- 23 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/
จากกรณี น.ส.โสมณุดา (ขอสงวนนามสกุล) ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายพีระ ทองโพธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน เพื่อร้องขอความเป็นธรรมการปฏิบัติงานของกระบวนการยุติธรรมและความปลอดภัยในชีวิตจากอิทธิพลของพระเมือง พลวัฑโฒ หรือพระโพธิญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดวัดป่ามัชฌิมวาส ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้ล่อลวงเธอด้วยการใช้กลอุบายต่างๆ จนกระทั่งมีเพศสัมพันธ์
หลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกแล้ว รู้สึกว่าพระเมือง พลวัฑโฒ ขาดความเป็นพระตามธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ จึงได้บันทึกคลิปวีดีโอไว้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันแต่กลับถูกพระเมือง พลวัฑโฒ แจ้งความดำเนินคดีในข้อหากรรโชกทรัพย์ และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2557 ที่สุดแล้วศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อเปิดโปงและร้องขอความเป็นธรรม ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านั้น
ล่าสุด น.ส.โสมณุดา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้เสียหายจากการถูกพระโพธิญาณมุนี หรือพระเมือง พลวัฑโฒ เจ้าอาวาสวัดป่ามัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ล่อลวงให้มีเพศสัมพันธ์ เดินทางมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ให้ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมของพระเมือง พร้อมทั้งคลิปวีดีโอที่ได้นำมายื่นเป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นคลิปวีดีโอที่ภาพพระเมืองทำการล่อลวงมีเพศสัมพันธ์ โดยให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าคลิปวีดีโอดังกล่าวว่ามีการตัดต่อหรือไม่ และให้พิสูจน์ว่าบุคคลในคลิปวีดีโอเป็นใครและสถานที่ใช่กุฎิวัดหรือไม่ อีกทั้งขอเรียกร้องเรื่องความปลอดภัยให้กับตนและครอบครัวด้วย เนื่องจากถูกข่มขู่จนเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่องไว้
โดย น.ส.โสมณุดา กล่าวว่า ตนเดินทางมาร้องเรียนที่ดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพระเมือง เพราะหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงแล้วก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระหรือปาราชิกเรียบร้อยแล้ว แต่พระเมืองยังห่มผ้าเหลือและครองเพศเป็นพระอยู่ รวมถึงยังรับบริจาคเงินและสิ่งของต่างๆ จะเข้าข่ายจะหลอกลวงประชาชนหรือไม่ อีกทั้ง ตนยังถูกข่มขู่จากคณะศิษย์ของทางวัดและการใช้กระบวนการยุติธรรมพยายามที่จะปิดปากตน เพราะหลังจากที่ตนเริ่มออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เมื่อปี 2557 ทางวัดก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับตนในข้อหากรรโชกทรัพย์และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวยังมีผู้หญิงถูกกระทำในลักษณะเดียวกันอีก 2-3 คน แต่ขณะนี้เขายังไม่กล้าให้ข้อมูลต่อสาธารณะชน เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน สืบเนื่องจากเมื่อปี 2551-2552 ตนได้ไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดดังกล่าว เนื่องจากรู้จักและมีความศรัทธากับวัดนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก โดยครอบครัวได้พาไปทำบุญที่วัดนี้อยู่เป็นประจำ จึงตัดสินใจไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะออกมาทำงานและใช้ชีวิตตามปกติเมื่อปี 2553 ต่อมาเมื่อปี 2554 ตนได้กลับไปทำงานที่วัดดังกล่าว โดยการช่วยเหลือและดูแลวัด ซึ่งตอนนั้นเองพระเมืองเริ่มมีการพูดจาหว่านล้อมพยายามให้ตนเข้าไปหาที่กุฎิถึง 3 ครั้ง อ้างว่าเคยเป็นคู่รักกันในอดีตชาติ ถ้าตนไม่ไปพบก็จะมีอันตรายและยังอ้างไม่สบายบ้างเพื่อให้นำยาแก้แพ้เข้าไปให้ และในการไปพบเจอ 3 ครั้งนั้น ยอมรับว่ามีการถูกเนื้อต้องตัวบ้าง ตนก็ตกใจแต่คิดว่าไม่มีอะไรและยังไม่ถึงขั้นอาบัติปาราชิก ก่อนจะมาถูกล่อลวงมีเพศสัมพันธ์ในครั้งที่ 4 และอีกครั้งคือตอนที่ตนตัดสินใจเข้าไปตามคำชวนเพื่อต้องการถ่ายคลิปวีดีโอไว้เป็นหลักฐาน
สำหรับคดีกรรโชกทรัพย์ที่ตนถูกแจ้งความนั้น ทางวัดได้ไปแจ้งความโดยอ้างว่าตนเขียนจดหมายไปขู่เอาเงินจากพระ 30 ล้านบาท แต่เมื่อคดีถึงชั้นศาล ทางวัดกับอ้างว่าได้เผาจดหมายฉบับนั้นไปแล้ว ส่วนในวันที่ตนถูกจับนั้น เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยมีแม่ชีซึ่งเป็นตัวแทนของวัด โทรศัพท์มาบอกให้ตนซื้อแจ่วฮ้อนเข้าไปให้ภายในวัด ปกติตนก็จะซื้อไปให้อยู่เป็นประจำและไม่คิดว่าจะเป็นการเตรียมดำเนินคดีอะไรกับตน ตนก็ซื้อเข้าไปให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่เมื่อไปถึงวัดก็มีผู้ชายประมาณ 6 คน เข้ามาล้อมจับเรา ตนก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเพราะไม่ได้มีการแสดงตัวเป็นตำรวจ ละไม่มีการแจ้งข้อหา ระบุเพียงว่ามีคนแจ้งความไว้และจะนำตนไปโรงพัก
นอกจากนั้น ยังให้ตนเซ็นต์เอกสารเปล่าและนำตนไปสอบสวนซึ่งไม่ใช่ห้องสอบสวนปกติ ไม่ให้พบญาติและทนายความ และในวันนั้นตนได้เพียงค่าแจ่วฮ้อน 1,000 บาท ส่วนเงิน 30,000 บาท ที่ทางวัดอ้างว่าเราจะเข้าไปรับ ก่อนเงิน 30 ล้านบาทนั้น มาทราบทีหลังว่าอยู่ในซองสีน้ำตาล โดยคนถือซองคือคนที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจ ส่วนคดีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เขาอ้างว่าเมื่อเราไม่ได้เงิน 30 ล้านบาท ก็เอาภาพมาเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ต ซึ่งทั้งหมดเป็นการกล่าวหาตน ทั้งที่ตนไม่เคยกรรโชกทรัพย์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กล่าวว่า เบื้องต้นจะรับเรื่องไว้ตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งต้องพิจารณาคำร้องอย่างละเอียดว่าเข้าข่ายกระทำผิดหรือไม่ โดยต้องแยกดำเนินการระหว่างทางสงฆ์กับคดีทั่วไป หากมีประเด็นใดที่เกี่ยวข้องกับทางสงฆ์ก็ต้องแจ้งไปยังมหาเถรสมาคม(มส.) ให้ดำเนินการตามพ.ร.บ.สงฆ์.
เรียบเรียงโดย กำพลาภร สำนักข่าวทีนิวส์
