- 26 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
ปรองดอง 'ง่ายจะตาย' ไม่ทำเอง!
ไม่ได้ร่วมวงพายเรือในอ่าง "สามัคคีปรองดอง" มานาน วันนี้ เอาซะหน่อยเป็นไง? ในรอบ ๓ ปีที่ คสช.เข้าคุมอำนาจประเทศ ก็ทำความสะอาดบ้าน-จัดระเบียบเมือง เห็นผลเป็นรูปธรรมเยอะอยู่นะ แต่ก็นั่นแหละ ..........ร้อยคนทำ อีกหมื่นคนต้าน และอีกเป็นแสน-เป็นล้าน อะไรที่ผิดจากที่พวกกู "เคยชิน-เคยตัว-เคยได้" ไม่ดีทั้งนั้น! เพราะอย่างนี้ โบราณจึงว่า "ปัญหา" แก้ง่าย แต่ "นิสัย-สันดานคน" แก้ยาก (ฉิบหาย)!
ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ ลำพังในบ้าน ๕ คน ๑๐ คน ยังยากจะให้ทุกคนเข้าใจ และเดินไปในทิศทางเดียวกันได้ แล้วนี่เป็น "สังคมประเทศ" ด้วยคน ๖๐-๗๐ ล้าน........ต่อให้เทวดาเหาะลงมาเป็นรัฐบาล ถึงคิดดี-หวังดี-ทำดีขนาดไหน อย่าว่าแต่แค่ ๓ ปี ๕ ปีเลย ต่อให้ ๑๐ ปีด้วย เปลี่ยนประเทศ ยังจะง่ายกว่า "เปลี่ยนทัศนคติ-ความคิด" ในความเคยของมนุษย์ชิน! ฉะนั้น ถ้านายกฯ มีกุศลเจตนา มุ่งปฏิรูปประเทศให้สำเร็จละก็ นอกจากความอดทน-อดกลั้น ต่อทั้งคน ทั้งอุปสรรคแล้ว ก็ต้องเข้าใจให้ชัด "กฎหมาย-วัตถุ" ไม่ใช่คำตอบของคำว่า "สำเร็จ" ในการปฏิรูป
"ทัศนคติ-ความคิดคน" นั่นคือคำตอบของคำว่า "สำเร็จ" ใช่แล้ว..."คน" คือชาติ "คน" คือประเทศ "แก้คน" ต้องแก้ "ที่ใจ" ไม่ใช่ด้วยการใช้ "กฎหมาย-กฎระเบียบ" ควบคุม-บังคับ ฟังดูเหมือนยาก แต่นั่นแหละ ถ้าง่าย ก็ไม่จำเป็นต้องมีนายกฯ ชื่อประยุทธ์ และวันนี้ กี่โพล-กีที่ ก็จะไม่มีผลออกมา "ยาวไปเลย...ลุงตู่" จะ "ยาว-สั้น" ก็แล้วแต่ เพื่อไม่ให้ที่ทำมา ๓ ปีต้องเสียของ แต่ต้องให้อนาคตสังคมชาติ งอกเงยตามยุทธศาสตร์ ๔.๐ ภายใน ๒๐ ปี คณะรัฐบาลต้องยึด "อิทธิบาท ๔" จึงจะสำเร็จ!
"พจนานุกรมพุทธศาสตร์" ฉบับประมวลธรรม ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ หรือท่านเจ้าคุณประยุทธ์ มีไว้ดังนี้ อิทธิบาท ๔ (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย)
๑.ฉันทะ (ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป)
๒.วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย)
๓.จิตตะ (ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป)
๔.วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น)
ขึ้นต้น ก็เหมือนหลวงตามาเทศน์ ...........แต่ผมว่านะ แค่ประดิษฐ์ชื่อ "คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)" ขึ้นมาใช้ เริ่มต้น....ก็เจ๊งแล้ว! ชี้รัฐมนตรีเรียงตัว ตอบซิ...ป.ย.ป.ย่อมาจากอะไร? มีถึง ๑๐ คนมั้ย ที่ตอบได้!!
ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก อย่าไปประดิษฐ์ศัพท์-ประดิษฐ์คำอะไรออกมาใช้ที่สื่อออกไปแล้ว ชาวบ้านสั่นหัว บอก..กูไม่รู้เรื่องมาใช้เลย ลองชาวบ้าน "มึนตึ้บ" ใจก็ปิด..........เมื่อใจปิด รัฐบาลสื่อสารอะไรออกไป ก็กองอยู่ตรงนั้น สารปรองดอง จะไม่เข้าไปทำปฏิกิริยากับใจ แปลงนโยบายเป็นปฏิบัติออกมาได้เลย!
