- 25 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม : www.tnews.co.th
วันนี้ก็เป็นการประชุมหารือวางแนวทางการทำงานร่วมกัน สำหรับแนวทางการปฏิรูปประเทศ ของคณะกรรมการป.ย.ป. ระหว่าง รัฐบาล ,สนช.และสปท. ส่วนเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ อย่างการสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ก็ยังถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญว่า ท้ายที่สุดแล้วจะปรองดองกันได้หรือไม่
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เปิดเผยว่า วันที่ 25 ม.ค.นี้ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างตัวแทนสนช., สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และรัฐบาล เพื่อวางแนวทางการทำงานและผลักดันวาระการปฏิรูปที่เป็นวาระเร่งด่วนตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ เพื่อนำมาปฏิบัติให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ รวมถึงจะหารือเพื่อกำหนดบทบาทของวิป 3 ฝ่ายให้เกิดความชัดเจน และหารือถึงองค์ประกอบของป.ย.ป. ที่อาจมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมทำงาน และการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารของนายกฯ หรือ PMDU ซึ่งคาดว่าจะได้คณะทำงานที่ชัดเจนในวันที่ 1 ก.พ.นี้
ส่วนแผนของคณะกรรมการ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองนั้น ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มีการกำหนดคำถามใน 10 ด้าน เพื่อพูดคุย กับทุกกลุ่ม แล้วจะนำคำตอบที่ได้นั้นมาประมวลจัดกลุ่มเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้บรรลุผล
มีรายงานว่าขณะนี้รายชื่อของคณะกรรมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะมีการนำรายชื่อทั้งหมดรายงานต่อที่ประชุมครม.เพื่อให้รับทราบในวันพรุ่งนี้ก่อนประกาศรายชื่อในสัปดาห์นี้
ส่วนขั้นตอน กระบวนการการทำงานของคณะกรรมการกำหนดไว้ว่า คณะกรรมการจะได้เรียกนักการเมืองเข้ามาพูดคุยเป็นกลุ่มแรกในเดือนกพ. และสิ่งที่นักการเมืองจะต้องเจอคือชุดคำถามเพื่อสอบถามในความเห็น10ด้าน และหลังจากนั้นเมื่อได้พูดคุยกับทุกฝ่าย คณะกรรมการจะทำการรวบรวมความเห็นที่ได้ทั้งหมด และจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ความเห็นออกเป็น3กลุ่ม คือ
1.เรื่องที่เห็นตรงกัน
2.เรื่องที่พอจะเห็นตรงกันบ้าง
ซึ่งคณะกรรมการจะได้นำความเห็นเหล่านี้มาจัดทำเป็นข้อบันทึก และนำไปสู่การจัดทำเป็นข้อตกลงร่วม หรือสัญญาประชาคม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ลงนามโดยมีประชาชนเป็นพยานว่าหลังจากนี้จะไม่เกิดการกระทำที่ผิดไปจากข้อตกลงที่ได้ลงนามร่วมกันไว้
และกลุ่มที่3 เป็นประเภทเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน
คณะกรรมการจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายดำเนินการไป คือสิ่งใดที่เป็นข้อขัดแย้งจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งดำเนินการแก้ไข รวมถึงกรณี นิรโทษกรรม จากนั้นเมื่อทุกฝ่ายลงนาม รัฐบาล และ คสช.จะนำเนื้อหาทั้งหมดที่มีการลงนามไปจัดทำเป็นกติการ่วม ซึ่งอาจออกมาในรูปคำสั่งตามม.44ตามมา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประเทศไม่กลับไปสู่วังวนเดิมๆที่ผ่านมา และเดินไปสู่การเลือกตั้งได้อย่างเรียบร้อย
สำหรับในข้อเสนอของแต่ละฝ่ายที่เผยแพร่ผ่านสื่อ ทั้งฝ่ายการเมืองเมืองและฝ่ายมวลชน ก็พอที่จะได้เห็นแนวทางของแต่ละกลุ่มว่ามีแนวทางเรื่องการปรองดองอย่างไร
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอก เรื่องปรองดองต้องทำเป็นวาระแห่งชาติ ให้ทุกคนในชาติมีส่วนร่วม
