รัฐบาลสอบตกเรื่องโปร่งใส..ที่ผ่านมาปล่อยให้มีทุจริตจริงหรือไม่!?กับกรณีตัวอย่าง "โครงการขุดลอกคูคลอง"  (รายละเอียด)

ติดตามขาวเพิ่มเติม : www.tnews.co.th

ยังคงเป็นประเด็นที่เราติดตามกันต่อ จากตัวเลขดัชนีความโปร่งใส ที่ในปีนี้ตัวเลขลงจากอันดับ 76 หล่นไปอันดับที่ 101 จากจำนวนสมาชิก 176 ประเทศ  เป็นเหตุให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควันออกหู สั่งหน่วยงานไปตรวจสอบ ว่าเพราะเหตุใดที่รัฐบาลเร่งปราบปรามคอร์รัปชั่นจนผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ แต่ตัวเลขกลับแย่ลง

หลังจากที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) เผยแพร่รายงานผลการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 ที่ได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด พร้อมกับบทวิเคราะห์ถึงแนวโน้มของกระแสประชานิยมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกว่าเสี่ยงต่อการบั่นทอนการต่อสู้ปัญหาคอร์รัปชัน

ประเทศที่ได้คะแนนมากที่สุดหรือโปร่งใสที่สุด ได้แก่ นิวซีแลนด์และเดนมาร์ก ที่ได้ 90 คะแนนเท่ากัน ส่วนประเทศที่คะแนนต่ำที่สุดยังคงเป็นโซมาเลีย ที่อยู่อันดับล่างสุดเป็นปีที่ 10 ติดต่อกันแล้ว

รัฐบาลสอบตกเรื่องโปร่งใส..ที่ผ่านมาปล่อยให้มีทุจริตจริงหรือไม่!?กับกรณีตัวอย่าง "โครงการขุดลอกคูคลอง"  (รายละเอียด)

 

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รายงานของทีไอชี้ว่า ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้อยู่ท่อนล่างของตาราง มี 19 ประเทศจาก 30 ประเทศที่ได้คะแนน 40 หรือน้อยกว่า

 

ส่วนประเทศไทย รายงานเน้นว่าอันดับแย่ลงเช่นกัน โดยไทยได้คะแนนลดลงเหลือเพียง 35 คะแนน ติดอันดับ 101 ทีไอระบุว่า อันดับที่แย่ลงสนับสนุนถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นกับความวุ่นวายทางการเมือง นอกจากนี้ การกดขี่ปราบปรามของรัฐบาล, การขาดการตรวจสอบอย่างอิสระ และการลดทอนสิทธิเสรีภาพ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศนี้

 

รัฐบาลสอบตกเรื่องโปร่งใส..ที่ผ่านมาปล่อยให้มีทุจริตจริงหรือไม่!?กับกรณีตัวอย่าง "โครงการขุดลอกคูคลอง"  (รายละเอียด)

 

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (ทีไอ) เปิดเผยดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (ซีพีไอ) ของไทยในปี 2559 ว่า ต้องดูว่าต่ำลงเรื่องอะไรบ้าง เพราะบางอันก็สูงขึ้น บางอันก็ต่ำลง

จึงต้องไปดูว่าที่ต่ำลงเพราะอะไร แล้วอะไรดีขึ้น ไม่ใช่มันแย่ลงทั้งหมด อย่ามองประเทศไทยอย่างนั้น มันดีขึ้นหมด แต่จะแย่ลงก็ตรงที่ข่าวที่ออกมา อย่าลืมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันตนสั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด ร้องเรียนให้หน่วยงานหรือองค์กรอิสระดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว

ตนไม่เคยไปห้ามใครเลยตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบไป นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินของตนมาโดยตลอด

ไม่ว่าแต่พล.อ.ประยุทธ์ ที่แปลกใจกับตัวเลขดัชนีความโปร่งใสลดลง แม้แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้อย่าง ป.ป.ช. ก็แปลกใจกับตัวเลขเช่นกัน ที่ตกลงมาก จากการตรวจสอบและปราบปรามอย่างเข้มข้น

 

แต่วันนี้สำนักข่าวทีนิวส์ จะได้นำเสนอโครงการ ที่อนุมัติงบประมาณในช่วงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็มีโครงการกที่ส่อว่าจะทุจริตคอร์รัปชั่น ระดับชาติ อย่างโครงการขุดลอกคูคลอง แหล่งน้ำทั่วประเทศ โดยองค์การทหารผ่านศึก

