เดือด !!! เพจดังโต้ "คอลัมนิสต์ มติชน" ปม "ผู้ดีไทยเกลียดทักษิณ" ชี้ไม่มีใครอคติ แต่อดีตนายกหนีคดีในชั้นศาลเอง เป็นข้อเท็จจริงที่คนรับไม่ได้

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

จากกรณี คอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์ "นิธิ เอียวศรีวงศ์" เขียนบทความ "คนแปลกหน้าทางวัฒนธรรม" ซึ่งระบุถึงการที่ผู้ดีไทย มีความเกลียดชัง นาย ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจาก เป็นวัฒนธรรม มากกว่าเหตุผลทางการเมือง หรือ เศรษฐกิจนั้น ล่าสุด มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Wathin Chatkoon ได้ออกมาตอบโต้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ แล้ว โดยมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้

 

1. เรียน อ. นิธิ
ผมได้อ่านบทความ "คนแปลกหน้าทางวัฒนธรรม" ที่อ.นิธิ เป็นคนเขียน ตีพิมพ์ในมติชนออนไลน์ วันที่ 18 มค.ที่ผ่านมา...อ่านแล้วเกิดข้อสงสัยบางประการ
2. อ.นิธิ บอกว่า..."ความรังเกียจไปจนถึงเกลียดชังทักษิณในหมู่ “ผู้ดี” ไทยนั้น ผม(นิธิ)รู้สึกว่าจะอธิบายให้ชัดๆ ไม่ได้สักราย เช่น ทักษิณเป็นคนขี้โกง ถามว่าโกงอะไรบ้าง ก็ไม่สามารถบอกอย่างมีหลักฐานเป็นประจักษ์พยานได้ ทั้งหมดเป็นหลักฐานแวดล้อมทั้งสิ้น ทักษิณตีตนเสมอเจ้า ก็เช่นกัน ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาทำอะไรชัดๆ ที่ส่อไปเช่นนั้น"
3. อ่านแค่นี้ก็ต้องหยุดครับ...เพราะ อ.นิธิซึ่งเป็นนักวิชาการอาวุโส เป็นผู้มีผลงานวิชาการโดดเด่น เป็นอาจารย์ผู้มากความรู้ เป็นผู้สอนหนังสือมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นนักประวัติศาสตร์ผู้เขียนหนังสือและตำราวิชาการอันลือลั่น กำลังจะบอกกับผม(และคนอ่านคนอื่นๆว่า) เรื่องความโกงของคุณทักษิณ เรื่องตีตนเสมอเจ้าของคุณทักษิณ เป็นเรื่องที่ปราศจากหลักฐานเป็นประจักษ์พยาน หรือพูดอีกอย่างก็คือ เป็นเรื่องที่ "ผู้ดี"ไทย(ซึ่งผมไม่รู้ว่าคือใคร) หรืออาจรวมถึง อ.กระจอกๆสอนวิชาปรัชญาอย่างผมมโนกันไปเองตามอารมณ์เกลียดเพราะมีความต่าง-ห่างทางวัฒนธรรมในสังคมเรา หาได้มีหลักฐานใดๆเป็นที่ประจักษ์ไม่???
4. จริงหรือที่ว่าเรื่องการทุจริตหรือเรื่องการกระทบกระทั่งสถาบันของคุณทักษิณเป็นเรื่องที่ถูกมโนขึ้นมาโดยปราศจากหลักฐาน หรือประจักษ์พยาน? เอาเรื่องทุจริตก่อน...ผมลองค้นดู พบว่า คุณทักษิณ(และพวก)มีคดีทุจริตติดตัวคาราคาซังอยู่นับเป็นสิบๆคดี ในนี้อย่างน้อยๆมีคดีที่ศาลตัดสินแล้ว 5 คดี กำลังอยู่ในชั้นศาล 4 คดี กำลังอยู่ในชั้นไต่สวน 4 คดี
5. เอากันที่คดีบางส่วนที่ศาลตัดสินแล้ว และว่ากันเฉพาะที่ตัวคุณทักษิณเอง

-คดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งคุณทักษิณได้หนีออกนอกประเทศ โดยถูกออกหมายจับ กลายเป็นนักโทษหนีคดีมาจนบัดนี้
-คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้ายพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน คตส.ยื่นฟ้อง ครม.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งคณะ และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกันเป็นจำเลย ซึ่งคุณทักษิณไม่ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษา จึงมีการออกหมายจับ (ส่วน ศาลฎีกาตัดสินให้จำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง 2 ปี นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และประธานคณะบอร์ดกองสลาก 2 ปี นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.กองสลาก 2 ปี แต่เนื่องจากจำเลยทั้ง 3 ไม่เคยทำผิดมาก่อน ให้รอลงอาญาไว้)
-คดีร่ำรวยผิดปกติ ให้ทรัพย์สิน 76,621 ล้านบาท ของคุณทักษิณตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังคุณทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกฯ และเงินปันผล จำนวน 46,373 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
-คดีปล่อยเงินกู้ให้ บมจ.กฤษดามหานคร ร่วมหมื่นล้านบาทโดยมิชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยคนละ 18 ปี ส่วนคุณทักษิณ จำเลยที่ 1 คดีเดียวกันอยู่ระหว่างหลบหนี ให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว (และต้องไม่ลืมว่าคุณพานทองแท้ ลูกคุณทักษิณไม่ปรากฏชื่อถูกฟ้องเป็นจำเลยในชั้นศาล)
6. ผมเลยสงสัยว่า อะไรเหล่านี้ซึ่งก็เป็น "ข้อเท็จจริง" "ข้อมูลเขิงประจักษ์" "ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ" "ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม" จะนับเป็น "หลักฐาน" หรือ "ประจักษ์พยาน" ที่ อ.นิธิบอกว่าไม่ปรากฏมีสำหรับการโกงหรือทุจริตของคุณทักษิณได้หรือไม่?
7. ส่วนเรื่องตีตนเสมอเจ้า หรือหมิ่นเจ้า อันนั้นอาจจะยุ่งยากเพราะอาจดิ้นได้ว่าเป็นการตีความ อาจเข้าใจเจตนาของคำพูดและการกระทำได้ต่างกัน อย่างไรก็ตามคุณทักษิณถูกฟ้องเรื่องเกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างน้อย 7 คดี บางคดีศาลตัดสินยกฟ้อง บางคดียังอิรุงตุงนังกันอยู่
21 พฤษภาคม 5558 คุณทักษิณได้ไปสัมภาษณ์ สำนักข่าวซูซัน ของ ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เกี่ยวกับเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 และเหตุการณ์ทางการเมืองอื่น ถูกนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ยูทูบคลิปวิดีโอชื่อ “คลิปทักษิณให้สัมภาษณ์ทิ้งบอมบ์เบื้องหลังยึดอำนาจ อัดสุเทพ บิ๊กทหาร องคมนตรี" โดยคำให้สัมภาษณของคุณทักษิณมีเนื้อหาบางส่วนพาดพิงบุคคลตามมาตรา 112 จนเป็นเหตุให้คุณทักษิณถูกกองทัพบกฟ้องหมิ่นประมาทในเวลาต่อมา
ต่อมาคุณทักษิณได้ ฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล ที่ 1 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่ 2 (ผู้ถูกฟ้อง) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งทีทำให้คุณทักษิณถูกยกเลิกหนังสือเดินทางรวมสองฉบับ คือ หนังสือเดินทางเลขที่ U 957411 และเลขที่ Z 530117 แต่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลจากกรณีที่คุณทักษิณไปให้สัมภาษณ์ที่เกาหลีได้

ศาลเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของผู้ฟ้องคดีมีเนื้อหาบางส่วนพาดพิงบุคคลตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัย หรือชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศไทยได้ การให้สัมภาษณ์ของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ย่อมเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไป และคาดหมายได้ว่าจะถูกนำไปเผยแพร่หรือส่งต่อเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์แพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย
8. หรือกรณีที่ คุณทักษิณพูดในงาน "นายกฯพบแท็กซี่"ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก ในปี 2548 ว่า
“…บางช่วงนี่นะ ให้คนนั่งแท็กซี่ บอกว่าเนี่ยผมกำลังเหลิงจะเป็นประธานาธิบดี ปัดโธ่! เป็นแค่นี้เหนื่อยจะตายห่าอยู่แล้ว ทุกวันนี้อยู่ด้วยจิตรับผิดชอบ แล้วเอะอะอะไรก็ แหม! หาว่าผมไม่จงรักภักดี ปัดโธ่! ถ้านายกฯ ไม่จงรักภักดี แล้วผีที่ไหนจะจงรักภักดี”
ต่อมาในปี 2552 คุณสุเทพ เทือกสุบรรณได้อภิปรายในสภาทำนองว่าคุณทักษิณอยากกลับมาเป็นประธานาธิบดี จนทำให้คุณทักษิณยื่นฟ้องหมิ่นประมาทคุณสุเทพในเวลาต่อมา ซึ่งในที่สุด ศาลฎีกาพิพากษา(ยืน)ยกฟ้องคดี "ทักษิณ" ฟ้อง "สุเทพ" หมิ่นประมาทกรณีบอกว่า "ทักษิณ" อยากเป็นประธานาธิบดี เมื่อปี 52
โดยศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์(คุณทักษิณ) เป็นบุคคลสาธารณะที่สมัครใจเข้ามารับตำแหน่งทางการเมืองเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ มีทั้งอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศ และต้องรับผิดชอบจากการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบสูงกว่ามาตรฐานของบุคคลทั่วไป ทั้งถ้อยคำของจำเลย(คุณสุเทพ)ที่ให้สัมภาษณ์ก็มิได้ปรุงแต่งข้อเท็จจริง แต่มีผลต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาโดยตลอดจากการกระทำของโจทก์เองและกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุน อาทิ โจทก์เคยพูดต่อข้าราชการ กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และกลุ่มคนขับแท็กซี่ว่า ผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ แทรกแซงองค์กรอิสระ และศาล รวมทั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เคยมีความเห็นว่าโจทก์ละเมิดรัฐธรรมนูญ และอื่นๆ ดังนั้น การให้สัมภาษณ์ของจำเลยจึงเป็นการติชม แสดงความคิดเห็นโดยสุจริต จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ฟ้องโจทก์ไม่มีมูล ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
9. อะไรเหล่านี้เป็น "ข้อเท็จจริง" "ข้อมูลเขิงประจักษ์" "ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ" ที่เป็นรูปธรรมพอที่จะนับเป็น "หลักฐาน" หรือ "ประจักษ์พยาน" เรื่องตีตนเสมอเจ้าหรือหมิ่นเจ้าได้หรือไม่ครับ อ.นิธิ?
10. ผมเลยมีข้อสงสัยว่า นักวิชาการระดับต้นๆของประเทศไปอยู่ที่ไหนมาครับ ถึงไม่ทราบว่ามี "ข้อมูล" "ข้อเท็จจริง" เหล่านี้ปรากฏอยู่ ถึงแม้ "ผู้ดีไทย" ที่ อ.พูดคุยด้วย(ซึ่งผมไม่รู้ว่าเป็นใคร)จะไม่รู้เรื่องเหล่านี้ แต่ "ผู้รู้" ไทยระดับ อ. นิธิ ก็น่าจะได้ตรวจสอบในเบื้องต้นให้แน่ชัด(ซึ่งสังคมควรจะคาดหวังเรื่องแบบนี้ได้จากปัญญาชนสาธารณะ)ก่อนที่จะบอกกับสังคมเข้าใจไปว่าการทุจริตหรือการตีคนเสมอเจ้าของคุณทักษิณเป็นเพียงอาการมโนหรืออุปโลกน์ไปเองเพราะอคติหรือความเกลียดกันทางวัฒนธรรมระหว่างของคนกลุ่มหนึ่งหรือชนชั้นหนึ่งในสังคมเท่านั้น ราวกับว่า หาได้มีการใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือเพื่อแสวงประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องใดๆเกิดขึ้นเลย
11. แน่นอนครับผมไม่ปฏิเสธว่า "ข้อมูล" หรือ "ข้อเท็จจริง" นั้นไม่อาจรอดพ้นจากการตีความ หรือ ความเห็นที่ต่างกันได้ แต่ "ข้อเท็จจริง" ก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ ความเห็น การถกเถียง วิวาทะ ระหว่างกันไม่หลุดไปสู่ โลกแห่งความฟุ้งซ่านทางปัญญาหรือความเพ้อเจ้อทางวิขาการ อาจารย์ฝรั่งที่สอนปรัชญาให้ผม (ซึ่งแกเสียชีวิตไปแล้วและไม่ได้โด่งดังระดับ เบน แอนเดอสันฯลฯ) เคยบอกประมาณว่า "ความคิดความรู้ต่อให้ในตัวมันเองสอดคล้องลงตัว ได้ดีขนาดไหน ถ้ามันไม่ได้วางอยู่บน "ข้อเท็จจริง" ไอ้ที่คุณรู้หรือคิดว่าคุณรู้มันก็แทบไม่ต่างอะไรจาก เรื่องเพ้อเจ้อ จินตนาการ หรือ นิยาย เรื่องหนึ่งเท่านั้น" แต่ผมคิดว่า บทความ ความเห็นทางวิชาการต่อสาธารณะแบบฟุ้งซ่านทางวิชาการ เพื่อให้คนอ่านพร้อมจะเกิดจินตนาการไปตามอคติที่ตนมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสนใจในข้อเท็จจริง ไม่ว่ามันจะเลิศหรูดูดีขนาดไหน ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ "หนังโป๊ทางวิชาการ" หรือ "สื่อลามกทางปัญญา" (ที่ปราศจากภาพอนาจาร) ซึ่งมุ่งเพียงให้ผู้ชม ผู้อ่านได้ "สำเร็จความใคร่ด้วยตนเองทางความคิด" เท่านั้น
ด้วยความเคารพ
เวทิน ชาติกุล

 

 

 

เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์