- 19 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
ยังคงเป็นข้อถกเถียงในเชิงประจักษ์พยานหลักฐาน ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูในจ.สกลนคร เป็นคนที่ขับรถไปอุบัติเหตุชน นายเหลือ พ่อบำรุง ชาว จ.นครพนม จนเสียชีวิต บนถนนสายธาตุ - นาเหนือ อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 11 มีนาคม 2548 หรือไม่ หรือใครเป็นผู้ขับรถกระบะคันดังกล่าวในวันเกิดเหตุกันแน่ เพราะมีบุคคลที่สามอย่าง นายสับ วาปี ออกมาประกาศตัวต่อสาธารณชนว่าคือผู้ต้องหาที่แท้จริง ???
ขณะเดียวกับปมถกเถียงดังกล่าวก็นำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงยุติธรรม แม้ว่าจะเป็นหน่วยราชการด้วยกันแต่ก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ ต่างมุมมองต่อหลักฐานที่มีการนำสืบเสาะมาใช้อ้างอิงและนำเสนอต่อศาลพิจารณาว่าจะมีการรื้อคดีและเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาฎีกาหรือไม่ ???
เริ่มต้นจาก พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่า ภายหลังเกิดการร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีนางจอมทรัพย์ ได้มีการสั่งการจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ตนลงพื้นที่ไปตรวจสอบ จนพบว่าพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องตั้งแต่การตรวจที่เกิดเหตุ การตรวจพยานหลักฐาน จึงมั่นใจว่า พนักงานสอบสวนเมื่อปี 2548 มีความพยายามทำคดีอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลว่า จากการตรวจสอบพบว่า ช่วงปลายปี 2556 หลังศาลฎีกา มีคำพิพากษานางจอมทรัพย์แล้ว ปรากฏว่า มีกลุ่มคนจำนวน 7 คน เดินทางไปพบตำรวจภูธรเรณูนคร จ.นครพนม พร้อมนำบุคคลมากล่าวอ้างว่าคือตัวจริง ที่ขับรถชนคู่กรณีเสียชีวิต เมื่อปี 2548 และไม่ใช่นางจอมทรัพย์ตามที่ถูกศาลยุติธรรมสั่งลงโทษจำคุก
สตช.จ่อฟ้องขบวนการจัดฉากครูแพะ ชี้พิรุธ 7 ชายฉกรรจ์ ยืนยัน ใน 1-2 วัน ความจริงจะปรากฏ!!! (คลิก)
ในทางตรงข้ามก็มีข้อเท็จจริงอีกด้านจาก พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก็มั่นใจในประจักษ์หลักฐานใหม่เช่นกัน ทั้งบัญชีพยานบุคคล 3 ปาก และพยานวัตถุอีกจำนวนหนึ่งที่ได้จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และบางส่วนถือว่าเป็นหลักฐานอ้างอิงที่สอดคล้องกับคำให้การของนางจอมทรัพย์
"กระทรวงยุติธรรมเมื่อได้หลักฐานมาก็มีการตรวจสอบก่อน จึงพบว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ทั้งหมดและยังไม่เคยนำเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตอนนี้พยานมีความพร้อมที่จะเข้าเบิกความ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าพยานเป็นใครบ้าง บอกได้เพียงว่ามั่นใจเกิน 100% ว่า พยานหลักฐานใหม่จะสามารถพลิกคำพิพากษาได้"
นอกจากนี้ พล.ต.อ.ปัญญา ยังระบุด้วยว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 4 ยังพบพิรุธอีกข้อหนึ่ง คือจากตรวจสอบรถยนต์ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่นายสัก อ้างว่าขับไปชนคนเสียชีวิตเมื่อปี2548 กลับไม่ปรากฏหลักฐานชื่อนายสักเป็นคนครอบครองรถคันดังกล่าวตั้งแต่ปี 2547-2552 รวมถึงการได้ข้อมูลซึ่งน่าเชื่อว่ารถคันดังกล่าวไม่สามารถไปยังที่เกิดเหตุได้ เพราะพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ครอบครองไว้หมดแล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานที่แตกต่างจากการที่นายสับ อ้างว่ารถคันดังกล่าวเป็นรถของตนเอง เพราะในชั้นการสืบสวนทราบว่าได้มีการขายคนอื่นไปตั้งปี พ.ศ.2547 แล้ว
