- 17 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
วันนี้ (17 ม.ค.) ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กล่าสุดถึงกรณีปัญหารางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ดังนี้
โต้แอร์พอร์ตลิงก์
กรณี “น็อตยึดรางหลุด”
เมื่อวานนี้ (16 มกราคม 2560) ผมได้โพสต์เรื่อง “แอร์พอร์ตลิงก์ยังน่าห่วง” ซึ่งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้น็อตยึดรางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์หลุดจำนวน 159 จุด แบ่งเป็นจุดวิกฤต 59 จุด และจุดไม่วิกฤต 100 จุด ทำให้ต้องลดความเร็วบริเวณทางโค้งลาดกระบังลงจาก 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 30 และ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามลำดับ มิฉะนั้น อาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้ ทั้งนี้ ผมได้ตั้งข้อสังเกตถึงการซ่อมบำรุงรักษา และการว่าจ้างผู้รับเหมารายหนึ่งให้มาทำการซ่อมโดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันกัน
ปรากฏว่าหลังจากผมโพสต์ได้ไม่นาน ผู้บริหารของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ประชุมกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด แล้วออกแถลงการณ์โต้ผมทันที ซึ่งผมขอแย้งกลับดังนี้
1. การตรวจสอบ
แอร์พอร์ตลิงก์- บริษัทฯ ได้เสริมกำลังคนเพิ่มเติมในวิศวกรรมระบบรางตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เพื่อเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ และประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) จากเดิมทุก 4 เดือน เป็นทุก 1 เดือน
ผมขอแย้งดังนี้- หากมีการประเมินด้วยสายตาทุกเดือนจริง แล้วทำไมจึงปล่อยให้มีจุดวิกฤตเกิดขึ้นถึง 59 จุด อันที่จริง ตามหลักฐานที่ผมได้รับมาพบว่าบริเวณโรงล้างรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ามีการประเมินด้วยสายตาทุกสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้รางมีสภาพดังแสดงในรูปที่ผมโพสต์เมื่อวานนี้ (16 มกราคม 2560) รูปดังกล่าวถ่ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งจนถึงวันนี้ (17 มกราคม 2560) บริษัทฯ ก็ยังไม่ได้ทำการซ่อมแซมแต่อย่างใด
2. การซ่อมบำรุงรักษา
แอร์พอร์ตลิงก์- ในเดือนกันยายน 2559 บริษัทฯ ได้ตรวจพบว่า จะต้องซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ซึ่งมีน็อตยึดรางเป็นอุปกรณ์สำคัญจำนวน 159 จุด ต่อมาในเดือนธันวาคม 2559 พบว่าในจำนวน 159 จุดดังกล่าว มีจุดวิกฤต 50 จุด ซึ่งจะต้องซ่อมทันที
ผมขอแย้งดังนี้- บริษัทฯ ตรวจพบจุดอันตรายตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 แล้วทำไมจึงไม่เปิดประมูลหาผู้รับเหมาทำการซ่อมทันทีเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทำไมจะต้องรอให้มีจุดวิกฤตเกิดขึ้นเสียก่อน แล้วจึงจ้างผู้รับเหมาโดยไม่มีการประมูล ที่สำคัญ บริษัทฯ อ้างว่าได้ทำการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อย่างสม่ำเสมอ หากบริษัทฯ ทำการซ่อมเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง แล้วทำไมจึงมีจุดวิกฤตเกิดขึ้นหลายจุดก่อนครบกำหนดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ อนึ่ง เดิมจุดวิกฤตมี 50 จุด แต่ตอนหลังเพิ่มขึ้นเป็น 59 จุด ซึ่งบริษัทฯ ได้ซ่อมทั้ง 59 จุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ 50 จุด ตามที่บริษัทฯ ชี้แจง ส่วนที่เหลืออีก 100 จุด ยังไม่ได้ซ่อม ทำให้รถไฟฟ้าไม่สามารถวิ่งด้วยความเร็วปกติบริเวณทางโค้งลาดกระบังได้ กล่าวคือปกติวิ่งด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เวลานี้ลดลงเหลือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วก่อนซ่อมจุดวิกฤต 59 จุด ถูกลดลงเหลือเพียง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
3. ประสบการณ์ของผู้รับเหมา
แอร์พอร์ตลิงก์- บริษัทฯ อ้างว่าผู้รับเหมาที่ว่าจ้างโดยไม่ต้องประมูลเป็นบริษัทที่ชนะการสอบราคาของบริษัทฯ ในโครงการจ้างตัดต่อราง
ผมขอแย้งดังนี้- ประสบการณ์ดังกล่าวของผู้รับเหมาเป็นประสบการณ์การตัดต่อราง ไม่ใช่การซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ซึ่งการซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางนั้นมีผู้รับเหมามากกว่าหนึ่งรายที่สามารถซ่อมได้ ไม่ใช่รายที่บริษัทฯ จ้างเพียงรายเดียวเท่านั้น
ทั้งหมดนี้ หวังว่าบริษัทฯ คงเร่งซ่อมบริเวณที่มีปัญหาโดยด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานทุกคน อย่ามัวเสียเวลาหาแหล่งข่าวมาตีก้นเลยครับ
