8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์??

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

ตลอดสัปดาห์นี้ชัดเจนว่าเรื่องร้อนทางการเมืองที่สุดและต้องเกาะติดก็คือ ความเป็นรูปธรรมของการจัดตั้ง  คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง (ป.ย.ป.)    

 

8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์??

 

ทั้งนี้ตามไทม์ไลน์ที่จะเกิดขึ้นก็คือการที่  นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง (ป.ย.ป.) จะเดินหน้าพูดคุย กับบุคคลและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเตรียมแผน จัดทำโครงสร้าง ป.ย.ป. ซึ่งจะมีคณะกรรมการ 4 ชุดย่อย ได้แก่

 

1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ

 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ

3.คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง

และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการเชิงยุทธศาสตร์  

 

จุดสำคัญคือจะมีการจัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (PMDU)  ซึ่งชี้ชัดว่าปรากฎการณ์การปฏิรูปนี้จะไม่ใช่แค่แนวคิดแต่เป็นภาคการปฏิบัติที่ถาวรในทุกมิติ

 

 

ส่วนกำหนดการของนายสุวิทย์ในประเด็นดังกล่าว  เริ่มต้นแล้วตั้งแต่วันนี้  โดยการเข้าพบพูดคุยกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ  ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ที่รัฐสภา เพื่อหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าด้านการปฏิรูปและข้อเสนอของ สปท.  จากนั้นยังได้เข้าหารือกับพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี    ,   นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จบท้ายที่  พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  ซึ่งโดยหลักการรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ราย  ก็คือผู้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการเตรียมการในแต่ละด้าน  จากในส่วนของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีพล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ  รองนายกรัฐมนตรี  และ รมว.กลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบ

 

โดยกรณีของพล.อ.ประวิตรนั้นทางด้านนายสุวิทย์ มีกำหนดการเข้าพบพูดคุยเพื่อหารือเกี่ยวกับรายชื่อบุคคลที่จะเข้าร่วมสร้างความสามัคคีปรองดอง ในวันที่  17 ม.ค.ที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.)  และจากนั้นในวันที่ 18 ม.ค. จะเป็นการหารือกับ นายอำพน กิตติอำพน อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และพบนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในวันที่ 20 ม.ค. รวมถึงประชุมวิป 3 ฝ่าย  คือ  คณะรัฐมนตรี (ครม.) สนช. สปท. ในวันที่ 18 ม.ค.นี้  

 

โดยคาดว่าทั้ง 4 คณะกรรมการใน ป.ย.ป. ยังอยู่ในขั้นตอนของการสรรหาตัวบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสมมาร่วมคณะได้ครบและสามารถตั้งได้ภายในสัปดาห์หน้า  และหากพบว่ามีปัญหาอุปสรรคใด ๆ  เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา   นายกรัฐมนตรี  จะใช้ มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวปลดล็อกให้สำเร็จเร็วยิ่งขึ้น

 

จากภาพรวมของการเดินหน้าคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง (ป.ย.ป.)   ให้เป็นรูปธรรมตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์   โฟกัสที่หลายคนให้ความสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้น  “คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง”  เพราะเป็นสิ่งที่พูดกันมาหลายปีแต่ไม่คืบหน้า  

 

ทั้งนี้ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดจริง ๆ ว่าแนวคิดหรือแม้แต่ภาคปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การปรองดองคนในชาติไม่คืบหน้าเลย   ยกตัวอย่างเช่นภายหลังจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ มีมติแต่งตั้งให้  นาย คณิต ณ นคร  เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)  สืบเนื่องจากเหตุทหาร-ตำรวจขอคืนพื้นที่จากลุ่ม นปช.เมื่อวันที่ 10 เม.ย.และ 19 พ.ค. 2553   และมีกรอบการทำงานหลัก 8 ข้อ ประกอบด้วย 


          1. เสนอให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญในการร่วมกันแสวงหาแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ 

          2. เรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญในการเลือกตั้งที่ปราศจากความรุนแรง 

          3. ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง
 
          4. รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องควรใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยความระมัดระวัง 

