"ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย" รอไปก่อน !!! โพลชี้ประชาชนเลือก "บิ๊กตู่" นั่งนายกฯอีกยาว !!!

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

22 ม.ค.60 กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง "คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทย ปี 2560" โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,216 คน พบว่า
          คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่ร้อยละ 17.5 (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือนกันยายน 2559 ร้อยละ 0.6) รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 15.7 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4) พรรคชาติไทยพัฒนามีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 1.9 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7) พรรครักประเทศไทยมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 1.4 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5) และพรรคพลังชลมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 0.4 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1)
          เมื่อถามว่า "หากวันนี้ มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่" พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.8 ระบุว่าจะ "สนับสนุน" (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์2559 ร้อยละ 3.2) ขณะที่ร้อยละ17.9 ระบุว่าจะ "ไม่สนับสนุน" ส่วนที่เหลือร้อยละ 20.3 งดออกเสียง

ขณะที่วันที่ 21 ม.ค. 60 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,272 คน ระหว่างวันที่ 16-20 มกราคม 2560 โดยถามว่า 1. ประชาชนคิดอย่างไรหากจะมีการทำข้อตกลง (MOU) ในการสร้างความปรองดองร่วมกัน อันดับ 1 เป็นแนวคิดที่ดี หากทำได้จริงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบ้านเมือง 82.31%
          อันดับ 2          ช่วยลดความขัดแย้งทำให้บ้านเมืองสงบสุข เดินหน้าต่อไปได้ 79.25%, อันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล พยายามผลักดันให้เกิดการปรองดอง 61.32%, อันดับ 4 ต้องไม่บังคับ ให้อิสระ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละฝ่าย 57.55%, อันดับ 5 ความขัดแย้งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน น่าจะแก้ได้ยาก 50.47%
          2.ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปรองดองครั้งนี้สำเร็จได้ คือ อันดับ 1 ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจ มีความสามัคคี จริงใจในการแก้ปัญหา 76.89%, อันดับ 2 ยอมรับฟังซึ่งกันและกัน ลดอคติ 75.47%, อันดับ 3 เห็นแก่ชาติบ้านเมือง นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ 73.58%,  อันดับ 4 รัฐบาลต้องมีความเป็นกลาง ให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย 62.50%, อันดับ 5 เนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็นที่น่าพอใจ 60.38%
          3.ปัญหา-อุปสรรคที่จะทำให้การปรองดองยากที่จะสำเร็จ คือ อันดับ 1 ความเห็นแก่ตัว มุ่งหวังแต่อำนาจและผลประโยชน์ 80.66%, อันดับ 2 ถือทิฐิ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 72.41%, อันดับ 3 การยั่วยุ ปลุกปั่น โจมตี สร้างกระแส ปล่อยข่าว 66.98%, อันดับ 4 ขาดจิตสำนึกคุณธรรมจริยธรรม 63.68%, อันดับ 5 ทำไม่ต่อเนื่อง ไม่จริงจังในการสร้างความปรองดอง 53.77%

และในวันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างจากสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักการเมืองว่าเรื่องของการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง เป็นเดิมพันสูงยิ่งของรัฐบาลและคสช.ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ทุกเรื่องที่พูดมาทั้งหมดไม่ใช่เดิมพันของรัฐบาลหรือคสช. แต่เป็นเดิมพันของคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด อาชีพใด ต้องช่วยกันคือ การเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คิดอย่างสร้างสรรค์พาชาติก้าวไปข้างหน้า ไม่โยนภาระให้ใคร คนใดคนหนึ่ง และต้องลงมือทำ ไม่ใช่พูดเพียงอย่างเดียว
          พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า นายกฯ ยังได้ยกตัวอย่างเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ว่า เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่รัฐบาลปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อลดความสูญเสียของประเทศอย่างยั่งยืน โดยประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ คนโกงรายเก่าจะต้องหมดไป คนโกงรายใหม่ต้องไม่เกิด และไม่เปิดโอกาสให้มีการโกงในทุกวงการ กระทั่งล่าสุดดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยในเดือนธันวาคม 2559 ที่สำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อยู่ในระดับ 55 ดีที่สุดในรอบ 6 ปี หลังจากคนโกงถูกปิดโอกาส โดยยอดการจ่ายเงินใต้โต๊ะลดลงเหลือร้อยละ 15 จากที่เคยขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 90

 

 

เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์