ไขปมทางจิต!!! "รองอธิบดีฯ" ขโมยภาพ แพทย์ยันอาจเกิดจากภาวะ "โรคคลีพโทมาเนีย" หรือ โรคขี้โขมย ได้ขโมยแล้วมีความสุข เกิดขึ้นได้จริง!!!

ติดตามข่าวเพิ่มเติม http://deeps.tnews.co.th/

จากกรณี เว็บไซต์ news.livedoor.com สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นนำเสนอข่าวนี้ เนื้อหาระบุว่า มีการจับนักท่องเที่ยวไทยได้หลังจากขโมยภาพวาด 3 ภาพ มูลค่า 15,000 เยนจากโรงแรม โดยข่าวในเว็บไซต์ ระบุชื่อนักท่องเที่ยวรายนี้ว่า นายสุพัฒน์ สงวนดีกุล อายุ 60 ปี

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นจริงในระหว่างเดินทางเข้าร่วมอบรมสัมมนาเชิงวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น และขณะนี้กำลังขอข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์และสถานทูตไทยอยู่ เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ยืนยันจะมีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ คาดว่าจะรู้ผลภายใน 1-2 วันข้างหน้า มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อภาพลักษณ์ข้าราชการไทยในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และมั่นใจว่าข้าราชการไทยทุกคนมีระเบียบวินัยในการทำงาน

มีรายงาน รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินทางออกจากสนามบินโอซากา ในเวลา 17.00 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น ด้วยสายการบินไทย ทีจี 673 และจะมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันนี้ เวลา 22.00 น.

ไขปมทางจิต!!! "รองอธิบดีฯ" ขโมยภาพ แพทย์ยันอาจเกิดจากภาวะ "โรคคลีพโทมาเนีย" หรือ โรคขี้โขมย ได้ขโมยแล้วมีความสุข เกิดขึ้นได้จริง!!!

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนเคยมีกรณีข่าวหลายสำนักรายงานถึงพฤติกรรมประหลาดของสาวไฮโซ ฐานะร่ำรวยแต่กลับเข้าไปขโมยของในห้างสรรพสินค้า รวมมูลค่าหลักแสน ทั้งๆ ที่มีกำลังทรัพย์เหลือเฟือพอที่จะซื้อของเหล่านั้นได้ แต่ทำไมต้องขโมย?...และแล้วแฟนหนุ่มของเธอก็ออกมาระบุถึงพฤติกรรมแปลกนั้นว่า แฟนสาวของเขาป่วยเป็น 'โรคคลีพโตมาเนีย'

ทางการแพทย์เรียก คลีพโตมาเนีย แต่เมื่อต้องการพูดให้เข้าใจง่ายๆ โรคนี้ก็คือ 'โรคขี้ขโมย' จัดเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่ง 'มุมสุขภาพ' พบเรื่องราวที่น่ารู้ว่า โรคนี้ถูกกล่าวถึงในครั้งแรกที่แคลิฟอร์เนีย แดนมะกัน ช่วงปี ค.ศ.1960 คนป่วยโรคขี้ขโมยแตกต่างจากโจรที่มีพฤติกรรมลักทรัพย์ คือ คนเป็นโรคจะขโมยโดยไม่เจตนา ไม่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือตั้งเป้าไว้ว่าจะขโมยสิ่งใด ส่วนคนที่เป็นโจรนั้นจะมีการวางแผน ลงมือด้วยเจตนา ไต่ตรองไว้ก่อน

นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างที่เด่นชัดยิ่งกว่า คือ จุดประสงค์ โดยพวกโจรผู้ร้ายมุ่งขโมยเพราะหวังผลประโยชน์ เช่น ด้านมูลค่า นำไปขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินมาใช้ ขณะที่ผู้ป่วยคลีพโตมาเนีย ลักของเพราะรักการกระทำดังกล่าว บางครั้งสิ่งของที่ขโมยก็ไม่ได้มีมูลค่าสูง หรือในความเป็นจริงเขาเองก็สามารถจ่ายเงินซื้อได้ แต่ไม่ทำ! ผู้ที่เป็นโรคขี้ขโมยจะลงมือบ่อยครั้งเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม-สาว ถึงขั้นเสพติดการขโมย

แต่บางรายอาการป่วยก็จะแสดงออกมาตลอดช่วงชีวิต และไม่สามารถควบคุมความต้องการที่ผิดๆ เหล่านั้นได้ คนเป็นโรคนี้ยังป่วยด้วยอาการทางจิตอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น โรคจิตหวาดระแวง โรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน พฤติกรรมแยกตัวจากสังคม

แม้สาเหตุของโรคอาจยังสามารถระบุได้ชัดเจน แต่ก็มีรายงานว่า อุบัติเหตุที่ทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน และการได้รับสารพิษคาร์บอนมอนออกไซด์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำให้ป่วยเป็นโรคจิตขี้ขโมยได้ หากพบคนใกล้ตัวป่วยด้วยโรคขี้ขโมย ควรหาโอกาสให้เขาได้รับการรักษาโดยจิตแพทย์ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน คนรอบข้างต้องร่วมกันใส่ใจป้องกันพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ด้วย

ไขปมทางจิต!!! "รองอธิบดีฯ" ขโมยภาพ แพทย์ยันอาจเกิดจากภาวะ "โรคคลีพโทมาเนีย" หรือ โรคขี้โขมย ได้ขโมยแล้วมีความสุข เกิดขึ้นได้จริง!!!

