- 18 ม.ค. 2560
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม www.tnews.co.th
ถือเป็นข่าวช็อกโลกและน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับรายงานข่าวของสำนักข่าวดังทั่วโลก อย่าง AFP, CNN และ BBC ที่รายงานว่ามีรายงานขององค์กรการกุศลที่ชื่อ อ๊อกซ์แฟม ประเทศอังกฤษ ระบุว่าทรัพย์สินส่วนบุคคลของมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก 8 คน มีมูลค่ารวมกันแล้วเท่ากับทรัพย์สินของคน 3,600 ล้านคนที่จนที่สุด
โดยได้มีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าทรัพย์สินส่วนบุคคลของมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก 8 คน มีมูลค่ารวมกันแล้วเท่ากับทรัพย์สินของคน 3,600 ล้านคนที่จนที่สุด ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรโลก
โดยมหาเศรษฐีดังกล่าวก็เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน 6 คน ชาวสเปน 1 คน ชาวเม็กซิโก 1 คน จากการจัดอันดับโดยนิตยสารฟ็อกซ์ ซึ่งเป็นนิตยสารชื่อดังจัดสถิติความรวยและความจนให้คนทั้งโลกได้รับรู้
ทั้ง 8 คนนั้น ประกอบไปด้วย “บิล เกตส์” ผู้ก่อตั้งอาณาจักรไมโครซอฟท์ ที่มีสินทรัพย์ 7 หมื่น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 2 ล้าน 6 แสนล้านบาท
ตามด้วย “อามันซิโอ ออร์เตกา” เจ้าของแบรนด์ซาร่า ที่รวย 6 หมื่น 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 2 ล้าน 3 แสนล้านบาท
และ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” แห่งเบิร์กไชร์ แฮทอะเวย์ อยู่ในอันดับ 3 ครองสินทรัพย์ 6 หมื่น 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 2 ล้าน 1 แสนล้านบาท
“คาร์ลอส สลิม เฮลู” มหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคมของเม็กซิโก 5 หมื่นพันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1 ล้าน 7 แสนล้านบาท
“เจฟฟ์ เบซอส” จากอะเมซอนดอทคอม ครองสินทรัพย์ 4 หมื่น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท
“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก ครองสินทรัพย์ 4 หมื่น 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท
“แลร์รี เอลลิสัน” จากบริษัทออราเคิล ครองสินทรัพย์ 4 หมื่น 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1 ล้าน 5 แสนล้านบาท
และ “ไมเคิล บลูมเบิร์ก” ผู้ก่อตั้งบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่และอดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ครองสินทรัพย์ 4 หมื่น ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1 ล้าน 4 แสนล้านบาท
โดยทั้งหมดนี้ มีทรัพย์สินรวมกัน 426,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 15ล้านล้านบาท อ๊อกซ์แฟมชี้ให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างช่องว่างที่ใหญ่โตมโหฬารระหว่างคนรวยและคนจน และนี่จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อความไม่พอใจต่อการเมืองกระแสหลักในทั่วโลกเพิ่มขึ้นหรือไม่ ก็ต้องติดตาม
โดย ในรายงานที่ใช้ชื่อว่า “เศรษฐกิจสำหรับคน 99 เปอร์เซ็นต์” (An economy for the 99 percent) อ็อกซ์แฟมได้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างมหาศาลระหว่างคนรวยกับคนจน และความรู้สึกคับแค้นใจต่อการเมืองกระแสหลักทั่วโลก
“นับตั้งแต่เบร็กซิตเรื่อยมาจนถึงชัยชนะของ โดนัลด์ ทรัมป์, ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติที่รุนแรงขึ้น และความเบื่อหน่ายในการเมืองกระแสหลัก สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศร่ำรวยไม่ต้องการทนกับสภาพที่เป็นอยู่อีกต่อไป”
องค์กรการกุศลแห่งนี้ระบุว่า จากข้อมูลการกระจายรายได้ในอินเดียและจีนล่าสุดทำให้ต้องมีการแก้ไขผลการคำนวณเสียใหม่ จากเดิมที่รายงานเมื่อปีที่แล้วว่า ทรัพย์สินของคนครึ่งโลกอยู่ในมือของมหาเศรษฐี 62 คน
ความไม่เท่าเทียมทางรายได้คาดว่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่บรรดาผู้นำประเทศและนักธุรกิจทั่วโลกราว 3,000 คนจะร่วมหารือในการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่เมืองดาวอส ระหว่างวันที่ 17-20 ม.ค. นี้
“ความเป็นผู้นำที่ตอบสนองและมีความรับผิดชอบ” (Responsive and responsible leadership) ถูกเลือกให้เป็นธีมของการประชุมในปีนี้ โดยคณะผู้จัดงานยอมรับว่า นี่คือการตอบสนองต่อ “กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ซึ่งได้นำมาสู่ผลโหวตอันน่าตกตะลึงถึง 2 ครั้ง และทำให้ลัทธิประชานิยมเฟื่องฟูขึ้นในโลกตะวันตก”
ทั้งนี้ อ็อกซ์แฟมระบุด้วยว่า “แม้ว่าบรรดาผู้นำโลกจะลงนามในข้อตกลงระดับโลกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมีแต่ถ่างกว้างขึ้น”
นอกจากนี้อ็อกซ์แฟมยังเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเก็บภาษี “บุคคลร่ำรวยและบริษัท” เพิ่มขึ้น รวมถึงจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อยุติการแข่งกันลดภาษีนิติบุคคล
ทั้งนี้อ็อกซ์แฟมก็ยังมีการประณามบริษัทใหญ่ ๆ ที่พยายามที่จะมีการใช้ล็อบบี้ยิสต์และความใกล้ชิดระหว่างภาคธุรกิจและการเมือง โดยเรียกร้องให้มีมาตรการบังคับลงทะเบียนล็อบบี้ยิสต์ และออกกฎหมายป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทรัพย์สินของคนยากคนจน 50% ของโลกเท่ากับทรัพย์สินของมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก 6 คนรวมกัน แต่ปีนี้ลดเหลือ 8 คนเท่านั้น ปัญหาเหล่านี้ในการประชุมเวทีโลกระดับต่างๆ ได้มีความพยายามในการที่จะลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน แต่ท้ายที่สุดผลไม่ได้เป็นเหมือนอย่างที่คิด
ยิ่งนับวันช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยก็ยิ่งห่างออกไปทุกที และนี่คือความเป็นจริงของระบอบประชาธิปไตยภายใต้ลัทธิทุนนิยม ที่มีเพียงคนรวยเท่านั้นที่จะมีโอกาสในสังคมมากกว่าคนจน ความเอื้อเฟื้อความเอื้ออาทรไม่มี ทุกอย่างอยู่ที่กำไรและผลประโยชน์สูงสุดที่เจ้าของธุรกิจจะได้เท่านั้น คนไทยควรจะได้ตระหนักต่อมูลเหล่านี้ และควรอย่างยิ่งที่จะเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง.