ซึ่งโครงการนี้ จุดเริ่มต้นมาจาก กลุ่มธรรมาภิบาล ได้ยื่นหนังสือให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ตรวจสอบกลุ่มผลประโยชน์ที่แอบอ้างชื่อ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ไปหาประโยชน์และขายช่วงงานต่อ

ในงานขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศ ที่ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก หรือ อผศ. ไปรับจ้างทำงานให้กับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. โดย อผศ. ได้รับสิทธิพิเศษโดยไม่บังคับ และ ไม่ต้องประกวดราคา ตามมติคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษฯ กระทรวงการคลัง และ คสช.ได้ลงมติรับทราบ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินปี 2557-2558 เป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท ที่ กระทรวงมหาดไทย โดย ปภ. นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยให้พี่น้องประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

ซึ่งเป็นที่มาของ โครงการขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศที่ อผศ. ได้สิทธิพิเศษเพื่อไปรับจ้างงานขุดลอกแหล่งน้ำให้กับ ปภ. ซึ่งก่อให้เกิดการทุจริต มีคนไปเรียกรับผลประโยชน์ เป็นขบวนการใหญ่ทั่วประเทศ และ ได้แอบอ้าง คสช. และ แอบอ้างผู้ใหญ่ เพื่อไปขายงานขุดลอกต่อกันเป็นทอดๆ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐบาล สูญเสียเงินแผ่นดิน และ เกิดผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างใหญ่หลวง

จากการตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงและหลักฐาน พบว่า มีขบวนการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินแผ่นดินเป็นขบวนการใหญ่ มีการแอบอ้าง คสช. และ ผู้ใหญ่ไปเรียกรับผลประโยชน์ มีการกระทำทุจริต มีการกระทำที่เข้าข่ายจะเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ หรือ ปฎิบัติหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มข้าราชการระดับบิ๊กกรมป้องกันฯและ อดีตบิ๊ก องค์การทหารผ่านศึก  ที่ได้ประสานงานและตกลงกันเป็นการภายในเพื่อนำงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเรียกว่า “งบภัยแล้ง” ที่ ปภ. เป็นผู้ดำเนินการใช้จ่ายงบประมาณสำหรับการขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศ โดยอาศัยช่องทางที่ อผศ.สามารถขอสิทธิพิเศษฯโดยไม่ต้องประกวดราคา โดยอ้างว่าเป็นการหารายได้เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่ทหารผ่านศึกทั่วประเทศจำนวนกว่า 2 ล้านคน ที่มีงบประมาณดูแลช่วยเหลือไม่เพียงพอ จากที่เคยได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ ในรัฐบาลที่ผ่านมา

กลุ่มผู้รับเหมา รับงานนี้ คือกลุ่มคุณนาย อ เป็นภรรยา ของข้าราชการระดับสูงสุดในจังหวัด ที่มีสายสัมพันธ์ในกลุ่มทหาร คสช.  ซึ่งคุณนาย อ. ได้รับกลุ่มกับผู้รับเหมา ที่เป็นอดีตสจ. ในจ.สุพรรณบุรี รับงานทั้งหมดมาแล้วกระจายขายงานต่อไปยังผู้รับเหมารายย่อย มาซื้องานในทั่วประเทศ

เมื่อ องค์กรทหารผ่านศึก ได้รับการพิจารณาสิทธิพิเศษฯในงานขุดลอกแหล่งน้ำจาก ปภ. แบบ 100 เปอร์เซ็น ในวงเงินงบประมาณรวมกว่า 10,000 ล้านบาท โดยที่ อผศ.ไม่มีเครื่องมือ เมื่อจะขายงาน ก็เลยเลี่ยงวลี ว่าจำเป็นต้องเช่าเครื่องมือมาเพื่อทำโครงการ จนเป็นช่องทางให้ผู้รับเหมารายย่อย เข้ามาซับโครงการต่อ

การดำเนินการดังกล่าวโดย บิ๊ก ปภ. อดีตบิ๊ก อผศ. คณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษฯ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในกรณีที่ จงใจ และ/หรือ ปล่อยปะละเลย และ/หรือ เปิดช่องโหว่ให้มีการไปเรียกรับผลประโยชน์ และ/หรือ รู้ว่า อผศ. มีขีดความสามารถและมีเครื่องมือเครื่องจักรไม่เพียงพอต่อการทำงาน แต่ยังทำความเห็นชอบและเสนอต่อ คสช.ว่ามีความพร้อม ขัดกับข้อเท็จจริงที่นำงานไปให้เอกชนดำเนินการแทน ซึ่งเป็นการผิดเงื่อนไขอย่างชัดเจน และ/หรือ ส่อเจตนาที่จะให้คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นการดำเนินการภายใต้ คสช.หรือไม่