และอยากให้เอาข้อเสนอของคณะกรรมการต่างๆ ที่เคยศึกษาไว้แล้วนำมาประกอบการพิจารณาด้วย
ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทยเสนอให้ละวาง 4 ข้อนี้ก่อน
1) ต้องเลิกวิธีการฟื้นฝอยหาตะเข็บระหว่างกัน
2) ต้องยอมรับว่าที่ผ่านๆ มานั้น ล้วนทำผิดพลาดด้วยกันทั้งสิ้น
3) เลิกคิดเอาแต่ได้ เอาชนะคะคานกันอยู่ฝ่ายเดียว
และ 4) ทุกฝ่ายล้วนแต่มีผลประโยชน์แอบแฝง ซ่อนเร้นกันทั้งนั้น
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมที่อ้างความปรองดองหรือการออกกฏหมายล้มล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่นเดียวกับความผิดตามมาตรา 112 หรือการกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น หรือกระทำความผิดอาญาต่างๆ
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาฯนปช. สำหรับนปช.พร้อมเสมอกับกระบวนการปรองดอง ยินดีร่วมเสียสละอย่างเป็นธรรมเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มีหน้าที่ไปง้อใครให้เข้าร่วม และไม่พร้อมเป็นลูกไล่ให้ใครกระทบกระแทกเอาดีเข้าตัว เจ้าภาพพร้อมเมื่อไหร่ จะให้มีส่วนร่วมอย่างไรก็บอกมา ถ้าไม่พร้อมหรือเดินหน้าไม่ได้ก็รีบบอกด้วย ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ
แต่ทั้งหมดทั้งมวลของการ ปรองดองนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับ คนทีมีอิทธิพลเหนือ พรรคเพื่อไทยและกลุ่มนปช.ที่แท้จริงอย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังกังขาในเรื่องความจริงใจของรัฐบาล ว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจมากน้อยเพียงใดที่จะสร้างความปรองดอง เพราะตลอด 2 ปีกว่าที่เป็นรัฐบาลมา มีเวลามากมายพอสมควร แต่ทำไมจึงไม่คิดดำเนินการ เพิ่งจะมาดำเนินการในช่วงที่ใกล้จะถึงโรดแมป นอกจากนี้นายทักษิณยังได้ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุที่รัฐบาลเพิ่งจะเริ่มมาสร้างความปรองดองในช่วงนี้ เป็นเพราะหวังยื้อการเลือกตั้งให้ช้าออกไปอีกหรือไม่
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>> จะปรองดองอย่างไร!? เมื่อโจทย์ความขัดแย้งต่างกันสุดขั้ว (รายละเอียด) )
และล่าสุดกับข้อเสนอที่ถือว่าจะพอมีเหตุมีผล และเห็นแนวทางการเดินไปข้างหน้าอยู่บ้าง อย่างคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็นวิเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งมีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>> แสงสว่าง!!! "อนุปรองดอง สปท." เผยแก้ขัดแย้ง ยึดแนวทาง"ป๋าเปรม" สมัยแก้เรื่องคอมมิวนิสต์เมื่อ 30 ปีก่อน)
ซึ่งภายหลังการประชุม นายสังศิตแถลงว่า อนุกรรมาธิการได้พิจารณาหลักการ และผลักดันให้เกิดนโยบายในการที่จะสร้างความปรองดอง คือ
1. จะยึดนโยบายและมาตรการของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เคยใช้สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี คือ คำสั่งที่ 66/23 และ 66/25 ที่ทำให้สงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐบาล ที่ยืดเยื้อมากว่า 30 ปียุติลงได้ โดยการใช้นโยบายทางการเมือง
2.คำนึงถึงเรื่องความสามัคคี สันติสุขของคนในชาติและสังคมไทยเป็นที่ตั้ง
3.ยึดหลักเมตตาธรรม ยุติความเคียดแค้นชิงชังโดยการให้อภัยกัน
4.ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรมแบบเดียวกับที่ พล.อ.เปรมเคยใช้
และ 5.ต้องใช้กฎหมายและปฏิบัติกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ
นายสังศิตกล่าวต่อว่า การสร้างความปรองดองในครั้งนี้อาจจะเกิดความสำเร็จได้มากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่จะเป็นคนกลาง และปัญหาเกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง
สำหรับกรอบเวลาการทำงานของอนุกรรมาธิการฯ จะใช้เวลา 60 วัน ในการรวบรวมความคิดเห็นและเอกสารต่างๆ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม สปท.ต่อไป โดยได้นำเอกสารทั้งหมดจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้แล้วมาเป็นพื้นฐานที่จะทำให้ต่อยอดง่ายขึ้นและเกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการคลาดเคลื่อนไปจากเจตนารมณ์ของผู้ที่ทำ
โดยจะทำงานร่วมกับรัฐบาลและ สนช. และในการประชุมวันจันทร์ที่ 30 มกราคม จะมีการเชิญประธานและรองประธานทั้ง 9 ชุดมายืนยันข้อมูลที่ทำไว้ อาทิ ชุดของนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชุดของนายคณิต ณ นคร ชุดของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชุดของสถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น ส่วนพรรคการเมืองทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย นปช. และ กปปส. ทางอนุกรรมาธิการฯได้ทำหนังสือให้เสนอความคิดเห็นส่งมายังอนุกรรมาธิการฯด้วย แม้พรรคการเมืองจะทำกิจกรรมไม่ได้แต่เชื่อว่าความคิดเห็นของแกนนำก็ถือเป็นความเห็นของพรรคได้
ก็นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเกี่ยวกับข้อเสนอของ สปท. เรื่อง 66/2523 ซึ่งในอดีตเคยแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองได้แล้วในครั้งนี้จะสามารถแก้ไขได้หรือไม่ เราก็จะไปทำความเข้าใจกับ นโยบาย 66/2523
นโยบาย 66/2523 คือนโยบายที่ถูกกำหนดขึ้นโดยฝ่ายบริหารของประเทศไทยในเวลานั้น 23 เมษายน 2523เพื่อแก้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท,)ที่ปลุกปั่นยุยงให้ประชากรในชาติลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายบ้านเมืองด้วยวิธีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ ความขัดแย้งทางอาวุธและทางกำลังภายในประเทศ (Intern alarms conflicts) จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศเพื่อที่จะระงับยับยั้งมิให้สงครามกลางเมืองขยายวงกว้างออกไปทั่วประเทศ
โดยฝ่ายบริหารประเทศไทยในขณะนั้น ภายใต้การนำของ ฯพณฯพลเอกเปรมติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงประกาศใช้นโยบาย 66/2523เพื่อสกัดกั้นและยุติ สงครามกลางเมืองด้วยการสร้างประชาธิปไตยทั้งระดับต่ำและระดับสูงนโยบาย 66/2523 ที่ถูกประกาศใช้ออกมานั้นมีสองขึ้นตอน คือ
1.1 ขั้นตอนยุติสงครามโดยประกาศให้ราษฎรผู้หลงผิดหรือผู้ที่ได้ความบีบคั้นอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองถึงขั้นเข่นฆ่าและทำลายล้าง ซึ่งสิทธิเสรีภาพในชีวิตการวางอาวุธแล้วเข้ามอบตัวต่อทางราชการโดยทางราชการมิได้นำตัวไปดำเนินคดีอาญาตามกระบิลเมืองซึ่งผู้หลงผิดและผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อบุคคลเหล่านั้นได้เข้าใจในระบอบการปกครอง ของประเทศในขณะนั้นอย่างถูกต้องแล้ว ทางราชการได้รับเอาผู้หลงผิดและบุคคลที่ได้รับรับความเป็นธรรมเหล่านั้นกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ด้วยการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยเพื่อไปสู่การพัฒนาในทุกๆด้านและสามารถกลับเข้าสู่สังคมไทยใช้ชีวิตได้ตามปกติ
