- 19 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะคสช. ณ ช่วงเวลานี้ ถือได้ว่า ได้รับคะแนนนิยม ที่มากกว่านายกคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือ นาย ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยได้รับคะแนนนิยมสูงสุดในช่วงการเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
แต่ปัจจุบันก็สู้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ เนื่องจากพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนที่เข้ามายุติปัญหาความขัดแย้ง แถมยังเป็นบุคคลที่ซื่อสัตย์ สุจริต เพราะฉะนั้นหากมีการเลือกตั้ง หลังรธน.ฉบับใหม่ประกาศใช้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะขึ้นนั่งในตำแหน่งนายกได้แบบสบายๆ เนื่องจากรธน.ฉบับใหม่ เปิดช่องให้วุฒิสมาชิก สามารถเข้ามาถ่วงดุลอำนาจส.ส.ได้ ด้วยการยกมือโหวตให้เป็น "นายกรัฐมนตรี"
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับการเป็นนายกหลังเลือกตั้ง เนื่องจากมีอุปสรรคมากมายที่รออยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ส.ส.จากพรรคเพื่อไทย ที่ยังคงมีฐานคะแนนเสียง เอาไว้สู้กับพล.อ.ประยุทธ์ ได้แบบสบาย สบาย เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น จะมีปัจจัยอะไรอีกบ้าง ที่จะหนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ สู้กับส.ส.เพื่อไทยได้
คำตอบคือ พรรคปชป. ที่ตอนนี้ยังมีหัวหน้าพรรคที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นั่งดำรงตำแหน่งอยู่
ส่วนจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? เรามาร่วมหาเหตุผลและวิเคราะห์ไปด้วยกัน กับคอลัมน์ "ทางเดียวไม่เลี้ยวไปไหน" โดย สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 19-21 ม.ค. 2560 โดยมีเนื้อหาและรายละเอียด ดังต่อไปนี้
คอลัมน์ "ทางเดียว…ไม่เลี้ยวไปไหน" โดย…สนธิญาน ชื่นฤทัยในธรรม หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
น่าจะเรียกได้ว่าเป็น"นายกรัฐมนตรี"ที่ประชาชนนิยมชมชอบมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะกี่โพลประชาชนเขียร์สุดๆหรือจะเอากันให้ชัดๆ อย่างการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ๑๖ ล้านเสียงนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้พิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดไม่แต่เป็นเพราะต้องการเชียร์"พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา"นั่นเอง
นายกรัฐมนตรีก่อนหน้าพลเอกประยุทธ์ที่เคยได้รับความนิยมมาอย่าง"พลเอก เปรมติณสูลานนท์"ประธานองคมนตรี หรือ"ทักษิณ ชินวัตร"ที่เคยกระแสสูงยิ่งในช่วงต้นของการเป็นนายกมนตรีก็ยังได้รับแรงเชียร์ไม่เท่ากับ"พลเอก ประยุทธ์"ในตอนนี้
สาเหตุหลักๆถ้าเปรียบเทียบกับ"พลเอก เปรม"แล้วด้านฝีไม้ลายมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่น่าจะแตกต่างกันเพราะก่อนหน้าที่ทั้งสองท่านจะขึ้นเป็น"นายกรัฐมนตรี"นั้นประเทศชาติบ้านเมืองอยู่ในสภาวะแตกแยกกันอย่างรุนแรงเหมือนๆกัน เพียงแต่สมัยของ"พลเอก เปรม" ยังเป็นยุคท่ีการสื่อสารยังไม่รวดเร็วเชื่อมโยงกันอย่างปัจจุบันนี้ การแสดงออกของประชาชน จึงจำกัดอยู่ในวงแคบๆ
ส่วน"ทักษิณ ชินวัตร"นั้นคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเมื่อเอาฝีไม้ลายมือในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติมา"หักกลบ" กับ"การทุจริตเชิงนโยบาย"แล้ว ก็จะเห็นได้ว่าประชาชนก็นิยมชมชอบในช่วงระยะแรกของการเป็น"นายกรัฐมนตรี"เท่านั้นเมื่อต่อมาความจริงและหลักฐานต่างๆในการทุจริตปรากฏขึ้นความนิยมก็ลดลง แต่ก็ถือว่ายังสูงอยู่ เพราะยังเรียกความศรัทธาผ่านคะแนนเสียงเลือกตั้งให้พรรคการเมืองของตัวเองชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง
แต่ในขณะท่ีอีกด้านหนึ่งนั้น"ทักษิณ ชินวัตร"ก็คือชนวนความขัดแย้งหลักของสังคมไทยในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมามา ความขัดแย้งที่นำไปสู่การแบ่งแยกเป็นสีเป็นฝ่ายมีการประท้วงวุ่นวายรุนแรงและท้ายที่สุดจนถึงขั้นมีกองกำลังติดอาวุธทำให้บ้านเมืองไม่สามารถเดินไปตามภาวะปกติได้ เป็นปัญหากับ"ภาคธุรกิจเอกชน" และส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่และความขัดแย้งดังกล่าวก็ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้จนเชื่อกันว่า สุดท้ายที่ปลายทางคือจะต้องเกิด "สงครามกลางเมือง"
