คนมั่นใจ"บิ๊กตู่" !!! ซูเปอร์โพลเผยประชาชนเชื่อรัฐบาลคสช. ทำให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองได้

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยประชาชนส่วนใหญ่มั่นใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะสามารถทำให้เกิดความปรองดองของคนในชาติได้ แต่ไม่มั่นใจนักการเมืองจะมีความจริงใจในการแก้ปัญหาดังกล่าว
          โดยกลุ่มที่เข้าใจถึงปัญหาความปรองดองของคนในชาติได้ลึกซึ่งมากสุดนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.6 ระบุเป็นประชาชนทั่วไป รองลงมาร้อยละ 61.2 ระบุเป็น พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และร้อยละ 54.6 ระบุเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะที่ประชาชนระบุเป็นนักการเมืองเพียงร้อยละ 33.5 ทั้งๆ ที่นักการเมืองควรจะเข้าใจได้ดีกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ตามด้วยนักวิชาการร้อยละ 24.9 แกนนำชุมชนร้อยละ 17.4 ตามด้วยรัฐบาลต่างชาติและกลุ่ม NGO
          ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 67.1 เชื่อมั่นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำให้เกิดความปรองดองของคนในชาติได้ แต่ร้อยละ 68.9.1 ระบุนักการเมืองไม่จริงใจที่จะทำให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ พร้อมกันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 71.8 ระบุหากไม่สร้างความปรองดองในชาติก่อนจัดการเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเหมือนเดิม
          ทั้งนี้ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง "โพลปรองดอง" จากประชาชนทุกสาขาอาชีพจำนวน 1,266 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-21 ม.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่ กรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปฏิบัติหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนนิยมมากสุดและกระเตื้องขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อน
          "เมื่อถามว่า หากวันนี้มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.8 ระบุว่าจะสนับสนุน (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์2559 ร้อยละ 3.2)  ขณะที่ร้อยละ17.9 ระบุว่าจะไม่สนับสนุน ส่วนที่เหลือร้อยละ 20.3 งดออกเสียง" เอกสารเผยแพร่ ระบุ
          ขณะที่คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อยู่ที่ร้อยละ 17.5 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 จากผลสำรวจเมื่อเดือนกันยายน 2559 รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 15.7 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ตามด้วยพรรคชาติไทยพัฒนามีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 1.9 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7, พรรครักประเทศไทยมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 1.4 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 และพรรคพลังชลมีคะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 0.4 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1
          ทั้งนี้ กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง "คะแนนนิยมพรรคการเมืองไทย ปี 2560" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,216 คน ระหว่างวันที่ 17-18 ม.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่วันที่ 21 ม.ค. “สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณีจะมีการเปิดเวทีเจรจากับทุกกลุ่มการเมืองและให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันในการร่วมสร้างความปรองดองยุติความขัดแย้งก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งสรุปผลได้ ดังนี้
          1. ประชาชนคิดอย่างไร? หากจะมีการทำข้อตกลง (MOU) ในการสร้างความปรองดองร่วมกัน อันดับ 1 เป็นแนวคิดที่ดี หากทำได้จริงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบ้านเมือง 82.31% อันดับ 2 ช่วยลดความขัดแย้ง ทำให้บ้านเมืองสงบสุข เดินหน้าต่อไปได้ 79.25% อันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล พยายามผลักดันให้เกิดการปรองดอง 61.32%
อันดับ 4 ต้องไม่บังคับ ให้อิสระ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละฝ่าย 57.55% อันดับ 5 ความขัดแย้งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน น่าจะแก้ได้ยาก 50.47%
          2. ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปรองดองครั้งนี้สำเร็จได้ คือ อันดับ 1 ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจ มีความสามัคคี จริงใจในการแก้ปัญหา 76.89% อันดับ 2 ยอมรับฟังซึ่งกันและกัน ลดอคติ 75.47% อันดับ 3 เห็นแก่ชาติบ้านเมือง นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ 73.58% อันดับ 4 รัฐบาลต้องมีความเป็นกลาง ให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย 62.50% อันดับ 5 เนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็นที่น่าพอใจ 60.38%
          3. ปัญหา-อุปสรรคที่จะทำให้การปรองดองยากที่จะสำเร็จ คือ อันดับ 1 ความเห็นแก่ตัว มุ่งหวังแต่อำนาจและผลประโยชน์ 80.66% อันดับ 2 ถือทิฐิ มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 72.41% อันดับ 3 การยั่วยุ ปลุกปั่น โจมตี สร้างกระแส ปล่อยข่าว 66.98% อันดับ 4 ขาดจิตสำนึก คุณธรรมจริยธรรม 63.68% อันดับ 5 ทำไม่ต่อเนื่อง ไม่จริงจังในการสร้างความปรองดอง 53.77%
          4. ความคาดหวังของประชาชนต่อความสำเร็จในการสร้างความปรองดองที่จะเกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงนี้ อันดับ 1 ค่อนข้างคาดหวังว่าน่าจะสำเร็จ 39.47% เพราะ รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหา ทุกฝ่ายให้ความสำคัญและร่วมมือ เป็นเรื่องที่สังคมสนใจและอยากให้สำเร็จ ฯลฯ อันดับ 2 ไม่ค่อยคาดหวังว่าจะสำเร็จ 34.59% เพราะ เป็นเรื่องที่มีกระแสมานาน แต่ยังไม่เห็นผล ขาดความจริงจังในการแก้ปัญหา ต่างฝ่ายต่างถือประโยชน์ของตนเอง ฯลฯ อันดับ 3 ไม่คาดหวังว่าจะสำเร็จ 15.33% เพราะ ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัญหาสะสมฝังรากลึกมานาน แก้ไขได้ยาก แนวทางการปรองดองยังไม่ชัดเจน ฯลฯ อันดับ 4 คาดหวังมากว่าจะสำเร็จ 10.61% เพราะ นายกฯให้ความสำคัญ มีการจัดตั้งคณะทำงาน อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง ฯลฯ
          “สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,272 คน ระหว่างวันที่ 16-20 มกราคม 2560

 

 

เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์