- 22 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th
อาจเป็นประเด็นร้อนในเร็วๆ นี้สำหรับ “ดาวเทียมไทย 7 ” ซึ่งเคยสร้างความชื่นชมยินดีให้กับหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน แต่ล่าสุดกำลังมีข้อคำถามสำคัญว่าการอนุมัติเห็นชอบที่ผ่านมาเป็นการสร้างประโยชน์หรือก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติกันแน่
เมื่อเพจเฟซบุ๊กของ “Siriwanna Jill - New” ได้โพสต์ข้อความว่า “แหกตาคนไทยอีกแล้ว ... .ดาวเทียมไทยคม 7ของไทย เจอ เวปสื่อจีน satellitetoday.com แฉ ไทยคมเช่าใช้ดาวเทียมไทยคม 7 โดยได้ร่วมลงทุนแชร์ดาวเทียมกับจีน ภายใต้ชื่อ AsiaSat 6 satellite โดยไทยคม ไม่ได้เป็นผู้ยิงดาวเทียม 7 จริง แต่เป็นการเช่าใช้ดาวเทียมร่วมกัน ในชื่อ AsiaSat 6/Thaicom 7
คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม สนช. เรียกผู้บริหาร บมจ.ไทยคม เข้าชี้แจงกรณีการยิงดาวเทียมไทยคม 7 ที่ตำแหน่งวงโคจรที่ 120 องศาตะวันออก ภายในเดือนมกราคมนี้ ว่ามีการยิงดาวเทียมไทยคม 7 จริงหรือไม่ ??
ข้อเท็จจริง คือ บมจ. ไทยคมไม่ได้เป็นเจ้าของดาวเทียม ไทยคม 7 แต่เป็นการใช้ดาวเทียมร่วมกับจีน ซึ่งไทยและจีนยื่นเอกสาร ข่ายงานดาวเทียม (Filing) เพื่อจองตำแหน่งวงโครจรของดาวเทียมสื่อสาร ที่ระดับเดียวกัน 120 องศาตะวันออก โดยดาวเทียมไทยคม 7 เป็นการทำสัญญาภายใต้ consept “Condosat ” โดยไทยคมเช่าช่องสัญญาณ 14 transponder ของจำนวนช่องสัญญาณที่ให้บริการทั้งหมด 28 transponder และให้บริการบนย่านความถี่ C-Band เพื่อให้บริการ ในชื่อทางธุรกิจ AsiaSat 6 ส่วนดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจร เมื่อ 7 ก.ย 57 ณ Cape Canaveral สหรัฐฯ (http://www.satellitetoday.com/…/thaicom-7-sold-out-of-all-…/ http://spacenews.com/thaicom-asiasat-share-new-satellite/ )
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและโทรคมนาคม สภานิติบัญัติแหงชาติ (สนช.) ได้เชิญผู้บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เข้าชี้แจงกรณีการยิงดาวเทียมไทยคม 7 ที่ตำแหน่งวงโครงจรที่ 120 องศาตะวันออก
เนื่องจากมีรายงานข่าวจากสำนักข่าวหนังสือพิมพ์จีน satellitetoday ระบุว่า ไทยคมเช่าใช้ดาวเทียมไทยคม 7 โดยได้ร่วมลงทุนแชร์ดาวเทียมกับจีน ภายใต้ชื่อ เอเชียแซท 6 โดยไทยคมไม่ได้เป็นผู้ยิงดาวเทียม 7 จริง แต่เป็นการเช่าใช้ดาวเทียมร่วมกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมีการประชุมวาระการทำกฏหมายกิจการอวกาศ จึงได้มีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยต้องการให้ไทยคมฯ เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงภายในเดือนมกราคมนี้ ว่ามีการยิงดาวเทียมไทยคม 7 จริงหรือไม่ ??