และจากข้อมูลที่ปรากฎนั้นก็จะเห็นว่าผู้ที่ติดอันดับเศรษฐีโลกมากที่สุดก็คือประเทศสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตามกับสถานการณ์ปัจจุบันโลกเองก็ได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจากข้อดี-ข้อเสีย ระหว่างสหรัฐอเมริกาต้นแบบประเทศที่อ้างหลักการเสรีประชาธิปไตย ก็จะพบว่าเคยประสบความเสียหายในสภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน
โดยเฉพาะกรณีของสหรัฐซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักนับเนื่องจากปี 2550 กับวิกฤตการณ์ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ ซึ่งเริ่มมากจากภาวะฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐอเมริกาแตก บานปลายเป็นการผิดชำระหนี้ของสินเชื่อซับไพรม์และสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งสัญญาณเชิงลบมาตั้งแต่เริ่มต้นในช่วงปี 2548 - 2549
เนื่องจากพลเมืองสหรัฐโหมกู้ยืมสินเชื่อเกินกำลัง โดยคิดว่าตนจะสามารถปรับโครงสร้างเงินกู้ได้โดยง่าย เพราะในตลาดการเงินมีมาตรฐานการปล่อยกู้ที่ต่ำลง ทั้งการเสนอข้อจูงใจในการกู้ยืมด้วยเงื่อนไขเบื้องต้นง่าย ๆ แต่เศรษฐกิจเกิดแรงสวิงกลับ อัตราดอกเบี้ยเริ่มสูงขึ้นและราคาบ้านเริ่มต่ำลงในหลายพื้นที่ในสหรัฐเกิดวิกฤตอย่างหนัก ทั้งการผิดชำระหนี้และการยึดทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายที่หลายคนยังจำภาพได้ดีก็คือข่าวการยึดทรัพย์สินในสหรัฐในช่วงปลายปี พ.ศ. 2549 ส่วนธนาคารและสถาบันทางการเงินของสหรัฐมีรายงานตัวเลขยอดการขาดทุนสูงกว่า 4.35 แสนล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2551 ซ้ำร้ายด้วยตัวเลขคนตกงานกว่า 13 ล้านคน และมีตำแหน่งงานว่างสูงถึง 3 ล้านตำแหน่ง ในภาคก่อสร้าง การเงิน และค้าปลีก เพราะการปิดกิจการของสถาบันการเงินและธุรกิจหลักของประเทศ
จากผลกระทบวิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพรม์ หลายฝ่ายเชื่อว่าแม้กระทั่งปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐเองก็ยังไม่ฟื้นตัวและคงไม่มีโอกาสกลับมาเหมือนเดิม
แม้ว่าที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐจะพยายามแก้ไขปัญหาทุกรูปแบบ พร้อม ๆ ไปกับการแสดงแสนยานุภาพทางการทหาร โดยการรุกรานประเทศต่าง ๆ ทั้งที่ภายในประเทศเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา
โดยข้อมูลในช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมาของ กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกของปี 2559 เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.5 เมื่อคิดเป็นอัตราการเติบโตตลอดทั้งปี และนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2557 โดยการเติบโตอ่อนแอลงในเกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคอสังหาริมทรัพย์
ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศอ้างคำแถลงของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ว่า เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสสอง (เมษายนถึงมิถุนายน) เติบโตเพียงร้อยละ 1.2 ผิดความคาดหมายที่เคยถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโตถึงร้อยละ 2.6 หลังจากในไตรมาสแรกคาดว่าจีดีพีสหรัฐจะเติบโต ร้อยละ 1.1 แต่ความจริงเติบโตเพียงร้อยละ 0.8
โดยมีสาเหตุจากการส่งออกของสหรัฐไม่เป็นไปตามคาดรวมทั้งการลงทุนภายในประเทศและการใช้เงินของประชาชนก็หดตัวลง ที่สำคัญนโยบายของรัฐบาลกลางสหรัฐซึ่งยึดโยงกับหลักความคิดเสรี ยังคงไม่อาจทำให้ภาคเศรษฐกิจสหรัฐเดินไปสู่จุดเป้าหมายได้
อย่างไรก็ตามถึงแม้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยับตัวกระเตื้องขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 แต่ทุกอย่างก็เป็นไปเพราะมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ เหมือนกับที่ทีมงานรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินการแล้วฝ่ายการเมืองนำเป็นค่อนแคะว่าเดินตามรอยนโยบายประชานิยมทั้ง ๆ ที่เป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนโยบายระยะสั้น ๆ เท่านั้น
เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