ซึ่งจุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขบวนการนำงานไปปล่อยต่อเป็นทอดๆ แบ่งสายกันไปหาผู้มารับงานต่อกันทั่วประเทศ ซึ่งในกรณีนี้คุณนาย อ. ก็ได้แจ้งให้เครือข่ายผู้รับเหมาที่นำงานไปขายช่วงต่อว่า เป็นงานที่ผู้ใหญ่ใน คสช. ให้มาดำเนินการ มีการแอบอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ คสช. กันตามลำดับเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในการนำงานไปกระจายทั่วประเทศ

ซึ่งในหลายๆครั้งที่ไปสำรวจดูหน้างานที่จะดำเนินการขุดลอก คุณนาย อ.และเครือข่าย จะมีทหารติดตามไปด้วยเสมอ และบางครั้งก็มีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นทหาร นำงานไปกระจายต่อเป็นทอดๆ ในหลายพื้นที่ด้วย ซึ่งในกรณีดังกล่าวผู้รับเหมาทั่วประเทศจึงรับทราบกันทั่วว่าเป็นงานของ อผศ. และ คสช. โดยการประสานงานจากคุณนาย อ. ที่นำงานไปขายช่วงต่อเหลือเพียงแค่ 20-40 % จากราคาเต็มเพื่อให้ผู้รับเหมารายย่อยเป็นผู้ดำเนินการขุดลอกแทน โดยเครือข่ายคุณนาย อ. บางราย ก็ไปเรียกเก็บเงินค่าจองงานกับผู้รับเหมารายย่อยก่อน 10-15 % จึงจะนำงานไปให้ดำเนินการ โดยงานส่วนใหญ่จะไม่มีการทำสัญญากันไว้แต่อย่างใด เป็นการทำงานโดยเชื่อถือกันและเชื่อว่าเป็นงานของ อผศ.และ คสช.จริง

ขณะนี้ ผู้รับเหมารายย่อย ที่ได้รับความเดือดร้อน จากการเป็นผู้รับงานหรือซื้องานจากกลุ่มเครือข่ายคุณนาย อ. และทำงานแทน อผศ. ที่ทำงานเสร็จและส่งมอบงานขุดลอกให้กับ อผศ.แล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าทำงานมีเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เช่น ผู้รับเหมาในจังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม ยโสธร อุบลราชธานี และได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทรกุล ผอ.อผศ.คนปัจจุบัน เพื่อขอความเป็นธรรมและเยียวยาค่าจ้างทำงานขุดลอกแทน อผศ. เนื่องจากถูกนายหน้าและกลุ่มผู้นำงานมาขายช่วงจากเครือข่ายคุณนาย อ. ไม่จ่ายค่าทำงาน

และนอกจากนี้แล้ว ผู้เสียหายยังได้ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ในขณะนั้น) ในฐานะประธาน ศอตช. เพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดต่อขบวนการทุจริตในโครงการขุดลอกแหล่งน้ำของ อผศ.กับ ปภ. และ ผู้แอบอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ซึ่งแอบอ้างโดยการเชื่อมโยง คสช. เพื่อหาประโยชน์ในเชิงนโยบาย สูญเสียงบประมาณแผ่นดินกว่า 5,000 ล้านบาท อาศัยเหตุความจำเป็น ของเหล่าทหารผ่านศึกผู้กล้า ที่ได้ปกปักรักษาประเทศชาติ ว่ามีงบประมาณไม่พอเพียง ที่จะจัดให้เป็นสวัสดิการ ให้แก่ทหารผ่านศึกและครอบครัว ซึ่งอาศัยเงื่อนไขเหล่านี้ หาประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้อง เป็นการกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายชาติ ในห้วงที่บ้านเมืองต้องต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น

ซึ่งต่อมา ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็ได้เดินหน้าสอบสวน เพื่อเตรียมเอาผิดกลุ่มคนในขบวนการดังกล่าวนี้แล้ว

และนี่ก็คือ หนึ่งในตัวอย่างที่คนใกล้ตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มักจะมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเข้าข่ายการทุจริตคอร์รัปชั่น จนทำให้รัฐบาลต้องเสื่อมเสียและมัวหมองไปด้วย

เรียบเรียงโดย : วัสดา สำนักข่าวทีนิวส์

ที่มา : www.transparency.org