- 19 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
เรื่องการลงนามMOU หรือที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเรียกการลงนามนี้ว่า การลงสัจจะวาจา หรือ สัญญาประชาคม คือหนึ่งในกระบวนการของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคี ปรองดอง ที่เมื่อพรรคการเมือง และ กลุ่มการเมือง พูดคุยหาทางออกจากความขัดแย้งเรียบร้อยแล้ว จะมีการลงนามเป็นข้อตกลง เพื่อเป็นการการันตีว่า พูดแล้วต้องทำ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้ถูกมองว่าจะนำไปสู่ความปรองดอง และยุติปัญหาความขัดแย้งต่างๆไปได้ ก่อนที่ประเทศจะเดินไปสู่การเลือกตั้ง
แต่ปรากฎว่ารัฐบาลคสช. เจอย้อนศรจากทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทย และ ประชาธิปัตย์ว่า ทหารควรเซ็นเอ็มโอยูว่าจะไม่ทำรัฐประหารอีกเช่นกัน นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส. เพื่อไทย กล่าวว่าการปรองดองไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของการนิรโทษกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสร้างจิตสำนึก โดยเฉพาะนายทหารนักการเมืองบางคนให้รู้จักเคารพกติกาของประเทศ หากอยากมีอำนาจ อยากเข้ามาบริหารประเทศ ขอให้มาลงเลือกตั้ง และขอเสนอให้นายทหาร และ กองทัพมาเซ็นเอ็มโอยูด้วยว่าจะไม่ทำรัฐประหารอีก และนายกษิต ภิรมย์ สมาชิกสปท.และอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นเรื่องการลงนามข้อตกลงว่าเห็นด้วยที่พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณว่า เอ็มโอยูไม่ใช่การขัดกฎหมาย และต้องตกลงร่วมกัน เพราะอะไรก็อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ รวมถึงการตกลงก็คือการเปิดให้ทุกฝ่ายได้หารือกัน และได้โปรดอย่าลืมว่าเอ็มโอยูที่คนไทยต้องการนั้น รวมถึงการที่ทหารจะไม่ออกมาทำการรัฐประหาร และฉีกรัฐธรรมนูญอีกในอนาคต
ขณะที่ล่าสุด พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในฐานะที่ดูแลคณะกรรมการปรองดองก็ได้ออกมาตอบคำถามต่อเสียงเรียกร้องเหล่านี้ โดยยืนยันว่าทหารไม่เซ็นเอ็มโอยูว่าไม่ปฏิวัติ เพราะไม่มีใครอยากทำ นอกจากบ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง และถ้าประชาชนไม่เอาด้วย ไม่มีทางปฏิวัติได้ สรุปแล้วด้านหนึ่งบอกว่าคนไทยต้องการให้ทหารลงนามเลิกปฏิวัติ กับอีกฝ่ายหนึ่ง ยืนกรานว่าปฏิวัติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นชอบด้วย ดังนั้นความต้องการที่แท้จริงของประชาชนคืออะไร ประชาชนจะเป็นผู้ตอบเองในที่สุด
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
