รับไม่ได้!! "30 องค์กรสื่อฯ" จับมือค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ชี้เปิดช่องรัฐ-นกม.เข้าควบคุม ถามดังๆ ปฏิรูปหรือยื่นดาบรอเชือด

ติดตามข่าวเพิ่มได้ที่ www.tnews.co.th

         
วันนี้ ( 29 ม.ค.)  ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน   นายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในขณะเดียวกันสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ร่างนี้มีหลักการและเหตุผลไปในทิศทางเดียวกัน คือ ให้อำนาจรัฐสามารถเข้าแทรกแซงควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนผ่านสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ  จึงอยากตั้งคำถามว่าเป็นการปฏิรูปสื่อจริงหรือไม่
         
" ในเวลา 11.00 น. วันนี้ องค์กรสื่อมวลชนจะรวมตัวกันเพื่อหารือทิศทางการเคลื่อนไหวคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … หลังจากนั้นจะมีการรวบรวมความคิดเห็นของที่ประชุมออกเป็นร่างแถลงการณ์และแถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบ" นายวันชัยกล่าว

ต่อมา เวลา13.20 น.นายเทพชัย หย่อง ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปได้อ่านแถลงการณ์ร่วม 30 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่อง การคัดค้านร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน มีใจความว่า "ตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านการสื่อสารมวลชนฯ ได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ............... เพื่อเสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองและส่งให้คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไปตามความทราบแล้วนั้น   องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 30 องค์กรตามรายชื่อท้ายแถลงการณ์นี้ ได้ประชุมหารือร่วมกันแล้ว มีความเห็นดังต่อไปนี้
         
1) ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ..... ดังกล่าว มิได้อยู่บนพื้นฐานหลักการของการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่กลับเน้นหลักการควบคุมสื่อมวลชนโดยใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่โดยอิสระของสื่อมวลชน และไม่สอดคล้องกับหลักการของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย ฉบับที่ผ่านการลงประชามติ ซึ่งมีเจตนารมณ์ให้สื่อมวลชนกำกับดูแลกันเองโดยอิสระและปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ ทั้งนี้ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐและเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน
         
2) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ต้องยกเลิกการพิจารณาร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนประเทศด้านการสื่อสารมวลชนฯ โดยให้กลับไปทบทวนความจำเป็นในการออกกฎหมายดังกล่าว  3) หากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเดินหน้ารับรองร่างพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ฟังเสียงทักท้วง องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนทั่วประเทศจะยกระดับมาตรการในการคัดค้านร่างกฎหมายนี้ต่อไปจนถึงทีสุด  4) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้พัฒนาระบบการกำกับดูแลกันเองด้านจริยธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อยกระดับความรับผิดชอบของสื่อมวลชนและตอบสนองความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมทั้งมุ่งมั่นที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป     

 

รับไม่ได้!! "30 องค์กรสื่อฯ" จับมือค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ชี้เปิดช่องรัฐ-นกม.เข้าควบคุม ถามดังๆ ปฏิรูปหรือยื่นดาบรอเชือด
 

 

นายเทพชัยเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .....ที่ สปท.กำลังพิจารณายกร่างอยู่นั้น มีเนื้อหาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยอิสระ และเป็นครั้งแรกที่จะมีการใช้อำนาจทางปกครองกับสื่อมวลชน โดยการให้สภาสื่อมวลชนแห่งชาติสั่งปรับสื่อมวลชนได้ นอกจากนั้นการกำหนดให้ปลัดกระทรวง 4 กระทรวง ร่วมเป็นกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน จะทำให้สื่อมวลชนมีปัญหาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐ เพราะปลัดกระทรวงเป็นบุคคลที่จะต้องได้รับการตรวจสอบของสื่อมวลชน แต่กลับให้มีทำหน้าที่ควบคุมสื่อมวลชนเสียเอง
         