          5. ทุกหน่วยในระบบยุติธรรม ควรแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลาง
 
          6. ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ควรพึงระวังในการนำเอากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาใช้ในเวลาที่ขัดแย้งทางการเมือง 

          7. สื่อทุกแขนงควรระวังและรับผิดชอบในการนำเสนอข่าวสาร 

          8. รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและส่งเสริมเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ท้ายสุดผลการทำงานของคอป. ซึ่งถูกตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ก็ไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดให้เกิดผลแต่อย่างใด  จนกระทั่งนายคณิตถึงออกมาพูดต่อสาธารณชนว่า  “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตั้ง คอป.ขึ้น ส่วนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุให้ คอป.ทำหน้าที่   หากแต่ทุกข้อเสนอของ คอป.กลับไม่ได้รับการตอบรับ หรือดำเนินการโดยเฉพาะกรณีการยกเลิกกฎหมายก่อการร้าย และการเยียวยา จึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่าจะยกเลิก หรือยุบ คอป.”

 

8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์??

 

ไม่เท่านั้นในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ยังจัดตั้งคณะทำงานใหม่ขึ้นมาอีกชุด โดยใช้ชื่อว่า  คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)  มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)

 

แต่ท้ายสุดคณะทำงานชุดนี้ก็ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน  จนสุดท้ายปัญหาความปรองดองคนในชาติก็มาถึงจุดแตกหักเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  โดยเฉพาะนายวรชัย เหมะ  ส.ส.พรรคเพื่อไทย  สมุทรปราการ  ได้เสนอร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ระหว่างวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 

 

8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์??

 

และที่สุดร่างกฎหมายนี้ก็แปรสภาพเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อช่วยเหลือให้นายทักษิณ  ชินวัตร  นักโทษและผู้ต้องหาคดีอาญาสามารถกลับประเทศโดยไร้ความผิดติดตัว  ในชั้นการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ด้วยการพร้อมใจกันพยายามผลักดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวให้เป็นกฎหมายบังคับใช้  จนทำให้เกิดกระแสต่อต้านโดยประชาชนคนไทยและกลุ่มแกนนำคัดค้านที่เรียกว่า กปปส. ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรรณ  ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการเกิดขึ้นและค่อยๆ ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ  และร่างกฎหมายลักหลับเพื่อนายทักษิณ ชินวัตร  ก็ตกไปในที่สุด 

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเส้นทางความปรองดองที่คนไทยแสวงหาแต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงสักครั้ง  เพราะโดยสรุปแล้วกลไกทางการเมือง  โดยเฉพาะเครือข่ายระบอบทักษิณ  ถือเป็นตัวแปรสำคัญทำให้สิ่งที่เรียกว่าแนวทางปรองดองไม่สามารถผลักดันให้เป็นรูปธรรม  เพราะท้ายสุดว่ากันว่าต้นเหตุมาจากผู้ต้องหนีอาญาอย่าง นายทักษิณไม่ได้รับผลประโยชน์เหมือนกรณีร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม??

 

8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์??

 

โดยกรณีนี้ไม่ต่างอะไรกับความเห็นล่าสุดของ  นายถาวร เสนเนียม  อดีตแกนนำ กปปส. ซึ่งกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า การสร้างความปรองดองนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าการสร้างความปรองดองอย่างเดียวก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้บ้านเมืองสงบ หากระบบราชการยังคงมีปัญหาบ้านเมืองก็จะวุ่นวาย ดังนั้นขอฝากไปยัง ป.ย.ป.ด้วยว่า เหตุที่บ้านเมืองวุ่นวายไม่ได้มาจากความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่เกิดจากระบบบริหารราชการ ระบบบริหารบ้านเมืองปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต อาทิ การทุจริตในปี 2547-2548 นำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง นำไปสู่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) และฝ่ายที่ทุจริตก็ตั้งคนเสื้อแดงขึ้นมาเพื่อมาปะทะกับกลุ่ม พธม. เป็นเหตุให้ทหารกลัวว่าประชาชนจะบาดเจ็บ ล้มตาย จึงนำไปสู่การรัฐประหารในปี 2549 ดังนั้นจึงนับว่าความขัดแย้งนี้มีที่มาจากการทุจริตคอร์รัปชัน เหมือนว่าเราไปจับที่ปลายเหตุว่านี่คือความขัดแย้งทางการเมือง แต่ตนเชื่อว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ก็จะไม่เกิดความแตกแยก

