัฐฒิถือเป็นแกนนำนปช.ที่มีบทบาทมากที่สุดและทำงานร่วมกับนายจตุพร  พรหมพันธุ์ มาอย่างยาวนาน   ซึ่งคนเสื้อแดงน่าจะยอมรับได้ในการทำหน้าที่เป็นประธานนปช.ถ้านายจตุพรป่วยจริงและต้องการหยุดพักรักษาตัว  แต่ขณะเดียวกันกับนายณัฐวุฒิเองก็มีคดีความติดตัวไม่น้อยไปกว่านายจตุพร

 

อาทิ    คดีที่ถูกอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-19 ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน, มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก, ร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุม ณ ที่ใดตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปในท้องที่ผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

 

หรือล่าสุดที่อยู่ในขั้นตอนรอคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าจะรับคำร้องขอฎีกาหรือไม่   สำหรับคดีหมายเลขดำ อ.3531/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนพรุจหรือนพรุฒ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 , นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน , นายวันชัย นาพุทธา , นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ,  นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท  อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  และ  นพ.เหวง โตจิราการ  อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เป็นจำเลยที่ 1-7 มั่วสุมกันตั้งแต่  10  คนขึ้นไป  ใช้กำลังประทุษร้าย  ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

 

และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ ตามมาตรา 138 วรรคสอง ให้จำคุกคนละ 1 ปี และมีความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 215 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, มาตรา 216 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียว แต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 215 วรรคสาม 1 กระทง ให้จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 4-7 คนละ 2 ปี 8 เดือน นอกเหนือจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งในส่วนของนายนพรุจ จำเลยที่ 1 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน

 

เรียบเรียงโดย วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์

 

ที่มา : Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์