ทันทีที่"กองทัพ" ในนามคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ คสชซ นำโดย"พลเอก ประยุทธ์" เข้าทำการยึดอำนาจ และได้แสดงศักยภาพให้เห็นว่า "เอาอยู่"ทำให้ความแตกแยกวุ่นวายที่เกิดขึ้นกลับสู่ความสงบเรียบร้อยได้ การเทใจให้ของประชาชนจึงเกิดขึ้นและเมื่อได้โชว์ฝีมือในการบริหารประเทศก็ได้แสดงให้เห็นได้ว่ามี"สติปัญญา"ที่จะนำพาประเทศไปได้ อย่างมียุทธศาสตร์ และที่สำคัญได้แสดงเห็นอย่างประจักษ์ในเรื่อง"ความซื่อสัตย์สุจริต"ทำให้ประชาชนเอาไปเปรียบเทียบกับบรรดานักเลือกตั้งตั้งหลายกระแสความนิยมของ"พลเอก ประยุทธ์"จึงยิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเห็นของประชาชนผ่านโพลต่างๆนั้นจะเห็นได้ว่าอยากจะเชียร์ให้"พลเอกประยุทธ์"เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหลังการเลือกตั้งแต่เอาเข้าจริงๆแล้วไม่น่าจะเป็นได้ง่ายๆ เพราะแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติจะกำหนดให้มี"วุฒิสมาชิก"ถึง ๒๕๐ เสียง เพื่อไปถ่วงดุล สส.ที่มีอยู่ ๕๐๐ เสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ข้อเท็จจริงของผลการเลือกตั้งนั้นจากระบบอุปถัมภ์และการวางเครือข่ายหัวคะแนนแร่นอนว่าพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคคือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์แน่นนอนว่าจะมีเสียง สส. ในสภา รวมกันไม่ต่ำกว่า ๓๕๐ เสียงซึ่งนั่นหมายความว่าแม้"วุฒิสมาชิก"ร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กจะโหวตให้"พลเอกประยุทธ์"เป็น"นายกรัฐมนตรี"แต่ก็ไม่สามารถที่จะบริหารราชการแผ่นดินได้เพราะ จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจและรัฐบาลก็จะมีอันเป็นไปทันที
ดังนั้นแม้"พลเอก ประยุทธ์"จะได้รับแรงเชียร์จากประชาชนแต่เงื่อนไขของ"รัฐธรรมนูญ"และกลไกการเลือกตั้งที่มีมาอย่างยาวนานจนทำให้"พรรคการเมือง" สร้างอิทธิพลในระบบอุปถัมภ์และการซื้อเสียงได้อย่างเป็นระบบ ก็ไม่น่าจะทำให้"พลเอกประยุทธ์"ขึ้นสู่ตำแหน่ง"นายกรัฐมนตรี"หลังเลือกตั้งได้อย่างง่ายๆเว้นแต่ว่า
พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งในสองพรรคคือพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ "เสนอชื่อและโหวต"ให้"พลเอก ประยุทธ์" ซึ่งฝากฝั่งพรรคเพื่อไทยนั้นปิดประตูตายไปได้เลย เพราะวันนี้ได้แสดงออกแล้วว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกันอย่างชัดเจน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าจะเป็นเรื่องยากหาก"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"ยังเป็น"หัวหน้าพรรค"อยู่เพราะได้แสดงท่าทีโดยเปิดเผยมาโดยตลอดว่าจน"ยึดมั้น"ใน "ระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง" เพราะแม้แต่"การลงประชามติ"ท่ีผ่านมาก็ได้แสดงท่าทีโดยเปิดเผยว่า"ไม่รับ"ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอชื่อและโหวตให้"พลเอก ประยุทธ์" ก็ต้องจับตาว่าจะมี"การเปลี่ยนหัวหน้าพรรค"หรือไม่?เมื่อ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"หมดวาระลงในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้
ส่วนอีกทางก็คือ"พลเอก ประยุทธ์"ตั้งพรรคการเมืองของตัวเองซึ่งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเพราะ นั่นหมายความว่าจะต้องฝ่าฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์ไปให้ได้ และผลการเลือกตั้งจะต้องได้ ๑๐๐ ที่นั่งขึ้นไป อันจะส่งผลให้ไปแบ่งที่นั่ง สส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ให้รวมกันแล้วได้ไม่ถึง ๒๕๐ ท่ีนั่ง ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆแต่จะทำให้การนั่งในตำแหน่ง"นายกรัฐมนตรี"เป็นไปด้วยความสง่างามและไม่ถูกพรรคการเมืองบีบคั้นจนบริหารประเทศไม่ได้ เหมือนเช่นเคยเกิดขึ้นกับ"พลเอก เปรม"ในช่วงปลายปลายของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ต้องดูกันอีกทีหลังกฏหมาย"พรรคการเมือง"ประกาศใช้ อะไรก็คงชัดเจนขึ้น!!!!!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,228 วันที่ 19 – 21 มกราคม 2560
เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์
