- 30 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือ เวิร์กช็อปเตรียมการปฏิรูปของคณะกรรมการบริการราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ในส่วนของสนช.จะมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญของสนช.ทั้ง 16 คณะเข้าร่วมประชุม
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ด้วย โดยการประชุมดังกล่าวจะมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เป็นประธาน เพื่อร่วมกันหารือแนวทางในการปริหารประเทศภายใต้การปรองดอง จะมีการนำวาระเร่งด่วนต่าง ๆ ของแต่ละฝ่ายมานำเสนอ แล้วรวบรวมให้กระชับชัดเจนมากขึ้น ถือว่าเป็นการประชุมเพื่อร่วมกันเป็นเจ้าภาพตั้งแต่เริ่มต้น
ขณะที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สปท. กล่าวว่า ในส่วนของ สปท.จะเสนอวาระการปฏิรูปที่จัดลำดับความสำคัญครอบคลุมทั้ง 11 ด้านตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กำหนดไว้ โดยจะมีทั้งหมด 36 แผนปฏิรูปเพื่อให้แม่น้ำทุกฝ่ายทั้ง คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ได้พิจารณาร่วมกันเพื่อเสนอแนะข้อเสนอต่างๆ ซึ่งอาจมีบางข้อเสนอที่ซ้ำกัน และไม่ซ้ำกันบ้าง เราจึงต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน เพื่อรวบรวมเสนอไปยังป.ย.ป. อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้นายอลงกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับกฎหมายที่ สปท.เห็นว่าจำเป็นต้องเร่งนำเสนอคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม หรือ กฎหมาย 7 ชั่วโคตร ที่ถือเป็นกฎหมายที่ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่จำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง นอกจากนี้ยังมีกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำจำนวนไม่น้อยที่จำเป็นต่อการปฏิรูปอีกด้วย เช่น พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการบ้านของ สปท.ที่จะต้องเร่งรัดทำให้เสร็จภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของคณะกรรมการป.ย.ป.จะมีทั้งหมด 4 คณะ ในส่วนของสปท.จะเข้าไปมีส่วนร่วมตามกลไกจำนวน 3 คณะ ส่วนอีกคณะหนึ่งที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ เราจะไม่ได้เข้ามีส่วนร่วม ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารได้ทำงานไป
สำหรับกฎหมายที่เรียกว่า กฏหมาย 7 ชั่วโคตรนั้นทางการเรียกว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. …
ซึ่งเมื่อเปิด “ข้อห้าม” ในร่างกฎหมายเดิมที่เสนอโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.)วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พบว่า มี 8 ประการ ดังนี้
1. กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา มีส่วนได้เสียอยู่ 2. นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่น มาประกอบการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น
3. กระทำการใด ดำรงตำแหน่งใด หรือปฏิบัติการใด ในฐานะส่วนตัว ที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงว่าจะขัดกับประโยชน์ส่วนรวมที่อยู่ในความรับผิดชอบตามหน้าที่ หรือเป็นการเสื่อมเสียแก่ตำแหน่งหน้าที่ 4. การใช้เวลาราชการหรือหน่วยงาน เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ สิ่งอำนวยความสะดวกของทางราชการหรือหน่วยงานไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกฎ
5. การกระทำที่เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 6.การใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ที่ตนได้รับหรือทราบจากการปฏิบัติราชการ การปฏิบัติหน้าที่ หรือในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต
7. การริเริ่ม เสนอ จัดทำ หรืออนุมัติโครงการของรัฐโดยทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และ 8. การใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งตนมีอยู่ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นโดยทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยการกระทำตามข้อ 8 ที่ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ต้องเป็นการกระทำเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งอื่น กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ คือ
(1) อนุมัติ อนุญาต รับจดทะเบียน หรือให้สิทธิประโยชน์ อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ (2)ให้สัมปทาน ทำสัญญา หรือทำนิติกรรม อันเป็นการให้ประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด (3) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน โอน ย้าย หรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชา หรือกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐตาม ข้อ 8 พ้นจากตำแหน่ง หรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ (4)ไม่แจ้งความหรือร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (5)ไม่ฟ้อง ไม่ดำเนินคดี หรือถอนฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา (6) ไม่บังคับการปกครอง หรือไม่บังคับคดี (7) กระทำการหรือไม่กระทำการอื่นตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)ประกาศกำหนด
การกระทำใดตามวรรค 2 (1) (2) (3) และ (4) ที่จะถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และจะใช้บังคับกับหน้าที่ของรัฐตำแหน่งใดให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกาศกำหนด
หาก ป.ป.ช.ไต่สวน พบว่า กระทำความผิด บทลงโทษ คือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
