เลิกกิน !!! สรรพสามิตจ่อขึ้นภาษี "ชาเขียว-กาแฟสำเร็จรูป" ขณะผู้ประกอบการมีแนวโน้มผลักภาระให้ผู้บริโภค!!!

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

วันนี้ (16 ม.ค. 60) นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังทบทวนการจัดเก็บภาษีตัวใหม่ ที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 3-4 รายการสินค้าที่เคยศึกษาไว้แล้วในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มการจัดเก็บรายได้ตามนโยบายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

สำหรับภาษีที่ส่งผลกระทบกับสุขภาพที่เคยศึกษาการเก็บภาษีเครื่องดื่มชาเขียว และ กาแฟชงสำเร็จรูป ซึ่งมีความหวานไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ อีกทั้งกฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ที่กำลังมีผลบังคับใช้ จะมีการเก็บภาษีเครื่องดื่มใหม่ ที่คิดภาษี ทั้งด้านราคาและปริมาณความหวาน โดยภาระภาษีด้านไหนมากกว่ากัน ก็ให้เก็บด้านนั้น ซึ่งจะช่วยลดปริมาณความหวานในเครื่องดื่มดังกล่าวได้ระดับหนึ่ง

"ที่ผ่านมา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เครื่องดื่มชาเขียว และกาแฟสำเร็จรูป ได้รับการยกเว้น โดยมีเหตุผลว่าเพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร ผู้ประกอบการซื้อใบชา และเมล็ดกาแฟจากเกษตรกร แต่จากการศึกษาข้อมูลพบว่ามีส่วนผสมจากวัสดุทางการเกษตรน้อย "

"ส่วนการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม จะทบทวนการเก็บภาษีสรรพสามิตบรรจุภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นทั้งหมด เนื่องจากกระทบกับสิ่งแวดล้อม กำจัดยาก ใช้เวลาย่อยสลายเป็นเวลานานหลายสิบปี โดยภาษีทั้งหมดได้ศึกษา เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ขณะนี้กำลังทบทวนภาพรวมใหม่ให้รอบคอบ ก่อนจะส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาในเร็วๆนี้ "

เรื่องการเก็บภาษีน้ำชาเขียวนั้น คาดว่าต้องส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาก็อาจปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นเรื่องปกติ หากมองในแง่ของการตลาด เสริมยศ ธรรมรักษ์ อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารแบรนด์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็คาดการณ์ว่า ผลกระทบจากการคิดภาษีน้ำชาเขียว อาจทำให้หลายแบรนด์หันเหไปจับตลาดเครื่องดื่มประเภทอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่น เครื่องดื่มสมุนไพรไทยที่กำลังติดตลาดเครื่องดื่มในขณะนี้
       
        “ถามว่าการขึ้นภาษีน้ำชาเขียวจะมีผลกระทบหรือไม่ ต้องดูผู้เล่นในตลาด คนที่เป็นผู้เล่นหรือที่ครองตลาดอยู่ซึ่งขณะนี้กำลังทำสงครามโปรโมชั่นกันอยู่ จะเห็นว่าการทำโปรโมชั่นส่วนหนึ่งก็เพื่อกระตุ้นการซื้อ แล้วก็เชื่อว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลพอสมควรในการลงไปเล่น ทีนี้พอมีเรื่องของมาตรการของหน่วยงานภาครัฐในการเก็บภาษี มันก็อาจจะทำให้คนที่ทำแบรนด์ต่างๆ ก็ต้องมาทบทวนวิธีการทำตลาดใหม่ สำหรับบริษัทที่มีธุรกิจอื่นเค้าก็อาจจะหันไปขับเคลื่อนสินค้าที่อาจจะไม่ใช่ชาเขียว เพราะตอนนี้ตลาดเครื่องดื่มเริ่มหันไปที่ทางเครื่องดื่มสมุนไพร

คืออาจจะบอกว่าชาเขียวเป็นสมุนไพรก็ใช่ แต่ว่าตอนนี้มันก็เริ่มเบนไปในเรื่องของตลาดสมุนไพรอื่นๆ แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องมานั่งทบทวนต่อว่า คำว่าชาเขียวมันคืออะไร เพราะเครื่องดื่มสมุนไพรบางยี่ห้อก็อาจมีส่วนผสมของชาเขียว แล้วภาษีตรงนี้มันจะครอบคลุมด้วยหรือเปล่ายังไม่แน่ใจ ถ้าสมมติมันเป็นส่วนผสมก็อาจไม่ต้องโดนเก็บ 10% แต่ถ้าเป็นชาเขียวเพียวๆ ที่เอามาแต่งรส แต่งกลิ่นต่างๆ อันนี้ก็น่าจะเข้าข่ายภาษีตรงนั้น
       
        จากนั้นก็ต้องมาดูต่อว่าแบรนด์เครื่องดื่มชาเขียวเหล่านี้ เค้าจะมาผลักภาระให้ประชาชนหรือเปล่า การขึ้นภาษีมันก็คือการเพิ่มต้นทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงนี้อาจจะมีการผลักภาระมาให้ลูกค้าหรือเปล่า นั่นคือประเด็นที่สำคัญ ส่วนอีกประเด็นคือเค้าอาจหันไปทำตลาดในกลุ่มสินค้าที่เป็นเครื่องดื่มอื่นๆ แทน อย่างเช่นสมุนไพรที่เพิ่งกล่าวไป หรือหาตลาดที่ใกล้เคียงกับชาเขียว”

 

 

เรียบเรียง บุญชัย