- 23 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็นวิเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. เปิดเผยหลังประชุมว่า อนุกรรมาธิการได้พิจารณาหลักการ และผลักดันให้เกิดนโยบายในการที่จะสร้างความปรองดองก็คือ 1. จะยึดนโยบายและมาตรการของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นั่นคือ คำสั่งที่ 66/23 และ 66/25 ที่ทำให้สงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลโดยการใช้นโยบายทางการเมือง 2.คำนึงถึงเรื่องความสามัคคี สันติสุขของคนในชาติและสังคมไทยเป็นที่ตั้ง 3.การยึดหลักเมตตาธรรม ยุติความเคียดแค้นชิงชังโดยการให้อภัยกัน 4.ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรมแบบเดียวกับที่ พล.อ.เปรมเคยใช้ และ 5.ต้องใช้กฎหมายและปฏิบัติกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
“ การสร้างความปรองดองอาจจะเกิดความสำเร็จได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่จะเป็นคนกลาง และปัญหาเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง กมธ.ปฏิรูปด้านการเมืองได้ทำแนวทางไว้และได้ผ่านมติจาก สปท.แล้ว ทำให้การทำงานมีความชอบที่จะสามารถต่อยอดได้ อีกทั้งตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 59 บรรยากาศในสังคมเอื้อให้เกิดขึ้น เพราะคนไทยเรียกร้องให้มีความสามัคคี ต่างจากหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะทำให้เรามีโอกาสผลักดันได้สำเร็จ ”
ทั้งนี้นายสังศิต ยังกล่าวถึงกรอบเวลาการทำงานด้วยจะใช้ 60 วัน รวบรวมความคิดเห็นและเอกสารต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.ต่อไป โดยได้นำเอกสารทั้งหมดจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้วมาเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ต่อยอดง่ายขึ้นและเกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการคลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมณ์ของผู้ที่ทำ โดยจะทำงานร่วมกับรัฐบาลและ สนช. โดยในการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 30 มกราคม จะมีการเชิญประธานและรองประธานทั้ง 9 ชุดมายืนยันข้อมูลที่ทำไว้ อาทิ ชุดของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายคณิต ณ นคร พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชุดของสถาบันพระปกเกล้า ส่วนพรรคการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย นปช. และ กปปส. ได้ทำหนังสือให้เสนอความคิดเห็นส่งมายังอนุกรรมาธิการฯด้วย แม้พรรคการเมืองจะทำกิจกรรมไม่ได้แต่เชื่อว่าความคิดเห็นของแกนนำก็ถือเป็นความเห็นของพรรคได้
ขณะที่นายนิกร จำนง รองประธานอนุกรรมาธิการฯ และแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวด้วยว่า ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่า คสช. และรัฐบาล เป็นคู่ขัดแย้งด้วยนั้น คสช.ก็ส่วน คสช. ซึ่งรัฐบาลก็มีหน้าที่สร้างความปรองดอง เพราะจะต้องมีคนกลาง หากคิดว่ารัฐบาลเป็นคู่ขัดแย้ง ก็ไม่มีทางไป กลายเป็นปัญหาสามเส้า แล้วจะหาใครมาเป็นคนกลาง เรื่องนี้ก็ไม่สำเร็จ ส่วนที่ยึดนโยบาย 66/23 เพราะเห็นว่า นโยบายรัฐสามารถแก้ได้ ส่วนวิธีการไม่ได้คุยกันว่าต้องเป็นอย่างไร ต้องคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากคู่ขัดแย้งต่างกัน ที่ผ่านมาได้ข้อสรุปจากการทำงานของทั้ง 9 คณะที่เรียนรู้ถึงความล้มเหลวและจุดบกพร่องมาตลอด จนมาถึงคณะสุดท้ายคือชุดของนายเอนก
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
