- 17 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
เกาะติดต่อเนื่องกับบทสรุปที่จะนำไปสู่แนวทางการสานปรองดอง-สามัคคีคนในชาติ ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. สั่งการให้มีการเริ่มต้นดำเนินการโดยมี คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี ปรองดอง หรือ ป.ย.ป. เป็นหน่วยหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
8 ปีแล้วเหลวตลอด!!! จับตาเวที “สามัคคี-ปรองดอง” มีโอกาสเป็นจริงมั๊ย...แค่เริ่ม“ณัฐวุฒิ” ขยิกดึงต่างชาติเป็นคนกลาง#แน่ๆทักษิณไม่ได้ประโยชน์?? (คลิก)
ขณะที่ความคืบหน้าการดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองทางด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่า การตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองจะพิจารณาแล้วเสร็จสิ้นในเร็ววันนี้ จากนั้นก็จะเชิญทุกพรรคเข้ามามีส่วนร่วมพูดคุย พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า จะร่วมกันสร้างความปรองดองได้อย่างไร รวมถึงประชาชนที่เข้าสังกัดพรรคการเมืองและภาคส่วนอื่นที่มีแนวความคิดต่างๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับอภัยโทษและนิรโทษกรรม แต่เป็นเรื่องสร้างข้อตกลงร่วมกัน เพื่อสร้างความปรองดองต่อไปในอนาคต
"สิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เราไม่เอา แต่ถ้าอะไรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อออกกฎหมายจะใช้มาตรา 44 ปลดล็อก เพื่อดำเนินการให้อยู่ด้วยกันอย่างสันติ คงต้องรอพรรคการเมืองพูดกันก่อน เมื่อเสร็จแล้วพรรคการเมืองจะลงสัตยาบันร่วมกัน ผมจะทำแบบนี้ และไม่มีการขัดแย้งหรือถกเถียงกัน จะมาบอกว่าใครทำอย่างโน้นอย่างนี้เลิกพูด เราจะพูดว่าทำอย่างไรในอนาคต จะร่วมมือให้ประเทศชาติเดินต่อไป แล้วให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้สานต่อ"
ส่วนคดีความที่อยู่ระหว่างการสอบสวน และในชั้นศาลจะเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เกี่ยว แต่ในอนาคตพรรคการเมืองจะนิรโทษกรรม หรือขอพระราชทานอภัยโทษ ก็ว่ากันไปในรัฐบาลต่อไป ตอนนี้ตนจะทำให้อยู่ร่วมกันให้ได้ ???
ขณะที่มีข้อมูลล่าสุดระบุว่า โครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง จะประกอบด้วยบุคคลจำนวน 19 คน และมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่เป็นประธาน ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้นำเหล่าทัพ ประกอบด้วย ผบ.สส. ,ผบ.ทบ. , ผบ.ทร. ,ผบ.ทอ. ,ผบ.ตร. รองปลัดกระทรวงกลาโหม ตลอดจนหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกลาโหม พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม , พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รองเสธนาธิการทหารบก ผอ.ศูนย์ปรองดอง คสช.(ผอ.ศปป.) และ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม
นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาจัดตั้งคณะอนุกรรมการอีก 4 ชุด ประกอบด้วย
1.คณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น จำนวน 23 คน มี พล.อ.วัลลภ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม เป็นประธาน ร่วมด้วย ร่วมตัวแทนเหล่าทัพ ระดับพล.ท.หน่วยละ2 คน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผอ.ศูนย์ปรองดอง ตัวแทนกรมพระธรรมนูญ และกระทรวงมหาดไทย
2.คณะอนุกรรมการจัดทำความเห็นร่วมเพื่อความปรองดองสมานฉันท์มีทั้งหมด 22 คน
3.คณะอนุกรรมการจัดทำกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ 17 คน
4.คณะอนุกรรมการ ด้านการประชาสัมพันธ์ 17 คน
และล่าสุดทางด้าน พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความปรองดองสามัคคี ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหารจากทหารกรมกิจการพลเรือนทหาร , ผู้อำนวยการการศึกษายุทธศาสตร์สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ , ผู้แทนจากกรมกิจการพลเรือนทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ , เจ้ากรมเสมียนตรา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนอำนวยการกองงบประมาณ , ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป , สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย
ส่วนรายละเอียดหัวข้อการประชุมที่คณะกรรมการอำนวยการชุดดังกล่าว ดำเนินการประกอบด้วย 3 หัวข้อ ได้แก่ 1.การดำเนินงานในเรื่องความปรองดองสมานฉันและกรอบเวลา 2.การพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดร่างคำสั่งแต่งตั้ง รวมถึงแนวทางการดำเนินการ 3.ประเด็นคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกของผู้ที่เข้าร่วมประชุม