1.2 ขั้นตอนที่สอง คือขั้นตอนสร้างประชาธิปไตย อาทิเช่นการใช้สิทธิ์และการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน แก่พลเมืองในประเทศนี้ทั้งในรูปแบบสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ตามหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยคืออำนาจจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยการสร้างระบบการค้าและระบบเศรษฐกิจเสรีระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งระบบการปฏิรูปที่ดินเป็นต้นอันเป็นการสร้างระบบเศรษฐกิจแห่งชาติสมัยใหม่ที่เป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยให้แล้วเสร็จแต่ในขั้นตอนที่สองนี้ ยังมิได้มีการลงมือปฏิบัติแต่อย่างใด
การนำนโยบาย 66/2523 มาใช้จึงมิอาจที่จะสัมฤทธิ์ผลเต็มรูปแบบไปได้ประเทศไทยจึงไม่อาจที่จะผกผันตัวเองให้พ้นจากวงจรอุบาทว์ทั้งในทางการเมืองและการปกครองไปได้ระบบเศรษฐกิจของประเทศทั้งระบบ จึงเต็มไปด้วยการผูกขาดตัดตอน ล้าหลัง และไม่สามารถที่จะนำพาประเทศเพื่อไปแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านเช่น สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นต้นได้เลย เมื่อการแก้ปัญหาทางการเมืองซึ่งเป็นขั้นตอนของการสร้างชาติไม่อาจเกิดความมั่นคงได้ความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือชาติไม่อาจพิจารณาแยกออกจากกันได้ต้องนำไปพิจารณาเป็นองค์รวมควบคู่ไปด้วยกัน
แต่เรื่องสูตรนโยบาย 66/2523 ทางด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษารวบรวมความเห็นวิเคราะห์ประเด็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมืองในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ที่ให้ยึด 66/23 ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นแนวทางปรองดองว่า เป็นกรณีกัน เพราะขณะนั้นเป็นการต่อสู้เรื่องการใช้กำลัง ใช้อาวุธสงคราม แบ่งฝักแบ่งฝ่ายต่อสู้กัน แต่วันนี้คนละเรื่องไม่ได้แบ่งอะไรอย่างนั้น แต่อยู่ที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้อย่างไรด้วยกลไกปกติ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการปรองดอง มีตั้ง 6 กลุ่มการทำงาน มอบหมายไปแล้วให้ศึกษาอันไหนที่ตรงกันก็ทำได้แค่ไหนอย่างไรว่ามา ที่ไม่ตรงกันก็รับทราบไว้เฉยๆ
"ยืนยันว่าอะไรที่เป็นเรื่องกฎหมายก็ให้กฎหมายดำเนินการไป ความผิดต่างๆ ต้องเข้าสู่ศาลตามกระบวนการยุติธรรม เว้นแต่ใครไม่ยอมเข้า ถ้าไม่เข้าก็พูดไม่รู้เรื่อง ทุกปีมีการลดโทษ พักโทษอยู่แล้ว อย่ามาทำให้กระบวนการเสียหาย การที่กล่าวอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมคิดว่าไม่ใช่ ถ้าไม่ผิด ไม่มีปัญหาอะไร ศาลจะตัดสินมาได้อย่างไรว่าผิด ถ้าอย่างนั้นศาลก็ใช้ไม่ได้หมดเลย เพราะศาลตัดสินหลายหมื่นคดี ก็ศาลเดียวกัน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้ศาลตัดสินตามพยานหลักฐานที่มีอยู่" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ ไม่มีการพิจารณารายชื่อคณะกรรมหารบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ต้องรอภายหลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดองจึงจะมีความชัดเจน ส่วนกรณีที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เสนอให้ใช้คำสั่ง 66/23 และ 66/25 เช่นเดียวกับสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ใช้ยุติสงครามคอมมิวนิสต์กับรัฐบาลในขณะนั้น
พล.อ.ประวิตร ระบุว่า จะไม่ใช้วิธีการดังกล่าว เพราะแนวทางของตนเองจะไม่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย แต่เน้นการสร้างความเข้าใจของทุกฝ่าย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
(อ่านรายละเียดเพิ่มเติม >>> อัดนักเลือกตั้ง !!! "บิ๊กตู่" ประสานเสียง "บิ๊กป้อม" เมินสูตรปรองดอง 66/23 เฉ่งพรรคการเมืองถ้าไม่ร่วมปรองดอง แสดงว่าไม่เห็นประเทศอยู่ในสายตา)
เรียบเรียงโดย วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์
