อัดสื่อก้มหัวนายทุน !!! "รสนา" ซัดคอลัมนิสต์ "มติชน-ไทยรัฐ" เขียนบทความตามโพยกลุ่มทุน โจมตีภาคประชาชนที่ตรวจสอบธรรมาภิบาลเรื่องพลังงาน

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. เวลา 23.27 น. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร และ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจรสนา โตสิตระกูล ในหัวข้อเรื่อง "กม.ปิโตรฯ ควรถามสำนึก สนช.หรือสำนึกสื่อบางสำนักกันแน่? " โดยมีรายละเอียดว่า
          “ช่วงนี้มีคอลัมนิสต์จากหนังสือพิมพ์หลายฉบับพาเหรดเขียนบทความเกี่ยวกับประเด็นด้านพลังงานโดยมุ่งโจมตีมาที่กลุ่มเอ็นจีโอที่ตรวจสอบธรรมาภิบาลเรื่องพลังงาน ทั้งในการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม และการแยกบริษัทโดยลดทอนหุ้นส่วนของรัฐ คอลัมนิสต์บางท่านถึงกับดิสเครดิตด้วยข่าวโคมลอยเป็นตุเป็นตะว่าเอ็นจีโอรับเงินจากทุนต่างชาติมาทำลายบริษัทพลังงานในประเทศไทย
          คอลัมน์เดินหน้าชน ใน นสพ.มติชน 17 มกราคม 2560 เขียนบทความ "กม.ปิโตร-สำนึก'สนช' " โดยมุ่งประเด็นโจมตีว่าการที่ สนช.ต้องยื้อการผ่านกฎหมายปิโตรเลียมมิใช่เพื่อความรอบคอบ แต่เพราะเกรงกลัวกลุ่มเอ็นจีโอที่ผลักดันให้บรรจุ "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" แต่ไม่สมหวังเลยกดดันให้ สนช.ต้องเลื่อนการพิจารณาหรือถอนร่างออกไป
          ขอถามหน่อยว่ากลุ่มเอ็นจีโอมีอำนาจอะไรที่ทำให้ สนช.ต้องเกรงกลัว ? หากไม่ใช่เพราะ สนช.มีสำนึกทางจริยธรรมของตัวเองหากต้องผ่านกฎหมายที่ขัดกับผลการศึกษาของตนเอง
          ลมเปลี่ยนทิศ นสพ.ไทยรัฐ 16 ม.ค. 2560 เขียนบทความ "ยื้อประมูลก๊าซอ่าวไทย" ตั้งคำถามว่า สนช.ที่ยื้อร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2514 และกฎหมายภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 2514 ไม่รู้ว่ามีเหตุผลลึกลับซับซ้อนอะไร เพราะกฎหมาย 2 ฉบับนี้ไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อน
          ทั้ง 2 บทความมีเนื้อหาและเหตุผลที่มาจากชุดข้อมูลเดียวกับที่กลุ่มทุนพลังงานใช้เผยแพร่มาตลอด เพื่อเร่งให้มีต่อสัมปทานแหล่งบงกชและเอราวัณที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานในอีก 5-6 ปีข้างหน้า
          สิ่งที่น่าเสียดายคือสื่อควรเป็นผู้ใช้ความจริงนำสติปัญญาของสังคม แต่กลับกลายเป็นใช้สำนวนโวหารแบบโฆษณาชวนเชื่อ ตามโพยโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูล หรือทำข่าวแบบสืบสวนข้อมูลอย่างเจาะลึก (investigative jounalism)