ก่อนหน้านี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า จากที่นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุคส่วนตัวพาดพิง และระบุถึงระบบการซ่อมบำรุงของบริษัทฯว่ามีปัญหาในการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ บริเวณโค้งลาดกระบังมีการชะลอความเร็วจาก 45 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) เป็น 30 และ 15 กม.ต่อ ชม.ตามลำดับ ซึ่งมีการให้ข้อมูลภายในว่าแผ่นเหล็กประกบราง (หรือเหล็กรองรับราง) เคลื่อนตัวเนื่องจากนอตยึดแผ่นเหล็กหลุด เพราะตัวพุกที่ใช้ยึดไม่ยึดติดกับคอนกรีต จึงจำเป็นต้องลดความเร็วลง หากไม่ลดความเร็วอาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้
และตามรายงานของฝ่ายซ่อมบำรุงรักษาระบุว่าจะต้องซ่อมบำรุงแผ่นเหล็กประกบรางถึง 159 จุด แบ่งเป็นจุดวิกฤต 59 จุด ไม่วิกฤต 100 จุด โดยนายสามารถระบุว่าบริษัทฯไม่มีการซ่อมบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้เกิดปัญหาขึ้น รวมทั้งนายสามารถยังระบุพาดพิงด้วยว่าสาเหตุที่เกิดปัญหาขึ้นเป็นเพราะผู้บริหารบางคนต้องการว่าจ้างเอกชนรายหนึ่งให้มาทำการซ่อมบำรุงรักษาโดยไม่มีการประมูล หรือไม่มีการแข่งขัน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายนั้น และมีการระบุว่าเอกชนรายนั้นไม่มีประสบการณ์การซ่อมบำรุงรักษางานดังกล่าว เมื่อได้รับงานแล้วก็ไปว่าจ้างต่ออีกด้วย ตามปรากฎเป็นข่าวในสื่อออนไลน์นั้น
โดยบริษัทฯขอชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อน และขอชี้แจงรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.โดยปกติแล้วบริษัทจะมีการซ่อมบำรุงรักษา หรือที่เรียกว่าซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อย่างสม่ำเสมอ จะมีการตรวจสอบ และประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) ทุก 4 เดือน และทำการตรวจสอบซ่อมบำรุงตาม (Overall Project Management) OPM – 0070 หรือคู่มือซ่อมบำรุงของผู้วางระบบฯ ที่ระบุว่าชุดอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางจะต้องมีการเปลี่ยนทุก 10 ปี ซึ่งบริษัทฯได้ติดตั้งชุดอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง มาเป็นระยะเวลา 9 ปี ทั้งนี้อุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางทั้งระบบรถไฟฟ้าระยะทาง 28 กิโลเมตร มีประมาณ 400,000 ตัว สำหรับบริเวณทางโค้งลาดกระบังระยะทาง 3 กิโลเมตร มีประมาณ 20,000 ตัว โดยเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารบริษัทฯได้ดำเนินการแก้ไขชุดอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางบริเวณทางโค้งลาดกระบังไปแล้ว 160 จุด ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 – พฤษภาคม 2559 และบริษัทฯได้เสริมกำลังคนเพิ่มเติมในวิศวกรรมระบบรางตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เพื่อเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ และประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) จากเดิมทุก 4 เดือนเป็นทุก 1 เดือน
2.บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร และจากการเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทุกๆ 1 เดือน ทำให้ตรวจพบในเดือนกันยายน 2559 ว่าจะต้องมีการซ่อมบำรุงแก้ไข จำนวน 159 จุด ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนการซ่อมบำรุงรักษาตามวาระแล้วต่อมาเดือนธันวาคมได้ทำการตรวจสอบ และประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) พบว่ามีจุดที่ต้องดำเนินการซ่อมบำรุงแก้ไขทันที 50 จุด ตามเอกสารประเมินความเสี่ยง (Risk Assetment) โดยส่วนความปลอดภัยและคุณภาพของบริษัทฯ ซึ่งทำให้บริษัทฯต้องดำเนินการแก้ไขทันทีเพื่อความปลอดภัยในการให้บริการเดินรถไฟฟ้า
3.สำหรับบริษัทเอกชนที่เข้ามาดำเนินการซ่อมบำรุงชุดอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางนั้น เป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการซ่อมบำรุงราง ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทยรวมถึงเป็นผู้ชนะการสอบราคาของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ในโครงการจ้างตัดต่อรางบริเวณรอยเชื่อมบนทางประธานและทำการตรวจสอบวิเคราะห์สภาพความทนทานต่อการใช้งาน และทดสอบความแข็งแรงรอยเชื่อมแบบ Thermit ซึ่งมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในงานซ่อมบำรุง และมูลค่างานในการจ้างซ่อมชุดอุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางมีมูลค่า 250,000 บาท
ทั้งนี้ในการซ่อมบำรุงชุดอุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางในจุดที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันที 50 จุดนั้น บริษัทฯได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว โดยคณะประเมินความเสี่ยงได้ทำการประเมินความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับรูปภาพที่ได้ปรากฏในเฟซบุคของนายสามารถ และสื่อออนไลน์นั้น เป็นรูปภาพของอุปกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่โรงล้างรถไฟฟ้า ภายในศูนย์ซ่อมบำรุง และอยู่ในแผนงานซ่อมบำรุงตามวาระแล้ว
บุญชัย เรียบเรียง