         

นายถาวร กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับการชุมนุมทางการเมืองของ กปปส.ก็เกิดจากการใช้อำนาจของฝ่ายการเมืองโดยมิชอบ มีการทุจริตอำนาจที่ประชาชนพึงไว้วางใจ เมื่อประชาชนไม่พอใจก็ออกไปเดินขบวนขับไล่ อีกฝ่ายก็ส่งกองกำลังติดอาวุธออกมาทำร้ายประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจอยู่ ณ วันนี้ ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ กลับปล่อยให้มีการฆ่ากันจนนำไปสู่การเสียชีวิตเกือบ 30 ศพ พอถึงเวลาก็อ้างว่าจะเกิดการบาดเจ็บล้มตายกันมากขึ้นก็ออกมาทำรัฐประหาร ดังนั้นนอกเหนือจากการตั้ง ป.ย.ป.ของรัฐบาล ตนเห็นว่าควรจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขสาเหตุของความขัดแย้งด้วย ซึ่งเห็นว่าสาเหตุก็คือพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีอำนาจทางการเมืองและที่เป็นใหญ่อยู่ในระบบราชการ ณ ขณะนี้ ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหานี้ด้วย บ้านเมืองถึงจะสงบได้

 

8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์??

 

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การสร้างความปรองดองมีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา จุดยืนของ นปช.คือ พร้อมให้ความร่วมมือ และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการนี้ แต่มีข้อสังเกตบางประการที่อยากให้ผู้มีอำนาจและประชาชนพิจารณา เพื่อประกอบความเข้าใจว่า ตัวแบบความปรองดองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับสากลเดินกันอย่างไร ที่เอลซัลวาดอร์ อิทธิพลของสงครามเย็นทำให้เกิดสงครามกลางเมืองต่อเนื่องกว่า 12 ปี ขณะที่กัวเตมาลามีการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มต่อต้านราว 30 ปี เมื่อทุกฝ่ายเห็นว่าต้องปรองดอง จึงให้สหประชาชาติเข้าดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการซึ่งมีชาวต่างประเทศอยู่ด้วยมาทำหน้าที่ ประเทศที่ไม่ถึงขั้นสงครามกลางเมือง เช่น ชิลี อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ แม้ไม่ใช้สหประชาชาติและไม่มีต่างชาติเข้าร่วมเป็นกรรมการ แต่มีกระบวนการสรรหาที่ส่วนต่างๆ ทั้งสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา ภาคประชาสังคม คู่ขัดแย้ง คัดเลือกและให้การรับรอง

         

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ไม่มีประเทศไหนสร้างความปรองดองสำเร็จ โดยอำนาจของคู่กรณีในความขัดแย้ง ส่วนของไทยกำลังจะตั้งคณะกรรมการโดยอำนาจนายกฯ จึงต้องพิจารณาว่า คณะผู้มีอำนาจชุดนี้มีบทบาทเป็นคู่กรณีหรือเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือไม่ ขณะที่การดำเนินการ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่ยอมรับร่วมกันได้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตัวอย่างที่ตนยกมาคือสูตรสำเร็จ หรือผิดจากนี้คือล้มเหลว สิ่งสำคัญคือ ความจริงใจในการทำเรื่องนี้ ถ้าเริ่มด้วยความจริงใจ โดยเฉพาะจากฝ่ายผู้มีอำนาจ เชื่อว่าน่าจะให้ผลเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะดีกว่าย่ำอยู่ที่เดิมมาแล้วหลายปี และเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะประคับประคองให้เดินหน้าต่อไป ???

 

เรียบเรียง  :  ชัชรินทร์  สำนักข่าวทีนิวส์