ก่อนจะเขียนข่าวเชียร์ให้รีบต่อสัมปทานแปลงเอราวัณ และ บงกช อ้างว่าถ้าไม่รีบต่อจะทำให้ประเทศเสียหาย กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน สื่อควรรู้ว่า กม.ปิโตรเลียม 2514 ระบุชัดเจนว่าเมื่อต่อสัมปทานครบ 2 ครั้งแล้ว ไม่ให้มีการต่อสัมปทานอีก ซึ่งแปลงเอราวัณและบงกช ได้ต่อสัมปทานครบ 2 ครั้งแล้ว จึงไม่สามารถต่อสัมปทานให้รายเดิมอีก รัฐบาลต้องแก้ไข กม.ให้มีระบบใหม่ คือระบบการจ้างผลิต หรือระบบแบ่งปันผลผลิต มาใช้แทนระบบสัมปทาน
          ระบบใหม่นี้จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เป็นของรัฐ 100% ซึ่งอาจเรียกว่าบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติมาบริหารแปลงปิโตรเลียมที่หมดอายุสัมปทานตามระบบใหม่ที่กฎหมายบัญญัติขึ้นและยังต้องเป็นผู้รับมอบอุปกรณ์ทรัพย์สินในการผลิตปิโตรเลียมที่เอกชนต้องส่งมอบคืนให้เป็นของรัฐเมื่อหมดอายุสัมปทาน
          ทราบกันหรือไม่ว่าหลังจากการสิ้นอายุสัมปทานของแหล่งเอราวัณและบงกชแล้ว จะมีแปลงสัมปทานอื่นๆ ทยอยหมดอายุ และกลับมาเป็นของประเทศ ซึ่งรัฐบาลสามารถนำมาบริหารให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน
          ความล่าช้าในการผ่านร่างแก้ไข กม.ปิโตรเลียมทั้ง 2 ฉบับมาจากการที่คณะรัฐมนตรีเสนอร่างแก้ไข กม.ปิโตรเลียมตามความต้องการกระทรวงพลังงาน ทั้งที่ไม่แก้ไขตามผลการศึกษาของ สนช.(ตามคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ที่ให้แก้ไขข้อเสียเปรียบในกฎหมายและจุดรั่วไหลของภาษีใน กม. ปิโตรเลียมที่เราใช้มานาน 45-46 ปีแล้ว
          ร่างแก้ไขของกระทรวงพลังงานที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช.เสนอระบบแบ่งปันผลผลิตที่ไม่ใช่มาตรฐานสากล แต่เป็นระบบแบ่งปันผลผลิตแบบกำมะลอ หรือเป็นสัมปทานจำแลง เพื่อไว้อำพรางว่ามีการเปลี่ยนระบบแล้วแต่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของ กม.ฉบับใหม่
          สื่อรู้หรือไม่ว่าร่างแก้ไขของกระทรวงพลังงานยังแก้ไขการให้สัมปทานเอกชนเป็นรวดเดียว 39 ปี และผูกมัดประเทศว่าหากจะเพิกถอนสัมปทาน รัฐต้องใช้ระบบอนุญาโตตุลาการ ที่อาจต้องมีตุลาการจากสหพันธรัฐสวิส หรือผู้อำนวยการใหญ่ธนาคารโลกมาร่วมเป็นอนุญาโตตุลาการในการตัดสิน