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า เหตุการที่มีการขโมยเกิดขึ้นทั่วไปนั้นจำเป็นต้องตรวจสอบถึงสาเหตุเป็นรายบุคคลในการลักขโมยว่า เกิดจากสาเหตุใด เกิดจากภาวะสมองเสื่อมในวัยที่สูงอายุหรือไม่ เนื่องจากอาจเข้าใจว่าสิ่งของที่นำมาเป็นของตัวเองจริง หรือเกิดจากภาวการณ์ป่วยเป็นโรคที่มีปัญหาในการควบคุมการขโมย หรือโรคอยากขโมย (Kleptomania)จากสาเหตุจากการทำงานของสารในสมองทำงานผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมสะสมที่ขาดการรับรู้ผิดชอบชั่วดี เพราะไม่มีผู้ชี้แนะมาตั้งแต่วัยเด็กหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายซึ่งต้องเป็นเรื่องที่พิจารณาแยกออกจากกัน

“บุคคลในกลุ่มนี้จะมีลักษณะอาการเกิดขึ้นทันทีที่เห็นสิ่งของที่อยากได้ และจะรู้สึกทุกข์ทรมานใจ หากไม่ได้นำของผู้อื่นไป ซึ่งเมื่อหยิบไปแล้วความทุกข์ทรมานในใจจะหายไป และอาจนำสิ่งของที่หยิบไปมาคืน หรืออาจนำมาแอบซ่อนไว้เป็นของตัวเองก็ได้ แต่พฤติกรรมนี้จะแตกต่างกับผู้มีนิสัยชอบขโมย ที่จะมีการวางแผนล่วงหน้าไม่รู้สึกทุกข์ทรมานใจหากไม่ได้ ขโมย และต้องการสิ่งของบบุคคลอื่นเพื่อตอบสนองการนำมาใช้ประโยชน์ ของตัวเอง เช่น ขโมยสิ่งของเพื่อนำไปขายและนำเงิน มาใช้จ่าย” นพ.อภิชาติ กล่าว

นพ.อภิชาติ กล่าวอีกว่า วิธีการสังเกตและป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมลักขโมยสิ่งของผู้อื่น สามารถสังเกตอาการของตัวเองได้ หากเพียงแค่มีความคิดอยากได้ของผู้อื่นมาครอบครองโดยเจ้าของไม่รับรู้เพียงแค่ครั้งเดียว ต้องห้ามมองข้ามสัญญาณเตือนนี้ และต้องไม่ลงกระทำ เพราะหากปล่อยไปและเกิดการลงมือกระทำแล้ว อาจทำให้กลายเป็นบุคคลที่มีนิสัยและพฤติกรรมการลักขโมย ได้ในที่สุด และเมื่อสำรวจว่าตัวเองมีพฤติกรรมอยากได้ของผู้อื่นโดยเจ้าของไม่ยินยอมรับรู้ ควรไปพบจิตแพทย์หรือบอกบุคคลใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ ซึ่งบุคคลใกล้ชิดต้องตั้งสติให้ดี ไม่ต่อว่าซ้ำเติม กล่าวชื่นชมผู้มีปัญหาให้รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่กล้าบอกปัญหานี้ และค่อยดำเนินการชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้อง

นพ.อภิชาติ กล่าวด้วยว่า ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยเป็นโรคที่มีปัญหาในการควบคุมการขโมย พบได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ และสามารถรักษาได้ โดยการใช้ยาเพื่อสร้างสมดุลของสารในสมองลดความวิตกกังวล และใช้พฤติกรรมบำบัด รวมทั้ง หลีกเลี่ยงไม่ไปสถานที่ชอบไปก่อพฤติกรรมหยิบของผู้อื่นโดยไม่บอกกล่าว เช่น ห้างสรรพสินค้า , ร้านค้า และไม่อยู่ใกล้สิ่งของเป้าหมายที่ทำให้ รู้สึก อยากนำมาเป็นของตัวเอง หรือหากมีญาติที่ไว้ใจใกล้ชิด ก็สามารถติดตาม สอดส่องพฤติกรรมทำหน้าที่คอยห้ามปรามได้ด้วย

 

เรียบเรียง Amity

ขอบคุณ คม ชัด ลึก , เดลินิวส์