นายเทพชัยกล่าวต่อว่า ที่เลวร้ายที่สุดคือการกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนมีอำนาจขึ้นทะเบียน ออกและและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องมือกดหัวสื่อมวลชนในอนาคต เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันคงไม่ได้ใช้กฎหมายฉบับนี้ แต่คนที่จะใช้กฎหมายนี้ก็คือนักการเมืองที่กำลังจะเข้ามาหลังการเลือกตั้ง และนักการเมืองต่างก็ต้องการกฎหมายในลักษณะนี้เอาไว้ควบคุมสื่อมวลชนอยู่แล้ว เพียงแต่ในช่วงที่เป็นประชาธิปไตยไม่สามารถที่จะออกกฎหมายในลักษณะนี้ได้ จะเห็นว่าในอดีตนักการเมืองที่มีอำนาจมากๆ มักจะหาทางควบคุมสื่อมวลชนให้อยู่ภายใต้อำนาจของตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายในลักษณะนี้ก็ตาม เช่น การสั่งให้ ปปง.ตรวจสอบบัญชีธนาคารสื่อมวลชนที่คิดว่าไม่เป็นพวกของตนเอง เป็นต้น เพราะฉะนั้นการออกกฎหมายฉบับนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการชงลูกใส่พานไว้ให้นักการเมืองได้มีเครื่องมือไว้กดหัวสื่อมวลชนนั่นเอง
         
" ผมเชื่อมั่นว่า ในรัฐบาลหรือ สปท.ยังมีผู้ที่มีเหตุผล ซึ่งเราจะสื่อสารกับคนเหล่านี้ เพื่อให้เห็นว่าร่างกฎหมายที่ออกมาที่หวังว่าจะเป็นการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้น หากมีเนื้อหาเป็นแบบนี้ ก็จะให้ผลในทางตรงกันข้าม สื่อจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองโดยสิ้นเชิง จึงเชื่อว่าคนเหล่านั้นจะมีเหตุผล"  นายเทพชัย กล่าว
         
นายวันชัย กล่าวว่า 2 ประเด็นหลักที่เราคัดค้าน ก็คือการให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยให้มีการออกหรือเพิกถอนได้ และการให้ปลัดกระทรวง 4 กระทรวง ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงการคลัง เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงสื่อโดยอำนาจรัฐอย่างชัดเจน
        
ด้าน นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า เราไม่ได้คัดค้านการตรวจสอบสื่อมวลชนอย่างมีประสิทธิภาพ และที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาการกำกับดูแลกันเองมาโดยตลอด เช่น การปรับแก้ข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกลาออกกระทันหันเมื่อถูกร้องเรียน การส่งเสริมการตั้งคณะกรรมการจริยธรรมภายในองค์กร ซึ่งองค์กรสื่อได้มีการจัดตั้งใกล้จะครบแล้ว การส่งเสริมบทบาทของผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น องค์กรสื่อจึงเห็นว่าควรจะยกเลิกร่างกฎหมายดังกล่าว และยังเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเนื้อหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการยกร่าง และผ่านการลงประชามติแล้ว ซึ่งไม่มีมาตราใดที่ระบุว่าให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขึ้นมากำกับดูแลสื่อมวชลชน

 

รับไม่ได้!! "30 องค์กรสื่อฯ" จับมือค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ชี้เปิดช่องรัฐ-นกม.เข้าควบคุม ถามดังๆ ปฏิรูปหรือยื่นดาบรอเชือด

 

สำหรับ องค์กรสื่อมวลชนที่มาประชุมในครั้งนี้ประกอบไปด้วย 
          สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 
          สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
          สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
          สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
          สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
          สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
          สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย
          สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย
          สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย
          สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
          สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย
          สมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
          สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย
          สมาคมนักข่าวช่างภาพกีฬาแห่งประเทศไทย
          สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ
          สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย
          สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์
          สมาคมสภาวิชาชีพกิจการการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย)
          สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย)
          สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน
          สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย
          สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
          เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคเหนือ 17 จังหวัด
          เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคอีสาน
          เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคกลาง-ภาคตะวันออก
          เครือข่ายบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาคใต้
          ชมรมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์อาวุโส
          ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม
          ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ
          ชมรมเพื่อเพื่อนช่างภาพสื่อมวลชน

 

รับไม่ได้!! "30 องค์กรสื่อฯ" จับมือค้านร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสื่อฯ ชี้เปิดช่องรัฐ-นกม.เข้าควบคุม ถามดังๆ ปฏิรูปหรือยื่นดาบรอเชือด
         

วิทย์ณเมธา   สำนักข่าวทีนิวส์