“ข้อเท็จจริงที่ได้ทราบมาคือไทยคมไม่ได้เป็นเจ้าของดาวเทียมดวง 7 แต่เป็นการใช้ดาวเทียมร่วมกันกับจีน ซึ่งไทยและจีนยื่นเอกสารข่ายงานดาวเทียม (Filing) เพื่อจองตำแหน่งวงโครจรของดาวเทียมสื่อสาร (ไฟลลิ่ง) ที่ระดับเดียวกัน 120 องศาตะวันออก โดยดาวเทียมไทยคม 7เป็นการทำสัญญาภายใต้คอนเซ็ปต์ “คอนโดแซท” โดยไทยคมเช่าช่องสัญญาณ 14 ทรานสปอนเดอร์ ของจำนวนช่องสัญญาณที่ให้บริการทั้งหมด 28 ทรานสปอนเดอร์ และให้บริการบนย่านความถี่ซี-แบน เพื่อให้บริการในชื่อทางธุรกิจ เอเชียแซท 6 ”
ขณะที่การนำเสนอข้อมูลของสื่อมวลชนจีนดังกล่าว ทำให้สิ่งที่เคยปรากฏเป็นข่าวเมื่อปี 2557 ว่า “ไทยคม” ส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจร เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา เวลา 01.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ด้วยจรวดขนส่งฟอลคอน 9 ของบริษัท สเปซ เอ็กซพลอเรชั่น เทคโนโลยีส์ คอร์ปอเรชั่น (Space Exploration Technologies Corporation- SPACE X) ณ แหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาสิทธิในวงโคจรของไทย พร้อมช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ไทย ด้วยการเพิ่มปริมาณช่องสัญญาณเพื่อรองรับความต้องการใช้งาน และการเติบโตของโทรคมนาคมในประเทศ พร้อมขยายศักยภาพในฐานะบริษัทดาวเทียมไทยเพื่อให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมให้ครอบคลุมทั้งในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลีย เป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องพิจารณารวมทั้งเกิดข้อถามว่า ..งานนี้มีเงื่อนงำปกปิดซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ ???
โดยเฉพาะกับคำให้สัมภาษณ์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยเมื่อปี 2557 ว่า ความสำเร็จในการจัดส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจรนี้ เป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการดาวเทียมไทย โดยไทยคม สามารถบรรลุภารกิจการส่งดาวเทียมไทยขึ้นไปเพื่อรักษาสิทธิ์วงโคจรให้แก่ประเทศได้
ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นความสำเร็จของการดำเนินตามแผนกลยุทธ์ New Frontiers ในส่วนของการจัดสร้างดาวเทียมดวงใหม่ (New Birds) เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณช่องสัญญาณให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานในประเทศ และช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของการให้บริการ และการขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งดาวเทียมไทยคม 7 มีศักยภาพการให้บริการครอบคลุมพื้นที่ทั้งในเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลีย
ดาวเทียมไทยคม 7 จัดสร้างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ไทยคม กับบริษัท เอเชีย แซทเทลไลท์ เทเลคอมมิวนิเคชั่นส จำกัด ก่อสร้างโดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส/ลอเรล (Space Systems/Loral) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้บริการ ณ ตำแหน่งวงโคจรที่ 120 องศาตะวันออก โดย บมจ.ไทยคม มีช่องสัญญาณในการให้บริการทั้งหมด 14 ทรานสพอนเดอร์ บนย่านความถี่ซี-แบนด์
“การส่งดาวเทียมไทยคม 7 ขึ้นสู่วงโคจร เป็นการเพิ่ม Capacity ให้ไทยคมมีช่องสัญญาณเพียงพอต่อการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมบรอดคาสต์ของไทย โดยเสริมช่องสัญญาณบนดาวเทียมไทยคม 5 และ 6 ที่ให้บริการเต็มในปัจจุบัน การมีดาวเทียมเพิ่มเติมอีกดวงหนึ่งนี้ จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพการให้บริการ และช่วยขยายตลาดของไทยคมในต่างประเทศด้วย”
ทางด้านเว็บไซด์ไทยทริบูน ก็เคยนำเสนอแง่มุมข้อสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์ของบมจ.ไทยคม ในฐานะผู้ทำธุรกิจดาวเทียมรายใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าผูกขาดตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณก็ว่าได้ ?? มาก่อนหน้าเช่นเดียวกัน โดยเนื้อหาสำคัญ ๆ ระบุไว้บางช่วงบางตอนว่า “ ก่อนหน้านั้นเคยมีข่าวเกี่ยวกับ กสทช.ปะทะคารมกับกระทรวงไอซีที ถึงเรื่องดาวเทียมสื่อสารไทยคม 7 และ ไทยคม 8 ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ และก็หายเงียบไปในวันเดียวกัน
เรื่องนี้สำคัญเพราะอาจไม่ได้หมายถึงการทำให้รัฐขาดรายได้ไปไม่น้อยกว่าพันล้านบาท แต่ที่สำคัญกว่านั้นอาจมีเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติไม่ชอบในวงราชการและอาจมีบุคคลภายนอกเข้าไปสนับสนุนในการกระทำความผิดด้วยก็ได้
จุดหลักมาจากแนวคิดเริ่มต้นของภาครัฐบาลให้พิจารณาการนำดาวเทียมไทยคม 7 และ ไทยคม 8 กลับไปอยู่ในการกำกับดูแลในระบบสัมปทาน หลังจากที่ กสทช.ออกใบอนุญาต ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงไอซีที.และกระทรวงวิทยาศาสตร์ ไปปรึกษาหารือเพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมในอนาคต ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะมีข้อขัดแย้งในหลายประเด็นเกี่ยวกับอำนาจในการตัดสินใจระหว่างกระทรวงไอซีที และ กสทช.