ประเทศไทยควรยอมรับการเสียสิทธิอธิปไตยของศาลไทยต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งคงไม่ต่างจากการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในอดีต
          กลุ่มทุนพลังงานกลัวระบบแบ่งปันผลผลิตและบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เพราะกลุ่มทุนเหล่านี้จะไม่สามารถผูกขาดกิจการพลังงานของประเทศได้อย่างที่เคยทำมา
          การยกตัวอย่างความล้มเหลวของเวเนซูเอล่ามาเพื่อโจมตีระบบแบ่งปันผลผลิตและบรรษัทพลังงานแห่งชาติ เป็นการตีขลุมแบบมั่วนิ่ม ความล้มเหลวของเวเนซูเอล่าไม่ใช่มาจากระบบแบ่งปันผลิตหรือบรรษัทพลังงานแห่งชาติ แต่เกิดจากการที่รัฐบาลนำเงินที่ได้จากระบบแบ่งปันผลผลิตไปทำประชานิยมมากเกินไป เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดต่ำลง เวเนซูเอล่าไม่มีแหล่งรายได้อื่นนอกจากทรัพยากรน้ำมันจึงทำให้ประเทศของเขาประสบภาวะวิกฤติ
          กลุ่มทุนพลังงานมักจะยกความล้มเหลวของเวเนซูเอล่ามาโจมตีระบบแบ่งปันผลผลิตและบรรษัทพลังงานแห่งชาติ อ้างเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ราวกับระบบสัมปทานเท่านั้นที่ดีที่สุด สะอาดและปราศจากการคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่ป็นความจริง ทุกระบบหากไม่มีการออกแบบการตรวจสอบที่ดี ก็มีโอกาสจะทุจริตได้ ต้องถามว่าระบบสัมปทานดีที่สุดสำหรับกลุ่มทุนเอกชน ใช่หรือไม่
          แต่กลุ่มทุนพลังงานไม่เคยยกตัวอย่างบริษัทปิโตรนัสของมาเลเซียที่ประสบความสำเร็จในการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต และบรรษัทพลังงานแห่งชาติมาอ้างอิง ทั้งที่มาเลเซียอยู่ติดกับประเทศของเราแท้ๆ เพราะอะไร ?
          เพราะปิโตรนัสเป็นกรณีที่ประสบความสำเร็จในการบริหารกิจการปิโตรเลียมต้นน้ำด้วยระบบแบ่งปันผลผลิตและในฐานะบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ปิโตรนัสสามารถส่งเงินรายได้ให้รัฐบาลถึง 40% ของงบประมาณแผ่นดิน และราคาน้ำมันของมาเลเซียยังถูกกว่าบ้านเราครึ่งต่อครึ่ง ใช่หรือไม่
          ทั้งรัฐบาลและสื่อฟังคำพูดกรอกหู ทั้งจากข้าราชการที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มทุนพลังงาน และกลุ่มทุนพลังงานเองว่าแหล่งปิโตรเลียมของเราเป็นกะเปาะเล็ก สำรองก็มีน้อย รัฐลงทุนไปก็ไม่คุ้มค่า ควรให้สัมปทานต่อไปดีกว่าจะเปลี่ยนระบบ แต่ไม่ว่าแหล่งปิโตรเลียมของเราจะมีมากหรือน้อย ก็มีมูลค่าถึงปีละ 4-5 แสนล้านบาท
          นายกฯ มักจะอ้างยุทธศาสตร์ 4.0 และศาสตร์พระราชามาสั่งสอนประชาชน ให้หัดจับปลาเอง แทนที่จะรอรับปลาที่เขานำมาให้ ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจะปฏิบัติเป็นแบบอย่างก่อนใช่หรือไม่
          การยื้อกฎหมายในขณะนี้ควรเรียกว่าเป็นสงครามแย่งชิงการกำหนดกติกาเพื่อช่วงชิงการบริหารทรัพยากรปิโตรเลียมมูลค่าปีละ 4-5 แสนล้านบาท จะเหมาะสมกว่า
          การใช้วิชาแพะโยนความผิดเรื่องกฎหมายล่าช้าว่ามาจากกลุ่มเอ็นจีโอ มีความเป็นธรรมแล้วหรือ?
          หากมีการแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามรายงานผลการศึกษาของ สนช.ตั้งแต่แรก กฎหมายน่าจะเสร็จไปแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายยื้อให้ล่าช้า ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายซื้อเวลาและเอาข้ออ้างความมั่นคงด้านพลังงานมาเป็นตัวหลอกเพื่อโยนความผิดให้ประชาชนที่กำลังตรวจสอบการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรม ขาดหลักธรรมาภิบาลของนักกินรวบทั้งหลาย
          การที่ สนช.ยังขอขยายเวลาในการปรับแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมเพราะร่างดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามผลการศึกษาของ สนช.จึงควรเห็นว่า สนช.ยังมีสำนึกรับผิดชอบในผลการศึกษาของ สนช.เอง
          แต่สิ่งที่ประชาชนกำลังถามหาในเวลานี้คือสำนึกทางจริยธรรมของสื่อบางสำนักมากกว่า หากเสนอความเห็นในลักษณะที่เป็นหน้าโฆษณาแฝงในรูปของบทความ ใช่หรือไม่?”

 

 

ที่มา MGR Online

เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์