แน่นอนว่าความผิดถูกของเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อาจก้าวล่วงละเมิดอำนาจศาลยุติธรรมได้ แต่การนำสืบข้อเท็จจริงก็ถือเป็นหน้าที่สำคัญของสื่อมวลชนเช่นเดียวกัน ว่าข้อมูลที่แต่ละฝ่ายนำเสนอมีน้ำหนักรับฟังได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อนำส่งต่อเป็นข้อมูลให้สาธารณชนได้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ
ยกตัวอย่างหนึ่งที่มีการนำสืบได้ในขณะนี้ ก็คือข้อพิสูจน์ถึงความเป็นไปได้ที่รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร จะวิ่งไปชนนายเหลือ พ่อบำรุง ชาว จ.นครพนม จนเสียชีวิต บนถนนสายธาตุ - นาเหนือ อ.เรณูนคร จ.นครพรม เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 11 มีนาคม 2548 ไม่ใช่รถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้าไมตี้เอ็กซ์ สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานบ่งชี้การกระทำผิดของครูจอมทรัพย์ หรือจริง ๆ แล้วเป็นรถกระบะทะเบียน .. 56 คันอื่น ??
โดยล่าสุดมีรายงานข่าวว่า รถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ซึ่งนายสับ วาปี ระบุเป็นรถยนต์คันก่อเหตุ มีการนำขายต่อเป็นทอด ๆ ตั้งแต่ปี 2547 หรือ ก่อนเกิดอุบัติเหตุที่กลายเป็นชนวนปัญหานานพอสมควร เริ่มจากข้อมูลที่มีการอ้างอิงว่า นายนิรันทร์ ทูนแก้ว อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านนันทวัน หมู่ที่ 6 เป็นผู้นำขายต่อให้กับ นายอุบล ไชยบัญ ชาวบ้านแก้ง ต.คำปลาหลาย จ.มุกดาหาร ในราคา 33,000 บาท โดยเป็นการซื้อขายแบบไม่โอนกรรมสิทธิ์ หรือ ชื่อผู้ครอบครองยังเป็นชื่อของนายสับ วาปี
แต่ในปี 2551 รถกระบะอีซูซุ ทะเบียน บค 56 มุกดาหารที่อยู่ในครอบครองของนายอุบล ก็ถูกขายต่อให้กับพ่อค้าซื้อขายของเก่า ในราคาเพียง 15,000 บาท เมื่อปี 2551 เพราะนายอุบลเห็นว่ารถคันดังกล่าวอยู่ในสภาพโทรมมีปัญหาเครื่องยนต์ติด ๆ ดับและต้องใช้เงินถึง 60,000 บาทเพื่อการซ่อมแซม
ประเด็นสำคัญจากปากคำของนายอุบล ชาวบ้านธรรมดาทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีผู้ชายอายุประมาณ 30 ปี เดินทางมาหาตนที่บ้าน เพื่อขอให้ช่วยหาชิ้นส่วนและเอกสารที่เกี่ยวกับรถยนต์กระบะที่ตนซื้อมา โดยบอกกับตนว่า เพื่อนของเขาถูกจำคุกในข้อหาขับรถชนคนตาย ตนได้บอกกับชายคนดังกล่าวว่า รถได้ขายให้พ่อค้ารับซื้อของเก่าไปแล้ว ???
(ขอบคุณภาพ : Media Studio)
"เมื่อวานนี้ตำรวจก็มาสอบถามผมถึงรายละเอียดของรถคันนี้ ผมก็ยืนยันว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่รถคันนี้จะไปขับชนคนตาย ผมซื้อรถมาเมื่อปลายปี 2547 แต่อุบัติเหตุรถชนจักรยานที่ จ.นครพนม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 และมีคนบอกว่า เห็นรถยนต์กระบะ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ขับไปชนคนตาย มันเป็นไปไม่ได้ และยิ่งมีคนมารับสารภาพว่าขับรถคันนี้ไปชนคนตาย มันยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะรถมันอยู่กับผมตั้งแต่ไปซื้อมาเมื่อปลายปี 2547"
เรียบเรียง : มนันยา สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณข้อมูล : Media Studio