จากข้อมูลเบื้องต้นเห็นได้ชัดเจนว่า คณะกรรมการคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ภายใต้การกำกับของพล.อ.ประวิตร ค่อนข้างจะมีความคืบหน้าอย่างมาก สำหรับการจัดวางบุคคลเพื่อขับเคลื่อนแนวทางต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ประเด็นก็คือผลสำเร็จจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ยังเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับวิกฤตปัญหาที่สะสมมานานเป็นสิบปี
โดยทางด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้กล่าวถึงแนวคิดที่รัฐบาลจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ตนในฐานะตัวแทนมวลมหาประชาชน ยืนยันขอสนับสนุนการดำเนินการตั้งกรรมการ ป.ย.ป.และคณะกรรมการย่อยอีก 4 คณะ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมวลมหาประชาชน
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าในส่วนของการสร้างความปรองดองนั้น ก็ยังมีความกังวล เนื่องจากมีการแสดงความเห็นที่หลากหลาย ซึ่งตนยืนยันว่าสิ่งสำคัญของการปรองดอง คือ จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง จึงจะเกิดความสงบ นอกจากนี้ย้ำว่าไม่เห็นด้วยหากจะนิรโทษกรรม หรือการออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112 , การทุจริตคอร์รัปชั่น , การเผาบ้านเผาเมือง เป็นต้น
ส่วนข้อเสนอเรื่องการให้ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งหรือฝ่ายเกี่ยวข้องจับมือทำ MOU หรือทำบันทึกข้อตกลงร่วมกัน นายสุเทพ แสดงความเห็นว่า ในส่วนตนและมวลมหาประชาชนไม่เชื่อว่าจะได้ผล และคงไม่ไปเข้าร่วมในลักษณะดังกล่าว แต่หากเชิญตนให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกของความปรองดอง ตนยินดีที่จะเข้าร่วมอย่างแน่นอน
ต้องย้ำว่ากรณีแนวคิดการสร้างความปรองดองคนในชาติเป็นเรื่องที่มีการพูดและดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 โดยการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน แต่ท้ายสุดข้อเสนอทั้งหมดกลับไม่ได้นำมาใช้แถมยังมีการนำไปดัดแปลงแก้ไขเพื่อช่วยเหลือให้นายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศโดยไร้ความผิดติดตัว ดังนั้นความปรองดองในยุคพล.อ.ประยุทธ์จึงเป็นคำถามข้อใหญ่ว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
เพราะล่าสุดเป็นทางด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ที่ออกมาตอบโต้นายสุเทพ ด้วยคำพูดซึ่งตอกย้ำทำให้ภาพการสร้างความปรองดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคใหญ่ตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะการโจมตี นายสุเทพ ว่าสำคัญตัวเองผิดถึงขั้นกำหนดเงื่อนไขการปรองดองก่อนกระบวนการปรองดองจะเริ่มต้น โดยเฉพาะคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลาง และการปรองดองจะเกิดได้ภายใต้ความต้องการของตนเท่านั้น
ทั้งนี้ในส่วนของตนขออธิบายให้เข้าใจว่า การที่นปช.แสดงจุดยืนให้ความร่วมมือนั้นเราไม่เห็นนายสุเทพเลย เพราะได้มองข้ามไปถึงเป้าหมายว่าจะช่วยกันอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันในหลักการและกติกาที่ยอมรับกันได้ ข้อเสนอใดๆ ที่มีจะนำไปเสนอในเวทีพูดคุย เพราะเชื่อว่าพูดกันไปมาตอนนี้มีแต่จะทำให้ยุ่ง และกระบวนการเริ่มนับหนึ่งไม่ได้
ประเด็นสำคัญนายณัฐวุฒิอ้างด้วยว่าคนเสื้อแดงนปช.คือกลุ่มที่ต้องสูญเสียชีวิตพี่น้องกว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ทั้งมวลชนและแกนนำสลับกันเข้าคุกเป็นว่าเล่น เราไม่มีเลือดจะกลืน ไม่มีน้ำตาจะกลั้น เพราะมันไหลออกไปแทบหมดตัวแล้ว แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการปรองดองเราขานรับตลอดมา เพราะการต่อสู้ของเราคือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางทหาร เมื่อเป็นการต่อสู้ทางการเมืองย่อมปฏิเสธเวทีที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติไม่ได้ ส่วนใครตั้งแง่อย่างไรเป็นเรื่องผู้มีอำนาจต้องไปคุยกันเอาเอง กำลังจะเล่นบทพระเอกแท้ๆ แต่คนรักเก่าออกมายืนเหวี่ยงอยู่อย่างนี้ จัดการให้ดีก็แล้วกัน”
ประเด็นสำคัญนายณัฐวุฒิ ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับนปช.พร้อมเสมอกับกระบวนการปรองดอง ยินดีร่วมเสียสละอย่างเป็นธรรมเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มีหน้าที่ไปง้อใครให้เข้าร่วม และไม่พร้อมเป็นลูกไล่ให้ใครกระทบกระแทกเอาดีเข้าตัว เจ้าภาพพร้อมเมื่อไหร่ จะให้มีส่วนร่วมอย่างไรก็บอกมา ถ้าไม่พร้อมหรือเดินหน้าไม่ได้ก็รีบบอกด้วย ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ??