การที่ เอะอะก็ตั้งคณะกรรมการ เหมือนสูตรยาสามัญประจำบ้าน ปวดหัวกินพารา ปวดท้องกินยาธาตุ อึไม่ออกกินยาถ่าย นี่เหมือนกัน ตั้งคณะกรรมการ ป.ย.ป.แล้ว คณะกรรมการ ป.ย.ป.ก็จะไปตั้งอนุกรรมการ ป.ย.ป. ผลสรุปที่ได้ ไม่ใช่สามัคคีปรองดอง แต่จะเป็น "กระดาษปึ๊งหนึ่ง" ด้วยงบสูญเปล่า "นับร้อย-นับพันล้าน" อย่างที่ทำกันซ้ำซาก! เรื่องสามัคคีปรองดอง เท่าที่ฟัง จะแยกเป็น ๔ ทัศนะ
พวกหนึ่ง ปรองดอง คือ เรื่องในอดีต ทั้งหลาย-ทั้งปวง ทุกประเภทคดีความ ตัวจะอยู่-จะหนี ถือว่าเจ๊า นิรโทษทั้งหมด!อีกพวกหนึ่ง ปรองดอง คือ การมามองอนาคตร่วมกัน ส่วนเรื่องอดีต พวกหางเครื่องชุมนุม นิรโทษไป พวกต้องคดีอาญา ก็ว่าไปให้ถึงที่สุดก่อน แล้วค่อยมาดูกันอีกทีตามช่องกฎหมาย ว่า "ผ่อนหนัก-ผ่อนเบา" กันได้แค่ไหน กรณีไหน? อีกพวกหนึ่ง ปรองดอง คือ ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย อีกพวกหนึ่ง ปรองดองต้องมีเงื่อนไข ว่าจะปรองดองกับใคร เรื่องอะไร เพื่ออะไร? และอีกพวก ปรองดองต้องมีเงื่อนไข และทำไมมีแต่ทหาร ทำไมไม่เอาคนกลาง (ข้างกู) เข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย?
สรุป แค่เริ่ม ก็ประสานเขี้ยวแทนประสานสู่สามัคคีแล้ว! เรียกว่าจบ "ด้วยเจ๊ง" แต่เริ่ม ภาษาพระก็ว่า "ด้วยความเป็นผู้มีศีลไม่เสมอกัน ย่อมร่วมทำสังฆกรรมด้วยกันไม่ได้" นี่เหมือนกัน เจตนาปรองดองไปคนละทาง ต่อให้เอาปืนจ่อหัว ลากตัวมาเข้ากระบวนการ ก็ได้แต่ตัว "ชั่วครู่" ส่วนใจ ก็ยังคงบ่ม "คิดร้าย" ได้จังหวะ กูแยก-กูเผาอีก!
งั้น...ควรทำยังไง? ไม่ต้องทำไง ขั้นแรก อย่าใช้ "ความต่าง" เป็นโจทย์ของสามัคคี ต้องใช้ "ความเหมือน" ในแต่ละกลุ่มขัดแย้ง ตั้งเป็นโจทย์ร่วม แล้วใช้ตรงนั้น เป็น "จุดแก้โจทย์ร่วม" ไปสู่สามัคคีปรองดอง ทุกอย่างแหละ ........ถ้ามุม-องศา ต่างกัน การจะนำมาประกอบเข้ากัน มันยาก แต่ถ้าเลือกหามุม-องศาตรงกัน จะเข้าด้วยกันง่าย
แล้วอะไรที่เหมือนกันล่ะ ในแต่ละกลุ่มขัดแย้ง? "อุปาทานหมู่" ว่า ข้าไม่ผิด ข้าเพื่อชาติ-ประชาชน ข้าประชาธิปไตยไงล่ะ "ไม่ผิด" คือ "มุม-องศา" ที่ตรงกัน ในความเป็น "อุปาทานหมู่" ถ้ายัง "ถอนอุปาทาน" ในความเป็นตัวตน จากคนหลายหมู่นี้ไม่ได้ เลิกพูดเรื่อง "สามัคคีปรองดอง" ได้เลย! จะไปนิพพาน ยังต้องใช้กิเลส คือ "ความอยาก" เป็นตัวนำสู่ความหมดกิเลส
แล้วนี่...จะปรองดอง ก็ต้องใช้ "ความอยาก" ในอัตตา เป็นตัวนำไปสู่การ "ละอัตตา" เช่นกัน พุทธทาส ภิกขุ บอก.....อัตตา คือมายาแห่งจิตที่ขาดปัญญา เข้าไปยึดว่าเป็น "ตัวกู-ของกู" นี่คือเหตุร่วมใน "อุปาทานหมู่"........ ถ้าจะแก้ปัญหาให้ตก ก็ต้องแก้ที่เหตุ แก้ด้วยการให้มี "สติ" เมื่อสติมา ปัญญาก็เกิด เมื่อปัญญาเกิด สัมมาสติจะเปลี่ยนโปรแกรมสมองที่ยึดอัตตา คลายจากมิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด เป็นความเห็นถูก คือสัมมาทิฐิเอง
