ตีแสกหน้า!! "ชัย ราชวัตร" ชี้ความขัดแย้งในวันนี้แค่กลุ่มคนแกล้งตาย-รอเลือกตั้ง-หวังยึดอำนาจ ระบุใช้ "เปรมโมเดล" มาปรองดองแก้ไม่ได้

ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th


หลังจากที่ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณาศึกษารวบรวมความเห็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ประเด็นการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองทางการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ออกมาชูธงว่าจะนำแนวคิดคำสั่งนายกรัฐมนตรี 66/23 และ 66/25 สมัยที่ พล.อ
เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ หรือที่เรียกกันว่า "เปรมโมเดล" เสนอ สปท.เพื่อนำเสนอต่อ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้ ( 26 ม.ค.)  นายสมชัย กตัญญุตานนท์ หรือ "ชัย ราชวัตร" การ์ตูนนิสต์การเมืองชื่อดังของ นสพ.ไทยรัฐ ได้โพสต์ข้อความลงเพจเฟซบุ๊กชื่อ "Chai Ratchawat" โดย แสดงความเห็นด้วยที่ นายกฯ และ รองนายกฯ ไม่รับแนวความคิดของ นายสังศิต ที่ไปหยิบเอาโมเดล 66/23 ของป๋าเปรมมาแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย โดยมองว่าบริบทของปัญหาแต่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งในยุคนั้นเป็นความขัดแย้งทางแนวคิดระหว่างนักศึกษากับเผด็จการทหาร เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์  ขณะที่ความขัดแย้งในปัจจุบัน เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่แกล้งตายเพื่อรอเวลากลับมายึดอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง  เข้ามานิรโทษกรรมลบล้างความผิดที่ได้ทำเอาไว้ กับผู้คนในสังคมอีกกลุ่มที่ยืนหยัดยึดหลักนิติรัฐ คนผิดต้องได้รับการลงโทษทางกฏหมาย  โดยข้อความที่ระบุว่า...

" อย่าเห็นนางแบบสวมชุดว่ายน้ำแบรนด์เนมเดินบนแคทวอล์คก็รี่ไปซื้อมาใส่บ้าง โดยลืมส่องกระจกดูสังขารของตัวเอง

ดีใจที่ทั้งบิ๊กตู่และบิ๊กป้อมต่างไม่เห็นด้วยกับ สปท.ที่ไปหยิบเอาโมเดล 66/23 ของป๋าเปรมมาแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ซึ่งบริบทของปัญหามันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เหมือนไปหยิบเอายาพาราเซทตามอลมากินแก้ท้องร่วง

ต้นตอปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง เพราะปัญหานั้นมีมาตั้งแต่มีพรรคการเมืองแล้ว แต่ทุกวันนี้มันเป็นปัญหาของคนขี้โกงตระกูลหนึ่งและสาวกมาเล่นการเมืองเป็นการลงทุนทางธุรกิจมุ่งผลกำไร ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับประชาชนเรือนล้านจากทุกสาขาอาชีพที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน ซึ๋งต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดลาวาศอก

 

ส่วนความขัดแย้งหลัง 14 ตุลา เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเผด็จการทหารในยามนั้น กับนักศึกษาที่มีศูนย์นิสิตฯเป็นแกนหลัก เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ก็ว่าได้ นักศึกษาถูกล้อมปราบอย่างโหดร้ายทารุณในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนต้องหนีเอาชีวิตรอดด้วยการเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย จับปืนสู้กับรัฐบาลทหารในขณะนั้น

นักศึกษาเข้าป่าไปแล้วเริ่มรู้สึกว่าพรรคคอมมูนิสต์ไม่ใช่ทางเลือกในอุดมการณ์ ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างพรรคกับนักศึกษาเริ่มระอุขึ้นเรื่อย ๆ กอร์ปกับความขัดแย้งระหว่างประเทศคอมมูนิสต์ด้วยกันทางสากลสงผลมาถึงพรรคคอมมูนิสต์ไทย การหนุนช่วยจากนอกประเทศเริ่มถูกตัดขาด พรรคค่อย ๆ อ่อนแอลง นักศึกษาจากเมืองอยู่ในสภานการณ์หนีเสือปะจรเข้ ออกจากป่าก็กลัวถูกเสือตะปบ

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกฯขณะนั้น จึงได้ถือโอกาสอย่างชาญฉลาดออกนโยบาย 66/23 นิรโทษกรรมผู้ที่เข้าป่า นักศึกษาส่วนหนึ่งจึงได้เข้าเมืองด้วยความปลอดภัยกลับมาเรียนต่อแบบผู้สิโรราบแล้วทางการเมือง พลพรรคส่วนหนึ่งซึ่งเรียกว่า"ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย"ได้รับแจกที่ทำกินเพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ได้
ในที่สุดพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทยก็สลายตัวไปเอง บ้านเมืองกลับสู่ภาวะสงบสุขจากสงครามภายในตั้งแต่นั่นมา

ผิดกับความขัดแย้งในปัจจุบัน ฝ่ายหนึ่งยอมสงบชั่วคราวหาใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการแกล้งตายเพื่อรอเวลาเลือกตั้ง หวังกลับมายึดอำนาจรัฐอีกครั้ง และรอการนิรโทษกรรมความผิดอุกฉกรรจ์ที่เคยก่อไว้ แต่อีกฝ่ายยืนหยัดต้องยึดหลักนิติรัฐ ผู้ผิดต้องได้รับการลงโทษทางกฏหมายแล้วเท่านั้นถึงมาคุยกันเรื่องปรองดอง

ความคิดปรองดองด้วยนโยบาย 66/23 จึงเป็นการณ์แก้ปัญหาผิดกาลเทศะดังพลเอกประยุทธให้ความเห็นแล้ว และรังแต่จะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่เท่านั้น"


 

วิทย์ณเมธา  สำนักข่าวทีนิวส์