- 24 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th/
จากกรณีข่าวการเลิกลาระหว่าง "แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน" กับอดีตภรรยา "เฟิร์น เกวรินทร์" ซึ่งในโลกออนไลน์ได้มีการนำคลิปเก่าสมัยที่ "แตงโม พงษ์พิสุทธิ์" ออกรายการ "คดีสีชมพู" เมื่อวันที่ 21 เม.ย.59 มาเผยแพร่ และมีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา ว่านั่นอาจเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่เลิกลากันหรือไม่ ขณะที่ นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดังจากโรงพยาบาลสมิติเวช และอดีตวิทยากรรายการชูรักชูรส ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว "นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล (Kampanart Tansithabudhkun, M.D.)" กล่าวถึงกรณีนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
" อยากให้อ่านข่าวแล้วอย่าลืมดูคลิปจนจบด้วยนะครับ ผมว่ารายการตอนนี้มีประโยชน์ดีสำหรับคนมีคู่ครับ ....อยากจะขอพูดในฐานะจิตแพทย์ที่มีเคสบำบัดเรื่องชีวิตคู่มากมายมาปรึกษา ในเรื่องปัญหาตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งถึงใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลาซึ่งบางคู่ก็คิดว่าเป็นปัญหา....บางคู่ก็พอยอมรับได้แล้วก็ผ่านมันไปได้ ....อย่างไรก็ตามปัญหาชีวิตคู่ถ้าไม่เกิดขึ้นเลยน่ากลัวมากกว่านะครับมากกว่าการที่เรามีความขัดแย้งกันแล้วหาผลลัพธ์ จัดการแก้ไขกันได้แล้วเราจะรู้ว่า ความหนักแน่นแข็งแรงของชีวิตคู่ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราฝ่าฟันอุปสรรค ฝ่าฟันกับความขัดแย้งมาด้วยกัน....โดยทั่วไปไม่มีชีวิตคู่ไหน ที่ไม่มีปัญหาหรือโรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะครับ....มีเฉพาะในละคร
รายการนี้ ผมดูแล้วก็ค่อนข้างชื่นชมว่านำเสนอในรูปแบบที่ค่อนข้างดีพอสมควรคือถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งในชีวิตคู่ก็จริง ซึ่งหลายๆครอบครัวก็คงจะเจอ แต่ว่ารูปแบบการนำเสนอดูแล้วไม่ค่อยเครียดสักเท่าไหร่ และแขกรับเชิญไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ยังมีเสียงหัวเราะแล้วก็ยิ้มได้ ที่สำคัญที่สุดต้องขอชื่นชมทั้งฝ่ายที่แสดงเป็นทนายไม่ว่าจะเป็นคุณท๊อปหรือคุณลิงทั้งสองท่านมีการตั้งคำถาม เหมือนกับการซักคดีความในศาล แต่ว่าคำถามเป็นลักษณะของการถาม แล้วเกิดประโยชน์ ให้ฉุกคิด ในหลายๆมุม ซึ่งผมมองว่าทั้งสองท่านมีความสามารถในการตั้งคำถามได้ดี โดยเฉพาะในตอนสุดท้ายที่มีการสรุปจะเห็นว่า มีข้อคิดที่ดีสำหรับชีวิตคู่มากมายนะครับ
ถ้าเรามีใจเป็นกลางแล้วลองศึกษาปัญหาชีวิตคู่ ของทั้งสองท่านนี้เราจะรู้ว่า มันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรมากมายและเป็นสิ่งที่เรา สามารถฝึกคิด ในการปรับใช้ในชีวิตคู่ได้ดี เท่าที่สังเกตดูก็คือ ทั้งสองคน ยังมีพื้นฐานของความรัก และพร้อมที่จะมีการแก้ไขปัญหาและการปรับตัวได้ดี พอสมควร....ณ เวลานั้น แต่อ่านจากข่าวเห็นว่าทั้งสองคนได้มีการเลิกรากันไปแล้วซึ่งในรายละเอียดของข่าวไม่ได้เขียนถึงสาเหตุของการเลิกรา....แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า เพราะเหตุใดคนที่เสพข้อมูลต่างๆโดยเฉพาะชาวเน็ต ถึงไปขุดเอาเรื่องราวเก่าๆ ที่เคยออกมาในรายการทีวีไปโยงประเด็นให้เกิดความเกลียดชังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง....คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาเลิกกันด้วยประเด็นนี้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะครับ
