- 30 ม.ค. 2560
ติดตามรายละเอียด http://deeps.tnews.co.th
มาถึงอีกหนึ่งประเด็นทางการเมืองกับการเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักวิชาการที่รวมตัวกันกดดันให้มีการเปลี่ยนคำพิพากษาศาลฎีกาเปลี่ยนคำสั่งถอนประกันตัว นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดี 112 และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังจากไม่ได้รับการประกันตัวตามการยื่นคำร้องก่อนหน้านี้ถึง 4-5 ครั้ง
โดยครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้พิจารณาคำร้องขอฎีกา คัดค้านคำสั่งถอนประกันตัวนายจตุภัทร์ แล้วมีความเห็นยืนคำสั่งเดิมไม่ให้ประกันตัว ตามความเห็นศาลอุทธรณ์ เนื่องจากการพิจารณาการเพิกถอนการประกันตัวผู้ต้องหาของศาลจังหวัดขอนแก่นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนที่มาที่ไปของคดีดังกล่าว สรุปโดยย่อก็คือการที่ นายจตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นศ.คณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น และแกนนำนักเคลื่อนไหวกลุ่มดาวดิน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตามคำร้องของ พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี นายทหารมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร จ.ขอนแก่น ซึ่งแจ้งความกล่าวหานายจตุภัทร์ แชร์ลิงก์ของสำนักข่าว BBC ที่เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2559
ต่อมา นายจตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหลังยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 4 แสนบาทขอประกันตัว และศาลเห็นว่าเป็นการให้โอกาสผู้ต้องหาได้ไปศึกษาและเข้าสอบตามขั้นตอนที่ได้ยื่นคำร้องไว้ แต่สุดท้ายด้วยพฤติกรรมท้าทายกฎหมายของ “ไผ่ ดาวดิน” กลายเป็นเหตุทำให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำจนได้
โดยเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นได้นัดไต่สวนนายจตุภัทร์ และนายประกัน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น กรณีขอให้เพิกถอนสัญญาประกันตัวผู้ต้องหา ภายหลังพบว่าผู้ต้องหาไปโพสต์ข้อความเชิงเยาะเย้ยเจ้าพนักงาน ต่อมาศาลจึงมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาประกันตัวนายจตุภัทร์และอนุญาตให้ฝากขังเป็นผัดแรก
ขณะที่ต่อมาแม้จะมีการขออุทธรณ์คำสั่งศาลในการคัดค้านคำร้องเพิกถอนการประกันตัว แต่ก็ไม่เป็นผล ด้วยสิ่งที่ “ไผ่ ดาวดิน” กระทำตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ว่า ภายหลังจากนายจตุภัทร ได้รับการประกันตัว ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ โดยพิมพ์ข้อความในเชิงเยาะเย้ยเจ้าพนักงาน กรณีตนได้รับประกันตัวเป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท และพิมพ์ข้อความว่า “เศรษฐกิจมันแย่แม่งเอาแต่เงินประกัน”
ประเด็นสำคัญพนักงานสอบสวนระบุเหตุผลด้วยว่า ผู้ต้องหาเคยมีประวัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีความมั่นคงมาหลายคดี โดยเฉพาะคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และเนื่องจากผู้ต้องหาได้รับอนุญาตประกันตัวในชั้นศาลเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2559 แต่ผู้ต้องหายังมีการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เรื่อยมา และหากรอถึงวันที่ 23 ม.ค. 2559 อาจก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้น จึงนำเรียนต่อศาลให้มีหมายเรียกผู้ต้องหามาสอบถามและขอให้เพิกถอนสัญญาประกันผู้ต้องหาด้วย
จากข้อความที่ นายจตุภัทร์ หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นำไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก คงไม่ต้องอธิบายว่าผู้โพสต์มีเจตนาอะไร และสมควรถูกเพิกถอนประกันตัวหรือไม่ เพราะเป็นดุลยพินิจของศาลยุติธรรมที่ทุกคนต้องเคารพ และก่อนหน้านั้นศาลจังหวัดขอนแก่นก็เคยให้โอกาสกับ “ไผ่ ดาวดิน” แล้ว แต่กลายเป็นว่ากรณีนี้มีข้อยกเว้นกับผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงเคลื่อนไหวคัดค้านโดยวิธีการต่าง ๆ โดยเฉพาะกับท่าทีล่าสุดของ นายอนุสรณ์ อุณโน คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) พร้อมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ จำนวน 10 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธานศาลฎีกา ซึ่งมีการอ้างถึงบัญชีรายชื่อนักวิชาการ นักศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 300 รายชื่อ พร้อมระบุข้อความถึงขั้นว่า ขอให้ประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษาทั่วประเทศ พิจารณาเรื่องความเสื่อมถอยของระบบนิติรัฐและการละเมิดสิทธิ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดี 112 และความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับการประกันตัวในชั้นสอบสวน ทั้งที่ยื่นประกันมาแล้วถึง 5 ครั้ง โดยมีนางปิยะนุช มนูรังสรรค์ เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขานุการประธานศาลฎีกาเป็นผู้รับหนังสือ