เมื่อความเป็นผู้มีความเห็นด้วยสัมมาสติอยู่ในฐานเดียวกัน เหมือนศีลเสมอกัน คนมีศีล จะไม่โลภ, คนมีสติ จะไม่โกรธ และคนมีปัญญา จะไม่หลง มนุษย์ทุกคนในโลก ล้วนถูกผูกมัดไว้ด้วยอุปาทาน ถ้าถอนอุปาทาน คือถอนความยึดมั่น-ถือมั่นในตัวได้แล้ว อะไรที่เหนือกว่าคำว่าสามัคคีปรองดอง ถ้ามี ก็จะไปสู่จุดนั้น
ฟังดูเหมือนยาก อะไรมันก็ยากทั้งนั้น สำหรับคนไม่เริ่ม-ไม่รู้ ในความหมายผม คือ......ป่วยการที่ ป.ย.ป.จะเชิญแต่ละพรรค แต่ละกลุ่มขัดแย้ง ซึ่งมากด้วยอัตตา มาปลูกสามัคคี ถ้าสามัคคีเกิดได้ด้วยการเซ็นสัญญา ด้วยวาจาคน ป.ย.ป.ซึ่งแต่ละคนก็อัตตาท่วมหัวพอกันละก็ สมัยหน้า ไปเป็น "เลขาฯ ยูเอ็น" ได้เลย!
เคยได้ยินคำว่า "ลางเนื้อชอบลางยา" กันใช่มั้ย? ไทยก็ประเภทนั้น มีของดีที่ชาวโลก "เห็น-ยอมรับ" และกำลังมุ่งหา แม้ในสังคมอเมริกาขณะนี้ ก็ยังยึดเป็นทางออกจากอุโมงค์สังคมมืด การปฏิบัติทางจิต........ไทยเรียก "การทำสมาธิ" ฝรั่งเรียก "meditation" นั่นแหละ คือยาแก้โรคอัตตา "ขนานเอก" ในโลก
เชิญแต่ละพรรค แต่ละกลุ่มขัดแย้งมา อย่าเชิญมาปรองดอง แต่เชิญมาร่วม "ทำสมาธิหมู่" สัปดาห์ละซัก ๓ วัน จะกลางสนามหลวง จะวัดไหน สุดแต่สะดวก นิมนต์พระวิปัสสนาจารย์มาให้กรรมฐาน กรรมฐาน คือที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต จะนิมนต์ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ หลวงพ่อวิริยังค์ หลวงพ่ออินทร์ถวาย หรือพระวิปัสสนาจารย์ รูปไหนก็ได้ ที่เห็นสมควร มาเป็นพระผู้ให้กรรมฐาน
เหมือนหมอวินิจฉัยโรค จะรู้โรค คือจริตของแต่ละผู้คน พระวิปัสสนาจารย์ท่านก็จะให้กรรมฐาน "ปรับทัศนคติ" คือถอนอัตตาของแต่ละคน เมื่อจิตสะอาด รัฐบาลไม่ต้องไปชวนใครมาสามัคคี หรือต้องปากเปียก-ปากฉีกเรื่องอะไรอีกหรอกด้วย "จิตปรมัตถ์" คือจิตเห็นจริง-ตามเป็นจริง อันเกิดจากสมาธิ จะมุ่งสู่จุดนั้นเอง
เพราะจิตเดิมแท้ของคน เป็น "จิตบริสุทธิ์" มาขุ่นมัว เห็นผิดเป็นถูก-เห็นถูกเป็นผิด ก็ด้วยกิเลส-ตัณหา ที่เกิดขึ้นจาก "สิ่งล่อ" ภายหลังทั้งนั้น! สหรัฐฯ ตอนนี้ พวกตีนตบ...ทรัมป์ออกไป ก็คลั่งกันไป พวกที่เข้าใจ ก็หนีความวุ่นวายสังคมประชาธิปไตยลวง โดยรวมกัน
"เมดิเทชันหมู่" ตามฟุตปาธ ตามสวนสาธารณะ! มนุษย์ทั้งโลก ไม่มีใครขังใครได้....... "ความคิด" ของแต่ละคนนั่นแหละ ขังแต่ละคนจน "ดิ้นไม่หลุด" เอง! กีฬา ไม่ใช่ยาวิเศษ "การพนัน" คือของวิเศษในระบบธุรกิจ
การทำสมาธิ "สติมา-ปัญญาเกิด" นี่ตะหาก "ของวิเศษ" เป็นเย็นดับร้อนโลกคลั่งยุคนี้
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณ : เปลว สีเงิน นสพ.ไทยโพสต์
