ด่วนที่สุด !!! สตง.ทำหนังสือสั่งแอร์พอร์ตลิงค์แจงข่าวน็อตยึดรางหลุดภายใน 15 วัน ระบุหากเป็นความจริงผู้โดยสารจะได้รับอันตราย-ราชการเสียหาย

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2560 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึงบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เพื่อขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีปรากฎข่าวในโลกออนไลน์ว่า แผ่นเหล็กประกบรางหรือเหล็กรองรับรางรถไฟฟ้า Airport Rail Link บริเวณโค้งลาดกระบังมีการเคลื่อนตัว เนื่องจากน็อตยึดแผ่นเหล็กหลุดเพราะ Anchor Bolt หรือ พุก ไม่ยึดติดกับคอนกรีต ทำให้รถไฟฟ้าต้องชะลอความเร็วจาก 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 30 และ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามลำดับ ซึ่งหากไม่ลดความเร็วอาจทำให้รถไฟฟ้าตกราง 

โดย สตง. พิจารณาแล้วเห็นว่า หากข้อเท็จจริงมีมูลตามที่ปรากฎเป็นข่าว อาจทำให้ประชาชนได้รับอันตรายและทางราชการได้รับความเสียหาย ดังนั้น เพื่อประกอบการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 จึงขอให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวพร้อมจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ให้สตง.ภายใน 15 วัน

ขณะที่ เมื่อวันที่ 20 ม.ค. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ว่า ตนจำเป็นต้องเขียนถึงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์อีกรอบ หลังจากได้เห็นผลการประเมินความเสี่ยงการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์โดยบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอย้ำว่าตนไม่ต้องการให้ผู้โดยสารตื่นตระหนก แต่ต้องการให้บริษัทฯ เร่งแก้ไขโดยด่วน หลังจากบริษัทฯ ได้ตรวจสอบสภาพความพร้อมของรางรถไฟฟ้าโดยการประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) เมื่อเดือน ก.ย. 59 แล้ว พบว่ามีอุปกรณ์เครื่องยึดเหนี่ยวรางซึ่งมีน็อตเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งชำรุด กล่าวคือน็อตหลุดหรือหักจำนวน 159 จุด ต่อมาในเดือนธันวาคม 2559 บริษัทฯ ได้ตรวจสอบอีกครั้ง ปรากฏว่าในจำนวน 159 จุดดังกล่าว มีจุดวิกฤตเกิดขึ้น 59 จุด ซึ่งบริษัทฯ จะต้องซ่อมจุดวิกฤตทั้งหมดทันที ไม่เช่นนั้นอาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้
          นายสามารถ ระบุอีกว่า ผลการประเมินความเสี่ยงเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 59 โดยคณะกรรมการประเมินความเสี่ยงระบุไว้ดังนี้ 1. กรณีมีจุดวิกฤตจำนวน 59 จุด มีความเสี่ยงเกิดอันตรายสูงสุดที่อาจทำให้รถไฟเกิดการตกรางได้ในรอบ 1 เดือน ซึ่งส่วนนี้เองทางบริษัทฯ ได้เปลี่ยนอุปกรณ์ครบทั้ง 59 จุด เสร็จเรียบร้อยแล้ว 2. กรณีจุดอันตรายแต่ยังไม่วิกฤตจำนวน 100 จุด หากไม่รีบเปลี่ยนอุปกรณ์ดังกล่าวจะทำให้ความเสี่ยงที่ไม่พึงปรารถนา ซึ่งหมายถึงอันตรายที่ยอมรับได้โดยมีการควบคุมที่อาจจะทำให้รถไฟเกิดการตกรางได้ในรอบ 1 ปี และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
          “ผลการประเมินนี้พอจะแปลความได้ว่า จุดอันตราย 100 จุดดังกล่าว หากไม่รีบเปลี่ยนน็อตแต่มีการบริหารจัดการที่ดีเช่นลดความเร็วลง ก็อาจจะทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้ภายใน 1 ปีนับตั้งแต่วันประเมินความเสี่ยง ซึ่งจะทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ผมมีความเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นอันตรายระดับใดก็ตาม ผู้โดยสารก็ยอมรับไม่ได้ทั้งนั้น อีกไม่นานจุดอันตราย 100 จุด ที่ยังไม่แก้ไขอาจจะยกระดับเป็นจุดวิกฤตก็ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่อาจจะทำให้รถไฟฟ้าตกรางภายใน 1 เดือนได้ตามผลการประเมินในข้อ 1 ได้ แล้วจะรออะไรล่ะ เร่งซ่อมจุดอันตราย 100 จุด ที่เหลือโดยด่วน”นายสามารถ ระบุ

และนอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นาย สามารถยังได้โพสต์เรื่อง "แอร์พอร์ตลิงก์ยังน่าห่วง" ซึ่งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้น็อตยึดรางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์หลุดจำนวน 159 จุด แบ่งเป็นจุดวิกฤต 59 จุด และจุดไม่วิกฤต 100 จุด ทำให้ต้องลดความเร็วบริเวณทางโค้งลาดกระบังลงจาก 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 30 และ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามลำดับ มิฉะนั้น อาจทำให้รถไฟฟ้าตกรางได้ ทั้งนี้ ผมได้ตั้งข้อสังเกตถึงการซ่อมบำรุงรักษา และการว่าจ้างผู้รับเหมารายหนึ่งให้มาทำการซ่อมโดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันกัน
          ปรากฏว่า หลังจากผมโพสต์ได้ไม่นาน ผู้บริหารของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ประชุมกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด แล้วออกแถลงการณ์โต้ผมทันที ซึ่งผมขอแย้งกลับดังนี้
          1. การตรวจสอบ
          แอร์พอร์ตลิงก์- บริษัทฯ ได้เสริมกำลังคนเพิ่มเติมในวิศวกรรมระบบรางตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เพื่อเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบ และประเมินด้วยสายตา (Visual Inspection) จากเดิมทุก 4 เดือน เป็นทุก 1 เดือน
          ผมขอแย้งดังนี้- หากมีการประเมินด้วยสายตาทุกเดือนจริง แล้วทำไมจึงปล่อยให้มีจุดวิกฤตเกิดขึ้นถึง 59 จุด อันที่จริง ตามหลักฐานที่ผมได้รับมาพบว่าบริเวณโรงล้างรถไฟฟ้า ซึ่งอยู่ในศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ามีการประเมินด้วยสายตาทุกสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ แต่เหตุใดจึงปล่อยให้รางมีสภาพดังแสดงในรูปที่ผมโพสต์เมื่อวานนี้ (16 มกราคม 2560) รูปดังกล่าวถ่ายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งจนถึงวันนี้ (17 มกราคม 2560) บริษัทฯ ก็ยังไม่ได้ทำการซ่อมแซมแต่อย่างใด
          2. การซ่อมบำรุงรักษา
          แอร์พอร์ตลิงก์- ในเดือนกันยายน 2559 บริษัทฯ ได้ตรวจพบว่า จะต้องซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ซึ่งมีน็อตยึดรางเป็นอุปกรณ์สำคัญจำนวน 159 จุด ต่อมาในเดือนธันวาคม 2559 พบว่าในจำนวน 159 จุดดังกล่าว มีจุดวิกฤต 50 จุด ซึ่งจะต้องซ่อมทันที
          ผมขอแย้งดังนี้- บริษัทฯ ตรวจพบจุดอันตรายตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 แล้วทำไมจึงไม่เปิดประมูลหาผู้รับเหมาทำการซ่อมทันทีเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ทำไมจะต้องรอให้มีจุดวิกฤตเกิดขึ้นเสียก่อน แล้วจึงจ้างผู้รับเหมาโดยไม่มีการประมูล ที่สำคัญ บริษัทฯ อ้างว่าได้ทำการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) อย่างสม่ำเสมอ หากบริษัทฯ ทำการซ่อมเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง แล้วทำไมจึงมีจุดวิกฤตเกิดขึ้นหลายจุดก่อนครบกำหนดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ อนึ่ง เดิมจุดวิกฤตมี 50 จุด แต่ตอนหลังเพิ่มขึ้นเป็น 59 จุด ซึ่งบริษัทฯ ได้ซ่อมทั้ง 59 จุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่ 50 จุด ตามที่บริษัทฯ ชี้แจง ส่วนที่เหลืออีก 100 จุด ยังไม่ได้ซ่อม ทำให้รถไฟฟ้าไม่สามารถวิ่งด้วยความเร็วปกติบริเวณทางโค้งลาดกระบังได้ กล่าวคือปกติวิ่งด้วยความเร็ว 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เวลานี้ลดลงเหลือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนความเร็วก่อนซ่อมจุดวิกฤต 59 จุด ถูกลดลงเหลือเพียง 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
          3. ประสบการณ์ของผู้รับเหมา
          แอร์พอร์ตลิงก์- บริษัทฯ อ้างว่าผู้รับเหมาที่ว่าจ้างโดยไม่ต้องประมูลเป็นบริษัทที่ชนะการสอบราคาของบริษัทฯ ในโครงการจ้างตัดต่อราง
          ผมขอแย้งดังนี้- ประสบการณ์ดังกล่าวของผู้รับเหมาเป็นประสบการณ์การตัดต่อราง ไม่ใช่การซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวราง ซึ่งการซ่อมอุปกรณ์ยึดเหนี่ยวรางนั้นมีผู้รับเหมามากกว่าหนึ่งรายที่สามารถซ่อมได้ ไม่ใช่รายที่บริษัทฯ จ้างเพียงรายเดียวเท่านั้น
          ทั้งหมดนี้ หวังว่าบริษัทฯ คงเร่งซ่อมบริเวณที่มีปัญหาโดยด่วนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานทุกคน อย่ามัวเสียเวลาหาแหล่งข่าวมาตีก้นเลยครับ

 

 

เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์