ทั้งนี้เนื้อหาใจความของหนังสือฉบับดังกล่าว ค่อนข้างจะมีรายละเอียดมาก แต่สามารถโดยย่อว่าเป็นการแสดงความเห็นกึ่งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องติดตามท่าทีของศาลยุติธรรมต่อไปว่าจะชี้แจงในเรื่องนี้อย่างไร และถือเป็นการก้าวล่วงศาลยุติธรรมหรือไม่
โดยเฉพาะกับบริบทสำคัญ ซึ่งนายอนุสรณ์ และคณะนักวิชาการที่มีการนำรวบรวมรายชื่อมาระบุว่า ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ที่สังคมกำลังเผชิญอยู่คือวิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม และมีการพูดถึงคำว่า 2 มาตรฐานซึ่งนายอนุสรณ์ใช้คำว่ามักถูกนำมาใช้เพื่อให้หมายถึงการบังคับใช้และตีความกฎหมายอย่างไม่เสมอภาคกัน โดยองค์กรตุลาการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองบ่อยครั้ง และปัญหาดังกล่าวรุนแรงยิ่งขึ้นหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อกฎหมายถูกนำมาใช้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนที่แสดงความเห็นต่างจากผู้มีอำนาจ ศาลทหารถูกใช้ดำเนินคดีต่อประชาชนโดยไม่มีเสียงคัดค้านจากบุคคลในองค์กรตุลาการ หากบุคคลในองค์กรตุลาการเปิดใจรับรู้ปัญหาย่อมตระหนักถึงความรู้สึกของประชาชน เพราะปัจจุบันประชาชนทั่วไปกล้าวิจารณ์การทำงานของศาลอย่างตรงไปตรงมาในสื่อสังคมออนไลน์ จนกล่าวได้ว่าไม่มียุคใดที่ประชาชนจะเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมเท่ายุคนี้
ด้วยเนื้อหาสาระบางช่วงบางตอนคงไม่ขยายความลงลึกว่านักวิชาการกลุ่มนี้กำลังสื่อถึงอะไร และตีความเป็นอื่นได้ยากนอกจากจะวิพากษ์วิจารณ์ระบบยุติธรรมของไทยกำลังมีปัญหา ทั้ง ๆ ที่ อำนาจตุลาการถือเป็นหนึ่งในสามโครงสร้างอำนาจอธิปไตย ไม่นับรวมเรื่องของการหมิ่นเหม่เสมือนจะรับรองว่าพฤติการณ์ของไผ่ ดาวดินในการแชร์ข่าวที่มีเนื้อหาเชื่อมโยงถึงสถาบันเบื้องสูงเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ว่าผิดหรือไม่ผิด ??
ไฮไลต์สำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ คนส.และนักวิชาการจำนวน 352 รายชื่อ ไปไกลถึงขนาดเรียกร้องให้ศาลยุติธรรมพิจารณาตัวเอง ดังตัวอย่างข้อเรียกร้อง อาทิเช่น
1. ในระยะยาวถึงเวลาที่บุคลากรในองค์กรตุลาการจะต้องพิจารณาอย่างจริงจังถึงภาวะวิกฤตศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพวกท่าน และหาแนวทางแก้ไขหรือปฏิรูประบบยุติธรรมของไทย โดยการตระหนักและแสดงบทบาทในการตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามนำติรัฐและนิติธรรม มิใช่ประพฤติตนเสมือนเป็นผู้พิทักษ์อำนาจรัฐอันไม่ชอบธรรมนั้นเสียเอง
2. ในระยะเฉพาะหน้าขอให้ศาลทบทวนพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวไผ่ ดาวดิน เมื่อมีการยื่นคำร้องตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อคืนสิทธิ์อันพึงมีให้กับไผ่ ดาวดิน และฟื้นฟูความปกติให้กระบวนการยุติธรรมและหลักการพื้นฐานของนิติรัฐ
และในหนังสือฉบับดังกล่าวยังลงท้ายด้วยว่า เหตุผลในการไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายไผ่ ดาวดิน เป็นคำสั่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ และการยื่นหนังสือครั้งนี้ของคนส.จะกระทำทั้งกับประธานศาลฎีกา และประธานศาลอุทธรณ์ภาค อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาค และหัวหน้าศาลจังหวัดทุกจังหวัดอีกประมาณ 200 กว่าฉบับ เพื่อให้นำไปประกอบการพิจารณาในการยื่นคำร้องขอฝากขังในวันที่ 1 ก.พ.นี้ เพราะในวันดังกล่าว ทนายของไผ่ ดาวดินจะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง
รวมถึงยังประกาศอย่างชัดเจนด้วยว่า คนส.จะติดตามผลการพิจารณาของศาลจังหวัดขอนแก่นในวันที่ 1 ก.พ.นี้ด้วยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร โดยหากไผ่ ดาวดิน ยังไม่ได้รับการประกันตัวก็จะคิดวิธีเคลื่อนไหวอื่นๆ ต่อไป และประสานไปยังองค์กรต่างประเทศที่ทำงานเกี่ยวกับความยุติธรรมเพื่อขยายความร่วมมือในการเคลื่อนไหว
“ส่วนเหตุผลที่ต้องส่งจดหมายไปยังผู้พิพากษาทั่วประเทศ เพราะคนส.เชื่อมั่นว่ายังมีผู้พิพากษาที่มีใจเที่ยงธรรม รู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นในบ้านเมือง จึงอยากให้ผู้พิพากษาออกมาพูดหรือมาทำอะไรบ้าง ซึ่งในกรณีไผ่ ดาวดิน มีคนโพสต์ข้อความกว่า 2,800 คน แต่มีไผ่ ดาวดิน คนเดียวที่ถูกดำเนินคดี โดยหาคำอธิบายไม่ได้ว่าทำอะไรที่แตกต่างไปจากคนเหล่านั้น”
เรียบเรียงโดย : ศิริพงศ์ สำนักข่าวทีนิวส์
ขอบคุณภาพ : ทวิตเตอร์Anuthee Dejthevaporn