การวิพากษ์วิจารณ์แบบนี้เป็นการโยนความผิดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่ดีเลย....อย่าลืมนะครับชีวิตคู่....คำว่า "คู่" หมายถึง สองคน....เมื่อทั้งคู่ไม่สามารถเดินร่วมทางกันได้ ก็คงต้องเกิดปัญหาอะไรบางอย่างในสัมพันธภาพ....ซึ่งถ้าจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็ไม่ควรจะเป็นความผิดพลาดของคนใดคนหนึ่ง มันน่าจะเป็นความผิดพลาดร่วมกันของทั้ง 2 คนมากกว่า ผมมักจะเตือนคนไข้เสมอว่า หากวันนี้ชีวิตคู่ของเราไปด้วยกันไม่ได้แล้วจะต้องมีการกล่าวโทษว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่ามีความผิด(ประมาณเป็นแพะรับบาป) นั่นก็คือ จะทำมีความโกรธเกิดขึ้นในใจเมื่อมีความโกรธและการไม่ยอมรับเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลิกรากันไปหรือไม่เลิกรากันไปยังไงคุณก็ยังคง แบกความโกรธ ไว้ไปตลอดทั้งชีวิต
บางเรื่องในช่วงแรกๆอาจจะยังคงมีความโกรธได้บ้างแต่ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านไปแล้วอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายเย็นลง แล้วกลับมาพิจารณากันใหม่ด้วยเหตุผล เราจะรู้ว่าสาเหตุที่เราต้องเลิกรากันไปนั้นคืออะไรมากกว่าความไม่พอใจในแต่ละฝ่าย มีหลายคู่ที่มักจะพบว่าเกิดจากการที่ ทัศนคติไม่ตรงกัน เกิดการปรับตัวไม่ได้ในหลายๆเรื่อง เรียกง่ายๆ คือไม่"คลิก" กัน ถ้าคิดแบบนี้ก็จะได้ยอมรับกันไปว่าจะทนอยู่กันไปให้ทุกข์ทรมานใจทำไม ในเมื่อไม่ลงรอยกันแล้วก็ควรจะไปหาคนใหม่ที่คบกัน แล้วลงรอยเหมาะสมกันมากกว่า....แต่อย่าลืมว่าอย่างที่คุณแตงโมบอกในโลกนี้ไม่มีใครที่เพียบพร้อมทุกอย่าง....
ความรู้สึกส่วนตัว ต้องบอกว่าเสียดายและเสียใจที่หลายๆคู่ต้องเลิกรากันไป รวมถึงคู่คุณแตงโมและคุณเฟิร์นด้วยครับ แต่ก็เคารพในการตัดสินใจของทั้งสองฝ่าย ว่าคงมีเหตุผลจำเป็นส่วนตัวจริงๆ ที่ไม่สามารถดำเนินชีวิตคู่ต่อไปได้แล้ว....ดังนั้น คนนอกวง กรุณาอย่าวิพากษ์วิจารณ์กันให้มากจนเกินไปนะครับ การพิจารณาจากรายการโทรทัศน์ช่วงสั้นๆ คงไม่สามารถฟันธงได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการเลิกรากัน....
แต่อย่างน้อย ถ้าเราเสพรายการให้มีประโยชน์มากกว่าความบันเทิง มากกว่าความอคติเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ....เราจะได้ความรู้สำหรับการมีชีวิตคู่เพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย และสามารถเอากลับไปพิจารณาคู่ของเราบ้างน่าจะดีกว่า รักใคร เข้าข้างใคร เพราะมีอคติประจำใจอยู่แล้ว....มักไม่ค่อยมีประโยชน์สักเท่าไรนะครับ....ขอให้โชคดีในการใช้ชีวิตคู่ในอนาคตกันนะครับ....ส่วนคนโสดก็ขอให้โสดต่อไป....อ้าว! พูดเล่นครับ 555....โสดก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องอกหัก แต่มีคู่ก็เหมือนการลงทุนซื้อล็อตเตอรี่ ก็ลุ้นไปอีกแบบ โชคดีก็แฮปปี้ไปอีกนาน....ลองเลือกเอาเองครับว่าชอบแบบไหน...."
ขอบคุณที่มา : เฟซบุ๊ก นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล (Kampanart Tansithabudhkun, M.D.)
เรียบเรียง : มนันยา สนข.ทีนิวส์