โดยทางด้านกระทรวงไอซีที ได้ทำหนังสือยืนยันว่า ตามกฏหมายการประกอบการโทรคมนาคม 2554 ทั้งดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 นั้น หน่วยงานของรัฐไม่อาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาใหม่ได้ ซึ่งหมายความว่า ผู้ประกอบการตามสัญญาสัมปทาน จะได้รับสิทธิการประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามขอบเขตการให้บริการเดิมเท่านั้น และยังคงเหลือระยะเวลาตามสัญญาสัมปทาน
ขณะที่กสทช.อ้างว่าการออกใบอนุญาต ดาวเทียมไทยคม 7 เป็นไปตามมติครม. เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2554 เพื่อรักษาตำแหน่งวงโคจรของประเทศไทยไม่ให้สูญเสียไป ซึ่งขณะนั้นดาวเทียมดวงเดิมได้หมดอายุลง ในขณะเดียวกันเนื่องจากประเทศไทยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ว่าจะรักษาตำแหน่งวงโคจรอย่างไร หากปล่อยให้ว่างไว้เกินกำหนด สิทธิวงโคจรก็จะเสีย แล้วคืนกลับไปยังสหภาพโทรคมนาคมระกว่างประเทศ ITU และจากการสอบถามกระทรวงไอซีทีหลายครั้ง ได้รับการยืนยันให้ กสทช.ดำเนินการได้ทันที
ไม่เท่านั้นฝ่ายผู้บริหารบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ระบุด้วยว่า ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ที่พูดถึงกันอยู่นั้น เป็นโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานที่จะยังประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศและเป็นธุรกิจที่นำเงินตราเข้าประเทศสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และค่าธรรมเนียมต่างๆที่กสทช.พิจารณาลดลงจากสัญญาสัมปทานก็เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะสนับสนุนกิจการโทรคมนาคม
ขณะที่มีรายงานข่าวล่าสุดว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจารโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมของกระทรวงดีดีและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่มีกระทรวงดีอี และกสทช. ร่วมหารือเพื่อหาแนวทางการกำกับดูแลกิจการดาวเทียมว่าจะมีมาตรการใดในการกำกับดูแลกิจการดาวไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่ กสทช.ได้ออกใบอนุญาตไปแล้ว
โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาว่าจะหาแนวทางใดที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์ ทั้งนี้ไทยคมฯ มีข้อเสนอให้กับภาครัฐ โดยการให้หน่วยงานรัฐใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม 7,8 ได้ดวงละ 1 ทรานสปอนเดอร์ ส่วนดาวไทยไทยคม 5 และ 6 ที่จะสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2564 เสนอภาครัฐให้ไทยคมฯ ได้ดำเนินการให้บริการต่อ ด้วยการเช่าดาวเทียมดังกล่าว และไทยคมฯ ยินดีชำระค่าเช่าให้เท่ากับการชำระค่าสัมปทานร้อยละ 20.5 ต่อปี
จากจุดเริ่มต้นแนวนโยบายของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเสนอ 2 แนวทางให้กับ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เกี่ยวกับการกำกับดูแลและบริหารงานในกิจการอวกาศ และ รวมถึงการจัดสรรเงินเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนยูเอสโอ)
โดยแนวทางที่แรก ให้ดาวเทียมไทยคม 7 ที่ยิงขึ้นวงโคจร เมื่อปี 2555 และ เปิดให้บริการปี 2557 และ ดาวเทียมไทยคม 8 ที่ยิงขึ้นวงโคจรปลายเดือนพฤษภาคมปีนี้ กลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทานเดิม
และ แนวทางที่ 2. ถ้าไม่สามารถกลับไปอยู่ภายใต้ระบบสัญญาสัมปทานแบบเดิม ให้กระทรวงไอซีที มีหน้าที่กำหนดเงื่อนไขใหม่โดยทำสัญญาเป็น Deep of Agreement เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงต้องเปิดให้บริการกับภาครัฐด้วย เพื่อให้รัฐได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าค่าสัมปทานที่เคยได้รับ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) มาหารือว่าจะมีเงื่อนไขอย่างไร ขณะที่ยังคงต้องจ่ายค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมยูเอสโอให้กับ กสทช.ด้วย
เรียบเรียง : ชัชรินทร์ สำนักข่าวทีนิวส์