แน่นอนว่ากับคำพูดวิพากษ์วิจารณ์มุมมองความคิด นายสุเทพ อดีตเลขาธิการกปปส. ของนายณัฐวุฒิ แกนนำแดงนปช. และอีกสถานะหนึ่งก็เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งอยู่ในร่วมในเหตุการณ์การผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “เหมายกเข่ง” สมควรยิ่งที่นายณัฐวุฒิก็ต้องตอบคำถามสังคมเช่นเดียวกันว่าแนวทางปรองดองของพรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดง จะใช่แบบเดียวกับที่เคยดันทุรังเดินหน้าจนเกือบเป็นผลสำเร็จในอดีตหรือไม่ ถ้าเห็นว่าข้อเรียกร้องของนายสุเทพเป็นการล้ำหน้ากระบวนการปรองดอง ??
ทั้งนี้ตามข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า ได้บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองในครั้งนั้น ความตอนหนึ่งว่า “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” หรือ “นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย” มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน”
โดย “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” เป็นจุดพลิกผันสำคัญอันนำไปสู่การประกาศยุบสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556 อันเนื่องมาจากกระแสต่อต้าน “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และคณะ เนื่องมาจากร่าง พ.ร.บ. ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 นั้น เป็นร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเนื้อหาจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับเดิมของนายวรชัย เหมะ ที่มีวัตถุประสงค์ต้องการนิรโทษกรรมผู้ต้องขังจากคดีเผาศาลากลางจังหวัดจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในปี 2553
และ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประกอบด้วย 7 มาตรา ซึ่งคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เป็นฝ่ายรัฐบาลได้แก้ไขมาตรา 3 และมาตรา 4 ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้มีผลนิรโทษกรรมครอบคลุมหลายฝ่าย ทั้ง “ฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่าย นปช.” ที่สำคัญยังรวมถึง “นายทักษิณ ชินวัตร , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ” ซึ่งกรณีหลังนี้ทำให้เกิดเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองปี 2553 พรรคฝ่ายค้าน องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ รวมทั้งแกนนำ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่ากับเป็นการนิรโทษกรรมให้แก่คดีอาญา “ฆ่า-เผา” และ “ผู้ทุจริตคอร์รัปชั่น” ด้วย
ประเด็นสำคัญในบันทึกชิ้นนี้ยังย้อนความเป็นมาของการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ไว้ด้วยว่า “ในการประชุมพรรคเพื่อไทยเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 นายทักษิณ ได้กล่าวถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยเห็นว่าควรสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ความว่า
“...ผม ได้คุย และขอบคุณท่านเฉลิมแล้ว เห็นด้วย จะทำอะไรควรทำอะไรให้มันสุดซอย ร่างของวรชัย เหมือนเดินไปครึ่งๆ กลางๆ มันไม่สุดซอย เมื่อจะทำแล้วก็ทำให้มันสุดซอย แต่ถ้าจะเร่งเอาเข้าสมัยประชุมวิสามัญ 3 วาระรวด ไม่เห็นด้วย จะถูกฝ่ายค้านโจมตีอีก ขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงเหตุผล รายละเอียดทั้งหมด อยากให้เอาเข้าสมัยประชุมหน้า ไม่เป็นอะไร ผมรอได้... ”
ทั้งนี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับที่เสนอโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มีสาระสำคัญในมาตรา 3 ความว่า “...มาตรา 3 บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือการกระทำใดที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าวในระหว่าง พ.ศ. 2549... ...ถ้าอยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี ถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นรับโทษอยู่ ก็ให้การลงโทษสิ้นสุดลงจนถึงวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ...”
ท้ายสุด เมื่อเวลา 02.30 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 21 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. ... ในวาระที่ 2-3 โดยมี นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม และใช้เวลายาวนานหลายชั่วโมงกฎหมายเพื่อความปรองดอง ที่พรรคเพื่อไทยและรวมถึงแกนนำนปช.ให้ความเห็นชอบ ได้ทำให้มาตรา 3 ของ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ .. “มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง แต่กระทำการนั้นมีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง โดยการกล่าวด้วยวาจาหรือโฆษณาด้วยวิธีการใด เพื่อเรียกร้องหรือให้มีการต่อต้านรัฐ การป้องกันตน การต่อสู้ขัดขืนการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือการชุมนุม การประท้วง หรือการแสดงออกด้วยวิธีการใด ๆ อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไปและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
การกระทำในตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการกระทำใดๆ ขอประชาชนผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจหรือสั่งการให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าวผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”
หรือแปลความโดยเข้าใจทั่วไปก็คือ พรรคเพื่อไทยและรวมถึงแกนนำนปช. มีเจตนาทำให้คดีความต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ซึ่งมีนายทักษิณ ชินวัตร และรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายตกเป็นผู้ต้องหา-ผู้ถูกกล่าวหา-จำเลย หลุดพ้นจากทุกข้อกล่าวหา เสมือนไม่เคยกระทำผิดมาก่อนโดยสิ้นเชิง เพียงแต่นักการเมืองภายใต้ระบอบทักษิณใช้คำว่า "ปรองดอง" มาบังหน้าเท่านั้น ??
เรียบเรียง : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
