ลุกลาม!!! สภาฯสั่งสอบข้อมูลสินบนกล้อง CCTV หลังสหรัฐแฉมีรับเงินใต้โต๊ะเมื่อปี 49 จ่ายให้กับบุคคลอ้างตัวเป็นที่ปรึกษา

ติดตามรายละเอียด deeps.tnews.co.th

วันที่ 29 ม.ค. 60 นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีกระทรวงยุติธรรม สหรัฐ อเมริกา เปิดเผยข้อมูลการจ่ายสินบนแก่บุคคลที่อ้างตัวเป็นที่ปรึกษาโครงการติดตั้งกล้องซีซีทีวีในรัฐสภา ปี 2549 ว่า เพิ่งทราบข่าวจากสื่อมวลชน ตนยังไม่ทราบรายละเอียดโครงการดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องย้อนหลังไป 10 ปี จึงต้องขอตรวจสอบข้อมูลก่อน โดยจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามว่า เป็นโครงการที่หน่วยงานใดเสนอขึ้นมา มีการดำเนินการติดตั้งจริงหรือไม่ และสมัยนั้นใครเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจ ต้องรอดูนโยบายของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ว่า จะมีดำริอย่างไร ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นต่อหน่วยงาน ก็ต้องดำเนินการหาข้อเท็จจริง จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อีกด้านหนึ่งวันนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.)  กล่าวถึงกรณีการทุจริตสินบนโรลส์-รอยช์ ที่โยงกับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวนหลายบริษัทของไทยในขณะนี้ว่า  รัฐบาลต้องมีท่าทีเชิงรุกมากกว่านี้  ไม่ใช่ปล่อยองค์กรต่างๆ ดำเนินการกันตามลำพัง ซึ่งอาจทำให้ประเทศต้นทางสับสนว่าหน่วยงานใดเป็นองค์กรหลักมีอำนาจในการตรวจสอบกันแน่ และในขณะนี้องค์กรที่ถูกพาดพิงก็มีการขอข้อมูลไปที่ต้นทาง แต่ก็จะมีปัญหาว่าผลการตรวจสอบจะน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับหรือไม่ เพราะเป็นการตรวจสอบกันเองภายในเท่านั้น
          นายสุริยะใส กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลไม่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็ต้องมีท่าทีและมาตรการเชิงรุกมากกว่านี้ โดยต้องมีเจ้าภาพ มีกลไกที่น่าเชื่อถือติดตามตรวจสอบเรื่องนี้คู่ขนานไปกับองค์กรหลักอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อรายงานต่อสังคมเป็นระยะๆ ส่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ท่าทีรัฐในเชิงรุกจะทำให้มีความน่าเชื่อถือในกระบวนการตรวจสอบมากกว่าให้ ป.ป.ช.หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบไปตามลำพัง เพราะอาจมีปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตรวจสอบไปไม่ถึงหรือดำเนินการได้ไม่จริง  ทั้งนี้ประเทศไทยก็มีข้อตกลงและสนธิสัญญากับสหประชาชาติ (UN)ในเรื่องของการปราบปรามการทุจริตและการควบคุมการฟอกเงินอยู่แล้วก็สามารถขอความร่วมมือหรือเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้ร่วมกับองค์กรต่างประเทศหรือหน่วยงานต้นทางได้ทันที

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะการทุจริตในแวดวงรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาความไม่โปร่งใสมายาวนาน และรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจวางระบบการบริหารให้มีความเป็นธรรมาภิบาลมากขึ้น เป็นไปได้อย่างไรองค์กรอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.และรัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้รางวัลบริษัทธรรมาภิบาลมาหลายครั้ง แต่กลับมีข่าวฉาวโฉ่แบบนี้เกิดขึ้น ดังนั้นการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจึงควรเป็นวาระสำคัญในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ( ป.ย.ป.).ด้วย”นายสุริยะใส กล่าว

 

 

เรียบเรียง บุญชัย ทีนิวส์